โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนสมัยราชวงศ์หยวนและหมิง (7)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 ก.พ. 2567 เวลา 02.10 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2567 เวลา 02.10 น.

เงาตะวันออก | วรศักดิ์ มหัทธโนบล

จีนสมัยราชวงศ์หยวนและหมิง (7)

ต้นราชวงศ์หยวน (ต่อ)

ในยุคของกุบไลข่านยังได้มีการจัดตั้งโรงเรียนกว่าสองหมื่นแห่ง แม้จะเป็นไปได้ที่ตัวเลขนี้อาจสูงเกินจริง แต่ก็เป็นความจริงที่กุบไลข่านทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างสูงยิ่ง

ไม่เพียงเท่านั้น กุบไลข่านยังทรงให้การสนับสนุนการละครที่ถูกละเลยจากวัฒนธรรมจีนมานานอีกด้วย ทั้งยังร่วมในการแสดงในบางครั้ง

บทละครในยุคนี้ไม่เพียงให้ความบันเทิง หากยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับคุณธรรม คล้ายกับละครของวิลเลียม เช็กสเปียร์ (ค.ศ.1564-1616) ของทางยุโรป จนยุคนี้ถูกจัดให้เป็นยุคทองของการละคร

ด้วยว่ากันว่ามีบทละครใหม่ที่ถูกนำมาแสดงอยู่ราว 500 เรื่อง และมีอยู่ 160 เรื่องเหลือตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้

ความเฟื่องฟูของการละครในยุคนี้ทำให้ฐานะของนักแสดงและนักร้องสูงขึ้น และกลายเป็นอาชีพหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งผิดกับค่านิยมของวัฒนธรรมจีนที่ดูแคลนบุคคลในแวดวงนี้เทียบเท่ากับโสเภณี นางบำเรอ หรืออาชีพอื่นที่ไร้ความสำคัญ

และด้วยความเฟื่องฟูของละครในยุคนี้ก็ได้กลายเป็นรากฐานให้กับงิ้วของจีนในเวลาต่อมา โดยเฉพาะงิ้วเป่ยจิง (งิ้วปักกิ่ง) ที่มีชื่อเสียง

เศรษฐกิจการค้าในยุคของกุบไลข่านแพร่ไปกว้างไกลมากกว่ากองทัพเสียอีก และทำให้จักรวรรดิมองโกลกลายเป็นเหมือนบรรษัทมองโกล ในยุคนี้มองโกลได้รักษาเส้นทางการค้าข้ามจักรวรรดิ และมีคลังจัดเก็บเสบียงอาหารกระจายอยู่ทั่วยี่สิบถึงสามสิบไมล์

คลังเหล่านี้มีสัตว์ที่ใช้ในการขนส่ง โดยจะมีผู้นำทางให้แก่พ่อค้าผ่านภูมิประเทศที่ยากลำบาก จากเขตแดนการค้าที่กว้างไกลเช่นนี้ทำให้กุบไลข่านมีปศุสัตว์เป็นของพระองค์เองอีกด้วย

ปศุสัตว์เหล่านี้ตั้งอยู่ในเปอร์เซียและอิรัก ซึ่งมีอูฐ ม้า แกะ และแพะเป็นสัตว์เลี้ยงหลัก ในขณะที่พวกมองโกลในเปอร์เซียจะส่งสิ่งของให้แก่เครือญาติของตนที่อยู่ในจีน สิ่งของที่ว่าได้แก่เครื่องเทศ เหล็ก อัญมณี ไข่มุก และผ้า

ส่วนราชสำนักมองโกลในจีนก็จะส่งเครื่องถ้วยชามและยาไปยังเปอร์เซียเป็นการตอบแทน การค้าในยุคนี้ดำรงอยู่ได้แม้จะเกิดการศึกในบางครั้ง

ที่สำคัญคือ ในยุคนี้ยังมีการขยายการค้าไปสู่ดินแดนใหม่ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมทางการเมืองอีกด้วย ด้วยการส่งเสริมให้ข้าแผ่นดินชาวจีนหลายพันคนให้อพยพไปตั้งสถานีการค้าที่เวียดนาม กัมพูชา คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว ชวา และสุมาตรา

และเป็นการขนส่งทางเรือที่มีขึ้น-ล่องตามแม่น้ำไปยังท่าเรือ โดยที่หลังจากนั้นชาวจีนเหล่านี้ก็ค่อยๆ ขยายไปประกอบอาชีพอื่นในเวลาต่อมา

การที่ชนชั้นสูงมองโกลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการค้านี้ทำให้เห็นว่า ชนชั้นสูงมองโกลไม่ได้มีค่านิยมดังชนชั้นสูงชาวจีน ที่เห็นว่าการค้าเป็นสิ่งที่ไร้เกียรติ สกปรก และไม่ถูกครรลองคลองธรรม อีกทั้งยังเห็นว่าพ่อค้ามีฐานะสูงกว่าหัวขโมยเพียงชั้นเดียว

ซึ่งชาวมองโกลไม่เห็นด้วยกับค่านิยมภายใต้ทัศนคติเช่นนี้ของชาวจีน

จากเหตุนี้ จักรวรรดิมองโกลจึงเลื่อนฐานะของพ่อค้าให้อยู่เหนือทุกศาสนาและทุกอาชีพอย่างเป็นทางการ จะเป็นที่สองรองจากข้าราชการเท่านั้น ส่วนบัณฑิตในลัทธิขงจื่อก็ถูกลดจากชั้นสูงสุดของสังคมจีนลงมาเช่นกัน คือลดลงมาให้มีฐานะต่ำกว่าโสเภณี แต่เหนือกว่าขอทาน

อย่างไรก็ตาม ด้วยการส่งเสริมการค้าดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการเรียกขานสินค้าบางชนิดในเวลาต่อมาเช่นกัน ตัวอย่างที่ตกทอดมาถึงทุกวันนี้ก็เช่นสินค้าจำพวกผ้า

เช่น ผ้าไหมที่มีเนื้อเรียบลื่นและเป็นมันที่รู้จักกันในตะวันตกว่า ผ้าซาติน (satin) นั้น ได้จากชื่อของเมืองท่าเซย์ตุนของมองโกล ผ้าหรูชั้นสูงที่เรียกว่า ผ้าไหมดามัสก์ (damusk silk) ได้จากชื่อเมืองดามัสกัสที่เป็นเมืองที่สินค้าทั้งหมดจากเปอร์เซียจะถูกส่งไปยุโรป

หรือผ้าเนื้อละเอียดประณีตที่มาร์โค โปโล ได้กล่าวว่าทำในเมืองโมซุล (Mosul) ก็คือผ้าเมาสลิน (mouslin) ในภาษาฝรั่งเศสโบราณ หรือผ้ามัสลิน (muslin) ในภาษาอังกฤษ เป็นต้น

ผลงานของกุบไลข่านยังมีไปถึงการจัดทำปฏิทินขึ้นมาใหม่อีกด้วย ปฏิทินนี้ถูกทำขึ้นให้ใช้ได้กับทุกดินแดนที่ยึดครองอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งจะต้องมีการคำนวณในทางดาราศาสตร์ในแต่ละดินแดนให้สอดคล้องกัน

จะว่าไปแล้ว กุบไลข่านก็ไม่ต่างกับจักรพรรดิจีนบางพระองค์ที่มีผลงานเป็นที่กล่าวขานตรงที่ว่า ผลงานดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ใช้อำนาจทางการทหารมากำราบดินแดนต่างๆ ได้แล้ว ระหว่างที่ใช้อำนาจเช่นนั้นย่อมสร้างความทุกข์ระทมให้แก่ราษฎรในดินแดนเหล่านั้น

ครั้นเวลาผ่านไปอำนาจดังกล่าวก็ถูกใช้ไปในทางเศรษฐกิจ และสร้างความรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นแก่ราษฎรหรือดินแดนเหล่านั้น โดยหลังจากนั้นต่อมาความเสื่อมจึงได้คืบคลานเข้ามาเมื่อจักรวรรดิเกิดความอ่อนแอ

ผลสะเทือนจากอำนาจอันกว้างไกล

การขยายดินแดนของมองโกลตั้งแต่สมัยเจงกิสข่านมาจนถึงสมัยกุบไลข่านนั้น ทำให้จีนมีขัณฑสีมาที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้การขยายดินแดนนี้มิใช่ฝีมือของชาวจีนโดยตรง

แต่เมื่อขยายได้สำเร็จ สิ่งที่ไหลบ่าเข้าไปยังดินแดนเหล่านี้กลับคือวัฒนธรรมจีนเป็นกระแสหลัก และเมื่อกล่าวเฉพาะในส่วนของจีนเอง การยึดครองจีนหลังโค่นล้มซ่งไปแล้วก็ยังความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญด้วยเช่นกัน

ผลสะเทือนในประเด็นแรกก็คือ การเปลี่ยนแปลงของสังคมจีนในเรื่องของชนชั้น เพราะเมื่อชาวจีนอยู่ใต้ปกครองของมองโกลแล้ว ชาวจีนก็ย่อมมิใช่พลเมืองชั้นหนึ่งอีกต่อไป และทำให้โครงสร้างทางชนชั้นในสังคมจีนเปลี่ยนแปลงไปด้วย

โดยในช่วงปลายรัชสมัยของกุบไลข่านนั้น พบว่า ใน ค.ศ.1290 ทะเบียนราษฎร์จากการสำรวจของของหยวนระบุว่า ครัวเรือนในขณะนั้นมีอยู่ราว 13.19 ล้านครัวเรือน และคิดเป็นจำนวนประชากร 58,834,711 ล้านคน

ตัวเลขนี้ถูกระบุในเวลาต่อมาว่า ยังมิได้รวมประชากรในมณฑลอวิ๋นหนันที่มองโกลเพิ่งตีมาได้ไม่นาน และที่อยู่กระจัดกระจายตามจังหวัดหรือเมืองต่างๆ ที่มีพื้นที่ต่ำชื้น และตามภูเขา หรือที่อยู่ตามอารามในรูปของภิกษุสงฆ์หรือนักบวช

ตลอดจนในกองทัพและทาสในครัวเรือนหรือทาสติดที่ดิน

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จีนสมัยราชวงศ์หยวนและหมิง (7)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...