โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิธีเอาชนะ ‘Imposter Syndrome’ หรือ ‘อาการที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง’

Cariber

อัพเดต 20 ม.ค. 2565 เวลา 16.00 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. 2565 เวลา 17.06 น. • Career Fact
วิธีเอาชนะ ‘Imposter Syndrome’ หรือ ‘อาการที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง’

ทำไมเราไม่เก่งเท่าคนอื่น? คำถามที่ใครหลายๆ คนเคยถามตัวเอง

ในยุคที่คุณค่าของคนวัดจากความสำเร็จ มีผู้คนมากมายพยายามอย่างหนักครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ตนเองเป็นที่ยอมรับของสังคมว่าเป็นคนที่มีคุณค่า แต่ยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าใด พวกเขากลับยิ่งจมอยู่กับความรู้สึกที่ว่าความสำเร็จของเขาเป็นเรื่องหลอกลวงหรือมองว่าเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้

อาการแบบนี้เรียกว่า ‘Imposter Syndrome’ หรือ ‘อาการที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง’

Imposter Syndrome คืออะไร?

คำนี้ปรากฏครั้งแรกเมื่อปี 1978 ในบทความวิชาการชื่อ ‘The Imposter Phenomenon in High Achieving Women:Dynamic and Therapeutic Intervention’ เขียนโดยนักจิตวิทยาคลินิก Pauline Clance และ Suzanne Imes หลังได้พูดคุยกับผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จจำนวน 150 คน และพบว่าพวกเธอส่วนมากมองตัวเองเป็นคนหลอกลวง (Imposter) เพราะรู้สึกว่าความสำเร็จที่ได้มานั้นไม่ได้เกิดจากความสามารถของพวกเธอเอง

แม้จะไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของ Imposter Syndrome นักจิตวิทยาหลายคนเชื่อว่ามันอาจจะเกิดจากลักษณะบุคลิกภาพบางชนิด เช่น ความไม่มั่นใจในตัวเอง และการชอบวิตกกังวลกับสิ่งต่างๆ เป็นต้น

อาการของ Imposter Syndrome

Imposter Syndrome สามารถแบ่งออกได้หลักๆ 5 ประเภท

  • ผู้แสวงหาความสมบูรณ์ (The Perfectionist)
    มักตั้งความหวังไว้สูงเกินจริงและเมื่อไม่ประสบความสำเร็จตามที่คิดหรือมีข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว
  • ผู้แสวงหาความรู้ (The Expert)
    มักอยากเรียนรู้ทุกอย่างเพราะรู้สึกว่าตัวเองเก่งไม่พอ และกลัวการถามคำถามเพราะคิดว่าจะทำให้ตัวเองดูโง่
  • ผู้แสวงหาความเก่ง (The Natural Genius)
    มักรู้สึกว่าตัวเองดีหรือเก่งไม่พอถ้าทำอะไรไม่สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก
  • ผู้แสวงหาตัวตน (The Soloist)
    มักชอบทำงานคนเดียว และจะรู้สึกว่าเองล้มเหลวหรือเป็นคนหลอกลวงถ้าต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
  • ผู้แสดงหาการยอมรับ (The Superwoman/Superman)
    มักพยายามผลักดันให้ตัวเองทำงานหนักขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าความสำเร็จของพวกเขา ไม่ใช่เรื่องหลอกลวงและรู้สึกว่าต้องประสบความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต

แม้ Imposter Syndrome จะมีหลายประเภท แต่อาการทั่วไปที่สามารถพบได้บ่อยคือ

  • สงสัยในความสำเร็จของตัวเองว่าเป็นของจริงหรือเปล่า
  • ประเมินความสามารถของตัวเองต่ำกว่าความจริง
  • คิดว่าความสำเร็จของตัวเองนั้นมาจากปัจจัยภายนอก เช่น ดวง คนอื่น
  • ตั้งเป้าหมายที่สูงจนเกินไป
  • กลัวว่าตัวเองจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง

วิธีแก้ Imposter Syndrome

หากใครกำลังประสบปัญหา Imposter Syndrome สิ่งที่ง่ายที่สุดที่เราสามารถทำได้คือการชื่นชมตัวเองโดยใส่ชื่อของเราไปด้วย เช่น แทนที่จะบอกว่า ‘เราเก่งมาก!’ ก็ให้พูดว่า ‘เก่งมากเมย์!’ ในช่วงแรกเราอาจจะรู้สึกอายสักหน่อย แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะการชื่นชมตัวเองนั้นช่วยเปลี่ยนวิธีที่เรามองตัวเอง

ต่อมาคือการเขียนลิสต์​ข้อดีหรือความสำเร็จต่างๆ ของเราอย่างน้อย 10 อย่าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยมากก็ตาม เช่น ‘ฉันได้เลื่อนตำแหน่ง’ หรือ ‘ฉันเลิกนอนดึกได้แล้ว’ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราก็มีคุณสมบัติไม่น้อยกว่าคนอื่น

ถัดมาคือมองหาความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เช่น ทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ หรือ ทำพรีเซนต์งานเสร็จ
เพื่อให้เราเห็นความสำเร็จของตัวเองได้ง่ายขึ้น และเห็นว่าตัวเราเองที่เป็นคนที่ทำให้เกิดความสำเร็จ

สุดท้าย ลองเปิดใจพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจ เพราะนอกจากเราจะได้ระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกไปแล้วเราอาจจะพบว่าเราไม่ได้เผชิญปัญหานี้คนเดียว มีคนมากมายที่พร้อมสู้ไปกับเรา

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการ Imposter Syndrome เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า และนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ ทางที่ดีถ้าใครมีอาการเรื้อรัง เราขอแนะนำให้พบแพทย์หรือนักจิตปรึกษา เพื่อรักษาอาการดังกล่าว

สุดท้ายอย่าลืมใจดีกับตัวเองให้มากๆ เช่น ให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิดพลาด หรือให้รางวัลตัวเองเมื่อประสบความสำเร็จแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย และคอยเตือนตัวเองเสมอว่า ‘ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ’
อ้างอิง: หนังสือ Imposter Syndrome ทำมากแค่ไหนก็รู้สึกเก่งไม่พอ https://bit.ly/3ChRHGH https://bit.ly/3aNZ4uo

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...