กู้ 500,000 ล้าน กระตุ้น ศก.ไทย
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (The World Economic Outlook : WEO) ฉบับเดือนเมษายนปี 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2025 ลงเหลือ 2.8% จากประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 3.3% หรือปรับลดลงถึง 0.5% ส่วนประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2569 IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3% ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ไปเมื่อเดือนมกราคม 0.3% โดยการปรับลดประมาณการเติบโตเศรษฐกิจครั้งล่าสุดนี้เป็นผลมาจากมาตรการทางการค้าและภาษีใหม่ของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีทรัมป์
ในรายงานของ IMF ฉบับเดียวกันนี้ได้กล่าวถึงประเทศไทย ก็ถูกปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2025 ลงเหลือแค่ 1.8% ด้วย จากประมาณการก่อนหน้านี้ที่ IMF ประมาณการไว้ที่ 2.9% นับเป็นการปรับลดลงถึง 1.1% โดยประมาณการเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 คาดการณ์ว่า จะชะลอตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 1.6% เท่านั้น
แต่ที่สำคัญก็คือ เมื่อเทียบประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกันและกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชียจะพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า เศรษฐกิจของประเทศไทย จะโตต่ำสุด ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ 5.5%, อินโดนีเซีย 4.7%, มาเลเซีย 4.1% และเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญทางการค้าของไทยก็ยังรักษาอัตราเติบโตไว้สูงถึง 5.2% ทั้ง ๆ ที่ทุกประเทศต่างก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายทางการค้าและการขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐเหมือน ๆ กัน
ด้านรัฐบาลไทยโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แม้จะแสดงความเห็นว่า ตัวเลข GDP ที่ 1.8% นั้น “เป็นการประเมินเบื้องต้น” แต่ก็พร้อมที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อ “ชดเชย” ในส่วนของ GDP ที่จะหายไป และตั้งความหวังที่จะรักษาอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ระดับเดิมคือ 3% โดยในการนี้อาจจะต้องใช้วงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการบริโภค การลงทุนในประเทศและให้ซอฟต์โลน
แต่ปัญหาก็คือ วงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดนี้จะหาแหล่งเงินมาจากไหน ในขณะที่กระทรวงการคลังมีความเห็นว่า อาจจะมาจากการเกลี่ยงบประมาณ หรือเงินเหลือจากงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ 150,000 ล้านบาทที่ยังใช้ได้อยู่ หรือการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ ขณะที่วิธีการสุดท้ายก็จะหนีไม่พ้นการกู้ ซึ่งก็จะมีข้อจำกัดในเรื่องของหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2568 มีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 12.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 64.21% ของ GDP โดยรัฐบาลกู้ชดเชยขาดดุล 8.6 แสนล้านบาท และยังมีช่องว่างกู้ชดเชยขาดดุลเหลือ 4,000 ล้านบาท
ดังนั้น หากต้องกู้เงินเพิ่มอีก 500,000 ล้านบาท ก็จะกระทบหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มอีก 3% ใกล้เคียงกับเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 70% กลายมาเป็นคำถามที่ว่า จะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่ และการขยายจะกระทบต่อความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กู้ 500,000 ล้าน กระตุ้น ศก.ไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net