โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มองเทรนด์ ‘การกิน’ ของ ‘อินโดนีเซีย’ ประเทศอุตสาหกรรมอาหารอันดับ 2 ของเอเชีย สำหรับ ‘ผู้ประกอบการไทย’ ที่กำลังหาโอกาสลุย

Positioningmag

อัพเดต 23 ก.ย 2567 เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2567 เวลา 06.18 น.

เชื่อว่าผู้ประกอบการด้านอาหารส่วนใหญ่จะต้องรู้จักกับงาน Food ingredients Asia งานแสดงสินค้า เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน เนื่องจากถูกจัดต่อเนื่องมาแล้ว 28 ปี โดยจะเป็นการจัดสลับระหว่างประเทศไทย และ อินโดนีเซีย ซึ่งในในปี 2024 นี้ ได้จัดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย โดย Positioning จะพาไปเจาะลึกถึงโอกาส ความน่าสนใจ และอะไรยังเป็นอุปสรรคใหญ่ของผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะลุยอินโดนีเซีย

คนอินโดฯ กินหวาน แต่คนรุ่นใหม่เริ่มดูแลตัวเอง

อย่างที่รู้กันว่า อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก ด้วยจำนวนกว่า 270.2 ล้านคน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหาก ตลาดอาหาร ในปี 2024 จะถูกคาดว่ามีมูลค่ากว่า 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังคงมีการเติบโตในอัตรา6.12% ต่อปี (CAGR 2024-2028)
รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน Food ingredients Asia เล่าว่า พฤติกรรมของคนอินโดนีเซียคือ ชอบทานอาหารนอกบ้าน และจะติดทานอาหาร รสหวาน มัน ซึ่งทางอินโดฯ ยังไม่ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมน้ำตาลหรือการรณรงค์งดน้ำตาลจริงจังนัก เพราะพฤติกรรมที่ฝังรากของคนอินโดฯ
ในส่วนของประเภทอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือเบเกอรี่ และซีเรียล โดยมีมูลค่ากว่า5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลุ่มที่เติบโตมากที่สุดคือ สแน็ค และ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
“คนอินโดนีเซียชอบสแน็ค จะเห็นว่าเขาเคี้ยวแทบทั้งวัน และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่นี่ก็เยอะมาก ถ้าไปเดินในซูเปอร์มาร์เก็ตของอินโดนีเซียจะเห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นพัน ๆ แบรนด์ อีกอย่างที่คนอินโดฯ นิยมก็คือ ขนมปัง และที่สำคัญคือ เขาติดหวาน ดังนั้น ถ้าไทยจะเข้ามาเจาะตลาดอินโดฯ ก็ต้องปรับนิดหน่อย”
[caption id="attachment_1491352" align="alignnone" width="1567"]

รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์[/caption]

วัยรุ่นเริ่มหันมาดูแลตัวเอง

ที่น่าสนใจคือ ประชากรกว่า 50% ของอินโดนีเซียอายุต่ำกว่า 45 ปี ดังนั้น ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่เยอะ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็เริ่มมองหา อาหารเพื่อสุขภาพ (Health Ingredients) มากขึ้น โดยไทยเองก็มีจุดเด่นในเรื่องนวัตกรรมอาหาร ดังนั้น การส่งออกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเข้าสู่ตลาดอาหารอินโดนีเซียถือเป็นอีกโอกาส จากปัจจุบันอินโดนีเซียนำเข้า น้ำตาล จากไทยมากที่สุด
อีกโอกาสที่น่าสนใจของผู้ประกอบการไทยก็คือ พริก เนื่องจากวัฒนธรรมอาหารอินโดฯ จะคล้าย ๆ กับไทยที่มีน้ำพริก ประจำบ้านที่เรียกว่าซัมบัล บาจาค (Sambal Bajak) ดังนั้น นี่จึงเป็นอีกวัตถุดิบที่ไทยอาจสามารถส่งออกมายังอินโดฯ ได้


อุปสรรคเดียวคือ กฎหมาย

แม้ว่าอินโดนีเซีย จะถือเป็นประเทศที่มีขนาดอุตสาหกรรมอาหารใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากจีน แต่ที่ ผู้ประกอบการไทยเน้นการส่งออกไปที่ยุโรป รุ้งเพชร มองว่าเป็นเพราะ กฎหมาย ของอินโดนีเซียที่เป็นข้อจำกัดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ประกอบการไทยต้อง ทำกิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับคนในประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น เพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ
อีกข้อจำกัดสำคัญก็คือ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ซึ่งจะมีกฎหมาย Halal Regulations ใหม่ ที่จะบังคับใช้ในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ โดยสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศต้องมีป้าย Halal หรือ Non-Halal จากอินโดนีเซียกำกับเท่านั้น ดังนั้น ต้องให้มีสัญลักษณ์ฮาลาลของประเทศไทยก็ไม่สามารถนำเข้าได้ ซึ่งในส่วนนี้ ภาครัฐ ควรเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย
“ตลาดน่าสนใจ เพราะใกล้บ้านด้วย อีกทั้งคนอินโดฯ มองว่าสินค้าอาหารไทยว่ามีคุณภาพ ยอมจ่ายเงินซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาในประเทศไทย เป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทย แต่สิ่งสำคัญคือต้องตามเทรนด์และกฎหมายให้ทัน เพราะถ้าเข้าประเทศอินโดฯ ได้ก็ขายกลุ่มประเทศตะวันออกกลางได้


Future Food อีกเทรนด์ที่เป็นโอกาสของไทย

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาในการเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารอันดับ 2 ของเอเชียของไทยก็คือกฎหมาย ดังนั้น รัฐบาลถือเป็นส่วนสำคัญมาก เพราะรัฐบาลมีบทบาทในการเจรจาเรื่องFTA (Free Trade Area) หรือเขตการค้าเสรี และการสร้างการรับรู้
อีกโอกาสของผู้ประกอบการไทยคือFuture Food หรืออาหารอนาคต เช่น แพลนต์เบส (Plant based) ที่กำลังเป็นเทรนด์ทั่วโลก โดยไทยเองทั้งภาครัฐและเอกชนก็ได้ร่วมมือกันพัฒนาตั้งแต่ระดับงานวิจัยเพื่อหานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อไปต่อยอด โดยในมุมการผลิต ไทยถือว่าเป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลก แต่แม้ไทยเป็นผู้ผลิตแต่ก็ยังขาดFood Ingredient (วัตถุดิบ) บางอย่าง ทำให้ในปัจจุบันไทยมีการนำเข้าวัตถุดิบปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่ส่งออกวัตถุดิบเพียง 6.5 พันล้านบาท
ดังนั้นการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ จึงเป็นอีกจุดที่สำคัญของไทย เพราะอาจมีบาง Know How หรือการตลาดที่ผู้ประกอบการไทยยังไปไม่ถึง เพราะในแต่ละประเทศก็จะซื้อสินค้าจากผู้ผลิตแบรนด์นี้เท่านั้นก็มี ดังนั้น ถ้าดึงการลงทุนจากต่างประเทศมาได้ ไทยก็จะมีแหล่งวัตถุดิบที่จะใช้ปรุงแต่งอาหารได้มากขึ้น ในต้นทุนที่ถูกลง และจะช่วยการส่งออกได้ดีขึ้น
“ไทยยังต้องนำเข้าพวกสารสกัดจากพืช สมุนไพร สารปรุงแต่งกลิ่นรส และสานสกัดทางโภชนาการต่าง ๆ เช่น วิตามิน ไฟเบอร์ ซึ่งส่วนผสมเหล่านี้จะช่วยให้เราขายอาหารฟังก์ชันนอลได้เยอะขึ้น ซึ่งไทยเองก็มีโอกาสที่จะส่งออกวัตถุดิบท้องถิ่น แต่เพราะเราสกัดไม่เก่ง ดังนั้น ถ้าเราดึงการลงทุนจากต่างชาติมาสกัดจากวัตถุดิบไทย หาที่ไหนไม่ได้ นี่ก็จะเป็นโอกาสของไทย” วิศิษฐ์ ทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...