ถึงเวลา ‘สกนช.’ ปรับบทบาทครั้งใหญ่ รองรับระบบสำรองน้ำมันใหม่ SPR
จากกรณีที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีแนวคิดที่จะยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ และเปลี่ยนมาใช้ระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในการดูแลจัดการกับความเสี่ยงด้านพลังงานนั้น นายวีระพล จิรประดิษฐกุล นักวิชาการด้านพลังงาน และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ให้ความเห็นว่า การนำระบบ SPR มาใช้นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบราคาน้ำมันลอยตัว มาเป็นระบบการควบคุมต้นทุนบวกผลตอบแทน หรือระบบ Cost Plus ซึ่งมีทั้งข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จะต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจที่ถูกต้อง ก่อนที่จะตัดสินใจนำระบบ SPR มาใช้
ระบบสำรองน้ำมันปัจจุบัน
ปัจจุบันการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย เป็นการสำรองโดยภาคเอกชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ และคุ้มครองให้ประชาชนมีน้ำมันเชื้อเพลิงใช้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดแคลน การสำรองนี้จึงถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่สำคัญของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่ ที่มีปริมาณการค้าแต่ละชนิดหรือรวมกันทุกชนิดปีละตั้งแต่แสนเมตริกตันขึ้นไป หรือเป็นผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลวแต่เพียงชนิดเดียว ที่มีปริมาณการค้าปีละตั้งแต่ห้าหมื่นเมตริกตันขึ้นไป หรือที่เรียกว่าเป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543
การกำหนดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองตามกฎหมาย จะอ้างอิงจากปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศในรอบปี โดยคำนึงถึงระยะเวลาในการจัดหาน้ำมันดิบ รวมระยะเวลาในการขนส่งจากแหล่งจัดหาหลัก (แหล่งตะวันออกกลาง) มายังไทย เพื่อให้มีน้ำมันสำรองเพียงพอรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งในปี 2567 ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มีหน้าที่สำรองน้ำมันดิบในอัตราร้อยละ 6 และน้ำมันสำเร็จรูปในอัตราร้อยละ 1 ของปริมาณความต้องการใช้ทั้งปี หรือดำเนินอัตราสำรองเทียบเท่าการใช้ 25 วัน
โดยจะต้องเก็บไว้ในสถานที่ที่ได้รับความเห็นชอบให้ใช้เป็นสถานที่เก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายประจำปี ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็น ภาครัฐโดยกรมธุรกิจพลังงานสามารถสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 งดจำหน่ายหรือให้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่สำรองไว้ตามกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงได้
การสำรองน้ำมันแบบ SPR
การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve : SPR) เป็นการสำรองผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในรูปของน้ำมันดิบ และหรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป เพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปริมาณการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์จะเป็นจำนวนเท่าไร ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ในแต่ละวันของประเทศนั้น ๆ โดยจะพิจารณาจากปัจจัยและหลักเกณฑ์ตามลำดับความสำคัญ และฐานะการประเมินความเสี่ยงที่แตกต่างกันในการกำหนดปริมาณสำรองที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ
ซึ่งปัจจัยสำคัญ เช่น ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในแต่ละวัน ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเทียบกับปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ในประเทศ หรือที่เรียกว่าอัตราการพึ่งพานำเข้าน้ำมัน ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศ ระยะเวลาการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง และฐานะการเงินการคลังของประเทศ
แหล่งเงินทุน-สถานที่เก็บ
ในการจัดเก็บ SPR จำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ หรือออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมดูแล SPR โดยเฉพาะมีแหล่งเงินทุน อาจมาจากงบประมาณภาครัฐ เงินกู้ พันธบัตรรัฐบาล หรือรัฐจัดตั้งกองทุนเฉพาะ และต้องมีสถานที่เก็บ เก็บถังบนดิน กับใต้ดิน (โพรงเกลือ) หรือถังเก็บแบบลอยน้ำ (Floating Storage) ทั้งนี้ จะต้องอยู่ใกล้โรงกลั่นและติดทะเลสะดวกในการขนส่ง ชนิดน้ำมันที่เก็บ ส่วนใหญ่เก็บน้ำมันดิบ เพราะเก็บได้นานกว่าน้ำมันสำเร็จรูป และเกรดน้ำมันที่จัดเก็บไม่แตกต่างกัน เป็นวัตถุดิบที่สามารถนำไปกลั่นเพื่อได้น้ำมันสำเร็จรูปที่ต้องการได้
ในขณะนี้ ทางกระทรวงพลังงานยังไม่มีความชัดเจนที่จะอธิบายให้แก่สาธารณชนว่า SPR จะเป็นอย่างไร จัดเก็บเป็นน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปชนิดไหน เงินทุนที่ใช้ในการจัดเก็บ SPR มาจากไหน คลังเก็บน้ำมันมีจำนวนเท่าไร มีต้นทุนเท่าไร จะสร้างที่ไหน รูปร่างหน้าตาขององค์กรเป็นอย่างไร การบริหาร SPR ในยามวิกฤตจะทำอย่างไร รวมทั้งระบบการบริหาร SPR ในการตรึงราคาน้ำมันในช่วงราคาน้ำมันแพงจะทำอย่างไร
การจัดทำระบบสำรองน้ำมัน SPR โดยจะนำระบบนี้มารักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน ให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้ การระบายน้ำมันออกมาในตลาดเพื่อให้ราคาอ่อนตัวลง ทำได้ยากเพราะปริมาณที่ไทยจะจัดเก็บมีจำนวนน้อยมาก ไม่ถึงร้อยละ 1 ของปริมาณน้ำมันในตลาดโลก ย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อราคาได้เลย
นอกจากนี้ยังมีคำถามว่า การจะเปลี่ยนกองทุนน้ำมันฯที่ใช้เงินและสร้างหนี้สาธารณะ ให้กลายมาเป็นทรัพย์สินของประเทศ ต่อไปกองทุนที่มีน้ำมันสำรองของประเทศ จะเป็นทรัพย์สินของประเทศ ไม่ใช่ภาระหนี้สินอีกต่อไป จะทำได้อย่างไร
บทบาทใหม่ของ สกนช.
งานที่ทางสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จะต้องดำเนินการ นอกจากงานบริหารกองทุนที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่สาธารณชน เพื่อให้เข้าใจตามประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะต้องรีบดำเนินการไปพร้อม ๆ กับการจะนำเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาผู้แทนฯ ในช่วงต้นปี 2568 ในขณะเดียวกันกองทุนจะต้องบริหารการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อใช้หนี้เงินกู้ก้อนแรกในเดือน พ.ย. 2567 จะทำได้ตามแผนหรือไม่และอย่างไร
แม้ว่าในขณะนี้เป็นโอกาสดีที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง แต่ในอนาคต ราคาน้ำมันยังมีความผันผวน จากเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความไม่สงบในตะวันออกกลางจากสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนและอาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้
หากภายในปี 2568 กฎหมายจะผ่านรัฐสภา และมีผลบังคับใช้ ซึ่งก่อนที่กฎหมายจะบังคับใช้ ทาง สกนช.จะต้องเตรียมปรับโครงสร้างสำนักงานให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ คาดว่าจะต้องมีสำนักเกี่ยวกับการจัดตั้ง SPR และบริหารงาน SPR รวมทั้งต้องหาแหล่งเงินทุนตามช่องทางของกฎหมาย บทบาทของกองทุนจะหายไป โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณท์อัตราการส่งเงินเข้า/ออกกองทุน มาเป็นการบริหารการจัดหาน้ำมันดิบและสำเร็จรูปเพื่อมาจัดเก็บเป็น SPR รวมทั้งการบริหารในการปล่อย SPR ออกไปเพื่อพยุงราคาน้ำมันในกรณีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จะมีระบบและกลไกบริหารอย่างไร
สำนักงาน SPR ที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ เชี่ยวชาญด้านน้ำมันอย่างมาก เพื่อติดตามสถานการณ์การ Trading น้ำมัน โดยต้องจัดหาเข้าสำรอง SPR ในช่วงน้ำมันราคาถูก และระบายออกเพื่อพยุงราคาน้ำมันเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นงานที่ยุ่งยากและท้าทายอย่างมากของ สกนช.
สกนช.ต้องปรับโครงสร้างสำนักงานใหม่ให้สอดคล้องกับงานใหม่ที่เพิ่มขึ้น ต้องเพิ่มบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษเกี่ยวกับการ Trading น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บทบาทของ สกนช. จะเปลี่ยนไปตามกฎหมายใหม่ มิใช่เป็นสำนักงานตามกองทุนหมุนเวียน ตามนิยามของกระทรวงการคลัง โครงสร้างอัตรากำลังและเงินเดือนจะต้องปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมด้วย มิฉะนั้น การบริหารงานที่ยุ่งยากและซับซ้อนขึ้นจะไม่สามารถดำเนินการได้
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นงานที่ท้าทายของ สกนช. ส่วนการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันจากระบบลอยตัวมาเป็นระบบ Cost Plus จะเป็นงานหลักของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในการกำหนดนโยบาย และกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ในการกำกับดูแลเกี่ยวกับต้นทุนราคาน้ำมันเพื่อบริหารการตรึงราคาน้ำมันตามกฎหมายใหม่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถึงเวลา ‘สกนช.’ ปรับบทบาทครั้งใหญ่ รองรับระบบสำรองน้ำมันใหม่ SPR
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net