โรงไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจแห่งอนาคตกำลัง “ลำบาก” ในปัจจุบัน
พลังงานหมุนเวียน เป็นเทรนด์อนาคตที่โลกมุ่งไป เมื่อเป็น “ธุรกิจแห่งอนาคต” ก็น่าจะมีอนาคตที่สดใสขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้เหล่าบริษัทพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ ๆ ระดับโลก โดยเฉพาะบริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม กลับมีผลการดำเนินงานที่ย่ำแย่ลง รายได้หาย กำไรหด และมูลค่าสินทรัพย์ลดลง ด้วยหลายเหตุปัจจัย อย่างเช่น มีปัญหาติดขัดในห่วงโซ่อุปทาน มีข้อผิดพลาดในการผลิต และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นกัดกินผลกำไรให้ลดลง
นอกจากปัญหาต่าง ๆ แล้ว โดยพื้นฐานของธุรกิจไฟฟ้าพลังงานลมมักจะมีต้นทุนการประมูลสัมปทานสูง ทำให้ราคาไฟฟ้าที่ขายได้ยังไม่ครอบคลุมต้นทุน
ปัญหาหลายอย่างที่อุตสาหกรรมนี้เผชิญ ส่งผลให้หุ้นบริษัทพลังงานลมส่วนใหญ่ลดลงอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
รายงานของ “อัลลิอันซ์ รีเสิร์ช” (Allianz Research) ที่เผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ที่สุดในโลก 8 บริษัท รายงานมูลค่าสินทรัพย์ลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ที่ผ่านมา คิดรวมกันทั้ง 8 บริษัทแล้วลดลง 3,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการพลังงานลมที่เผชิญกับสภาวะปั่นป่วน
นักเศรษฐศาสตร์ของ “อัลลิอันซ์ รีเสิร์ช” เรียกฤดูกาลผลประกอบการที่ผ่านมาว่า เป็น “ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้” สำหรับอุตสาหกรรมนี้ และอธิบายเพิ่มเติมว่า ทั้งภาคอุตสาหกรรมนี้กำลังต่อสู้กับต้นทุนการก่อสร้างและต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น ปัญหาด้านการควบคุมคุณภาพ และปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อและความผันผวนของราคาพลังงานทั่วโลก นำไปสู่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการลงทุนจำนวนมาก
นักเศรษฐศาสตร์ “อัลลิอันซ์ รีเสิร์ช” บอกอีกว่า บางโครงการในสหรัฐอเมริกาและในสหราชอาณาจักรมีความเสี่ยงที่จะถูกล้มเลิก หากรัฐบาลไม่ให้การสนับสนุน เนื่องจากโครงการเหล่านี้ริเริ่มขึ้นก่อนเกิดวิกฤตพลังงาน มีการการันตีอัตรารับซื้อไฟฟ้า (Feed-in Tariff : FiT) ไว้ต่ำ ทำให้ในปัจจุบันโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเหล่านี้เริ่ม “ไม่มีกำไร” มากขึ้นเรื่อย ๆ
จาค็อบ ปีเดอร์สัน (Jacob Pederson) นักวิเคราะห์อาวุโสของธนาคาร “ซิดแบงก์” (Sydbank) ในเดนมาร์ก แสดงความเห็นว่า ทั้งบริษัทและผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องคิดกลยุทธ์ของตนเสียใหม่ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย net zero นั้นมีต้นทุนสูงขึ้นค่อนข้างมาก
ปีเดอร์สันย้ำว่า จำเป็นอย่างมากที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานตามแผนที่กำหนดกันไว้ เนื่องจากกังหันลมมีราคาเพิ่มขึ้นจากปี 2020 แล้วโดยเฉลี่ย 20-30%
ด้วยความที่ต้นทุนสูง ที่ผ่านมาธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจึงมองหาการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ที่มีการตั้งงบประมาณสนับสนุนด้านนี้ไว้ ซึ่งพื้นที่ที่มีโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมนี้มากกว่าที่อื่น ๆ ก็คือ ยุโรป และล่าสุด “คณะกรรมาธิการยุโรป” ได้ประกาศแผนปฏิบัติการพลังงานลมฉบับใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ท่ามกลางความพยายามอันทะเยอทะยานของรัฐบาลในยุโรป ก็มีปัญหาภายในบางเรื่องที่กำลังสร้างความกังวลและถือเป็นปัจจัยลบสำหรับภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมพลังงาน นั่นก็คือ การอุดหนุนจากรัฐบาลเยอรมันมีแนวโน้มสูงที่จะ “สะดุด” เนื่องจากเงิน 60,000 ล้านยูโร ที่รัฐบาลเยอรมันจัดสรรไว้สำหรับกองทุนเพื่ออุดหนุนโครงการริเริ่มต่าง ๆ รวมถึงโครงการพลังงานหมุนเวียนนั้นไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามแผน เนื่องจากเงินดังกล่าวเป็นเงินจากการกู้ยืมมาเพื่อใช้จัดการรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า ไม่สามารถโยกไปให้กองทุนอื่น ๆ ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องไปจัดทำแผนงบประมาณใหม่ หางบประมาณในส่วนอื่นตามวิธีการงบประมาณปกติ
หากรัฐบาลเยอรมัน ซึ่งเป็นหัวหอกในการสนับสนุนเรื่องพลังงานสะอาด ไม่สามารถหางบประมาณมาสนับสนุนได้ตามแผน หรืออาจจะต้องเลื่อนการให้เงินสนับสนุนออกไป บริษัทพลังงานจำนวนมากที่ “อด” ได้รับเงินสนับสนุนจะต้องเจอกับสถานการณ์และผลการดำเนินงานที่แย่ลงไปอีก