โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจไทยปี’67 กับความท้าทายเชิงโครงสร้าง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ม.ค. 2567 เวลา 04.55 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. 2567 เวลา 04.55 น.

คอลัมน์ : แบงก์ชาติชวนคุย ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านค่ะ ในฉบับก่อนดิฉันได้ฉายภาพแนวโน้มเศรษฐกิจไทยกันไปแล้วว่า เศรษฐกิจปีนี้น่าจะมีแรงขับเคลื่อนที่สมดุลขึ้นจากการส่งออกและการผลิตสินค้าที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเสริมทัพภาคการท่องเที่ยวที่จะยังฟื้นต่อเนื่อง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเส้นทางข้างหน้ายังมีความท้าทายรออยู่อีกมาก แบงก์ชาติชวนคุยฉบับนี้เลยอยากชวนทุกท่านมาร่วมส่องความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะรับมือได้อย่างทันการณ์

ตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมฟื้นตัวมาแล้วระดับหนึ่ง เครื่องชี้เศรษฐกิจหลายด้านก็กลับมาอยู่ในระดับเทียบเท่า หรือสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 แล้ว โดยเฉพาะด้านอุปสงค์ อย่างการบริโภคและรายได้ประชาชน แต่ในฝั่งอุปทาน ในส่วนของภาคการผลิตฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะการผลิตเพื่อนำไปส่งออก ตามการส่งออกสินค้าไปยังคู่ค้า โดยเฉพาะจีนที่ชะลอตัว และวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลก (Electronic Cycle) ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ นอกจากนี้ แม้ภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังช้า นักท่องเที่ยวบางชาติ เช่น จีนลดลงจากอดีต รวมถึงรายจ่ายต่อหัวเริ่มลดลง

อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้า อุปสงค์สินค้าโลกและวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปีนี้ และคาดว่าจะส่งผลบวกต่อการส่งออกและการผลิตสินค้าของไทย ซึ่งจะช่วยเสริมทัพภาคการท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นทดแทนนักท่องเที่ยวจีน แต่ไทยจะคว้าโอกาสหรือได้ประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้มากน้อยขนาดไหน คงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยด้านโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงความสามารถในการปรับตัวของประเทศด้วย

ในภาพรวม เราอาจต้องยอมรับว่าไทยมีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่มากเท่าในอดีต ส่วนหนึ่งจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย ซึ่งจากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ International Institute for Management Development หรือ IMD ในปี 2566 ที่ผ่านมา

ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 30 จากทั้งหมด 64 ประเทศ ซึ่งแม้จะปรับดีขึ้น 3 อันดับจากปีก่อน แต่หากไปดูข้อมูลในอดีตจะพบว่าเมื่อปี 2562 ไทยเคยอยู่ในอันดับที่ดีกว่านี้ คืออันดับที่ 25 โดยในปี 2566 ด้านที่ไทยยังมีอันดับไม่ดีนัก คือด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการศึกษา (Education) และด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (Health and Environment) ซึ่งเป็นรากฐานที่มีผลต่อศักยภาพและความน่าลงทุนของประเทศ

นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าและบริการของไทยในระยะหลัง ๆ เริ่มส่ออาการ “ติดหล่ม” จากปัจจัยเชิงโครงสร้างทั้งภายนอกและภายในประเทศของไทยเอง

ปัจจัยเชิงโครงสร้างจากภายนอกไม่เพียงแต่กระทบไทย แต่ยังส่งผลต่อประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น (1) โครงสร้างการผลิตโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะจากนโยบายของจีนที่เน้นพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทำให้จีนหันมาผลิตสินค้าเพื่อใช้เองในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้จีนนำเข้าสินค้า 
เช่น ปิโตรเคมีจากทั่วโลกและไทยลดลง ซึ่งในปี 2565 เราส่งออกไปจีนสูงถึง 21% ของการส่งออกสินค้าชนิดนี้ทั้งหมด และ (2) พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนไป จากนโยบายของทางการจีนที่เร่งส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจีนยังมีความกังวลด้านความปลอดภัย จากกระแสภาพยนตร์และสื่อออนไลน์ที่ให้ภาพเชิงลบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทางมาเที่ยวไทยและบางประเทศในอาเซียนด้วย

สำหรับปัจจัยเชิงโครงสร้างของไทยเอง มีทั้ง (1) การผลิตสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกที่เปลี่ยนไป ซึ่งอาจทำให้ไทยหลุดจากห่วงโซ่การผลิตสมัยใหม่ เช่น Hard Disk Drive (HDD) ที่ไทยเป็นฐานการผลิตและผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก (ในปี 2565 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้านี้สูงถึงเกือบ 20% ของการส่งออก HDD ทั่วโลก) ขณะที่ความต้องการสินค้าชนิดนี้สำหรับกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปปรับลดลงมาก จากการถูกทดแทนด้วย Solid State Drive (SSD)

และ (2) การท่องเที่ยวที่ยังเน้นปริมาณ และขาดการลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่คู่แข่งสำคัญในอาเซียน อย่างเวียดนามและอินโดนีเซียมีการพัฒนาภาคท่องเที่ยวอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลังโควิด-19 โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานทางบกและทางอากาศ โดยเวียดนามวางแผนขยายการขนส่งทางรางอีก 9 สายภายในปี 2030 จากที่มีอยู่เดิม 7 สาย รวมถึงวางแผนขยายสนามบินเพิ่มขึ้นจาก 22 เป็น 29 แห่งภายในปี 2050 เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่พัฒนาการขนส่งทางราง โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงร่วมกับจีนและญี่ปุ่น รวมถึงวางแผนสร้างสนามบินเพิ่มขึ้นอีก 21 แห่ง ทั้งหมดนี้ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีทางเลือกในการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเริ่มเห็นจำนวนวันพักของนักท่องเที่ยวปรับลดลง และส่งผลต่อรายได้ของภาคการท่องเที่ยวในระยะหลัง ๆ

ปัจจัยเชิงโครงสร้างทั้งภายนอกและภายในนี้ เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ควรให้เร่งแก้ไข เพื่อช่วยให้ไทยหลุดพ้นก่อนจะติดหล่มลึกขึ้น จนบั่นทอนศักยภาพการเติบโต และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

การจะแก้ไขปัญหา แน่นอนว่าคงต้องอาศัยนโยบายจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structural Reform) อย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการปรับตัวของภาคเอกชน และนโยบายการเงินจะช่วยในเรื่องการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจให้การปรับตัวเป็นไปได้ราบรื่น และรักษามูลค่าการลงทุนของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายเชิงโครงสร้างและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจไทยปี’67 กับความท้าทายเชิงโครงสร้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...