โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถึงเวลา ‘สกนช.’ ปรับบทบาทครั้งใหญ่ รองรับระบบสำรองน้ำมันใหม่ SPR

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 พ.ค. 2568 เวลา 04.40 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2568 เวลา 09.35 น.

จากกรณีที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีแนวคิดที่จะยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ และเปลี่ยนมาใช้ระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในการดูแลจัดการกับความเสี่ยงด้านพลังงานนั้น นายวีระพล จิรประดิษฐกุล นักวิชาการด้านพลังงาน และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ให้ความเห็นว่า การนำระบบ SPR มาใช้นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบราคาน้ำมันลอยตัว มาเป็นระบบการควบคุมต้นทุนบวกผลตอบแทน หรือระบบ Cost Plus ซึ่งมีทั้งข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จะต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจที่ถูกต้อง ก่อนที่จะตัดสินใจนำระบบ SPR มาใช้

ระบบสำรองน้ำมันปัจจุบัน

ปัจจุบันการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย เป็นการสำรองโดยภาคเอกชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ และคุ้มครองให้ประชาชนมีน้ำมันเชื้อเพลิงใช้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดแคลน การสำรองนี้จึงถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่สำคัญของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่ ที่มีปริมาณการค้าแต่ละชนิดหรือรวมกันทุกชนิดปีละตั้งแต่แสนเมตริกตันขึ้นไป หรือเป็นผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลวแต่เพียงชนิดเดียว ที่มีปริมาณการค้าปีละตั้งแต่ห้าหมื่นเมตริกตันขึ้นไป หรือที่เรียกว่าเป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

การกำหนดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองตามกฎหมาย จะอ้างอิงจากปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศในรอบปี โดยคำนึงถึงระยะเวลาในการจัดหาน้ำมันดิบ รวมระยะเวลาในการขนส่งจากแหล่งจัดหาหลัก (แหล่งตะวันออกกลาง) มายังไทย เพื่อให้มีน้ำมันสำรองเพียงพอรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งในปี 2567 ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มีหน้าที่สำรองน้ำมันดิบในอัตราร้อยละ 6 และน้ำมันสำเร็จรูปในอัตราร้อยละ 1 ของปริมาณความต้องการใช้ทั้งปี หรือดำเนินอัตราสำรองเทียบเท่าการใช้ 25 วัน

โดยจะต้องเก็บไว้ในสถานที่ที่ได้รับความเห็นชอบให้ใช้เป็นสถานที่เก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายประจำปี ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็น ภาครัฐโดยกรมธุรกิจพลังงานสามารถสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 งดจำหน่ายหรือให้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่สำรองไว้ตามกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงได้

การสำรองน้ำมันแบบ SPR

การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve : SPR) เป็นการสำรองผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในรูปของน้ำมันดิบ และหรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป เพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปริมาณการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์จะเป็นจำนวนเท่าไร ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ในแต่ละวันของประเทศนั้น ๆ โดยจะพิจารณาจากปัจจัยและหลักเกณฑ์ตามลำดับความสำคัญ และฐานะการประเมินความเสี่ยงที่แตกต่างกันในการกำหนดปริมาณสำรองที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ

ซึ่งปัจจัยสำคัญ เช่น ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในแต่ละวัน ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเทียบกับปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ในประเทศ หรือที่เรียกว่าอัตราการพึ่งพานำเข้าน้ำมัน ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศ ระยะเวลาการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง และฐานะการเงินการคลังของประเทศ

แหล่งเงินทุน-สถานที่เก็บ

ในการจัดเก็บ SPR จำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ หรือออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมดูแล SPR โดยเฉพาะมีแหล่งเงินทุน อาจมาจากงบประมาณภาครัฐ เงินกู้ พันธบัตรรัฐบาล หรือรัฐจัดตั้งกองทุนเฉพาะ และต้องมีสถานที่เก็บ เก็บถังบนดิน กับใต้ดิน (โพรงเกลือ) หรือถังเก็บแบบลอยน้ำ (Floating Storage) ทั้งนี้ จะต้องอยู่ใกล้โรงกลั่นและติดทะเลสะดวกในการขนส่ง ชนิดน้ำมันที่เก็บ ส่วนใหญ่เก็บน้ำมันดิบ เพราะเก็บได้นานกว่าน้ำมันสำเร็จรูป และเกรดน้ำมันที่จัดเก็บไม่แตกต่างกัน เป็นวัตถุดิบที่สามารถนำไปกลั่นเพื่อได้น้ำมันสำเร็จรูปที่ต้องการได้

ในขณะนี้ ทางกระทรวงพลังงานยังไม่มีความชัดเจนที่จะอธิบายให้แก่สาธารณชนว่า SPR จะเป็นอย่างไร จัดเก็บเป็นน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปชนิดไหน เงินทุนที่ใช้ในการจัดเก็บ SPR มาจากไหน คลังเก็บน้ำมันมีจำนวนเท่าไร มีต้นทุนเท่าไร จะสร้างที่ไหน รูปร่างหน้าตาขององค์กรเป็นอย่างไร การบริหาร SPR ในยามวิกฤตจะทำอย่างไร รวมทั้งระบบการบริหาร SPR ในการตรึงราคาน้ำมันในช่วงราคาน้ำมันแพงจะทำอย่างไร

การจัดทำระบบสำรองน้ำมัน SPR โดยจะนำระบบนี้มารักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน ให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้ การระบายน้ำมันออกมาในตลาดเพื่อให้ราคาอ่อนตัวลง ทำได้ยากเพราะปริมาณที่ไทยจะจัดเก็บมีจำนวนน้อยมาก ไม่ถึงร้อยละ 1 ของปริมาณน้ำมันในตลาดโลก ย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อราคาได้เลย

นอกจากนี้ยังมีคำถามว่า การจะเปลี่ยนกองทุนน้ำมันฯที่ใช้เงินและสร้างหนี้สาธารณะ ให้กลายมาเป็นทรัพย์สินของประเทศ ต่อไปกองทุนที่มีน้ำมันสำรองของประเทศ จะเป็นทรัพย์สินของประเทศ ไม่ใช่ภาระหนี้สินอีกต่อไป จะทำได้อย่างไร

บทบาทใหม่ของ สกนช.

งานที่ทางสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จะต้องดำเนินการ นอกจากงานบริหารกองทุนที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่สาธารณชน เพื่อให้เข้าใจตามประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะต้องรีบดำเนินการไปพร้อม ๆ กับการจะนำเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาผู้แทนฯ ในช่วงต้นปี 2568 ในขณะเดียวกันกองทุนจะต้องบริหารการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อใช้หนี้เงินกู้ก้อนแรกในเดือน พ.ย. 2567 จะทำได้ตามแผนหรือไม่และอย่างไร

แม้ว่าในขณะนี้เป็นโอกาสดีที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง แต่ในอนาคต ราคาน้ำมันยังมีความผันผวน จากเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความไม่สงบในตะวันออกกลางจากสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนและอาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้

หากภายในปี 2568 กฎหมายจะผ่านรัฐสภา และมีผลบังคับใช้ ซึ่งก่อนที่กฎหมายจะบังคับใช้ ทาง สกนช.จะต้องเตรียมปรับโครงสร้างสำนักงานให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ คาดว่าจะต้องมีสำนักเกี่ยวกับการจัดตั้ง SPR และบริหารงาน SPR รวมทั้งต้องหาแหล่งเงินทุนตามช่องทางของกฎหมาย บทบาทของกองทุนจะหายไป โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณท์อัตราการส่งเงินเข้า/ออกกองทุน มาเป็นการบริหารการจัดหาน้ำมันดิบและสำเร็จรูปเพื่อมาจัดเก็บเป็น SPR รวมทั้งการบริหารในการปล่อย SPR ออกไปเพื่อพยุงราคาน้ำมันในกรณีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จะมีระบบและกลไกบริหารอย่างไร

สำนักงาน SPR ที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ เชี่ยวชาญด้านน้ำมันอย่างมาก เพื่อติดตามสถานการณ์การ Trading น้ำมัน โดยต้องจัดหาเข้าสำรอง SPR ในช่วงน้ำมันราคาถูก และระบายออกเพื่อพยุงราคาน้ำมันเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นงานที่ยุ่งยากและท้าทายอย่างมากของ สกนช.

สกนช.ต้องปรับโครงสร้างสำนักงานใหม่ให้สอดคล้องกับงานใหม่ที่เพิ่มขึ้น ต้องเพิ่มบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษเกี่ยวกับการ Trading น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บทบาทของ สกนช. จะเปลี่ยนไปตามกฎหมายใหม่ มิใช่เป็นสำนักงานตามกองทุนหมุนเวียน ตามนิยามของกระทรวงการคลัง โครงสร้างอัตรากำลังและเงินเดือนจะต้องปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมด้วย มิฉะนั้น การบริหารงานที่ยุ่งยากและซับซ้อนขึ้นจะไม่สามารถดำเนินการได้

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นงานที่ท้าทายของ สกนช. ส่วนการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันจากระบบลอยตัวมาเป็นระบบ Cost Plus จะเป็นงานหลักของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในการกำหนดนโยบาย และกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ในการกำกับดูแลเกี่ยวกับต้นทุนราคาน้ำมันเพื่อบริหารการตรึงราคาน้ำมันตามกฎหมายใหม่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถึงเวลา ‘สกนช.’ ปรับบทบาทครั้งใหญ่ รองรับระบบสำรองน้ำมันใหม่ SPR

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...