โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้าคือคุณหนูเจ็ดตระกูลฉิน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 12 ก.พ. 2568 เวลา 09.52 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2567 เวลา 22.44 น. • JustMoonlight
คุณหนูเจ็ดฉินม่านอิ๋งมีผู้คนมากมายอยากจะมายุ่งเกี่ยวกับนางไม่รู้จบ แต่ทว่าเด็กสาวที่เติบโตจากหุบเขาเทพเซียนอย่างนางไม่ใช่หญิงสาวธรรมดา คนเหล่านั้นจึงต้องตื่นตะหนกไปตามๆกัน

ข้อมูลเบื้องต้น

…ฉินม่านอิ๋งอาศัยอยู่ในหุบเขาเทพเซียน มีท่านตาและท่านยายเลี้ยงดูจนเติบโต แต่แล้วชีวิตที่แสนสงบสุขของเธอก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อบิดาจากตระกูลฉินมารับเธอลงจากหุบเขา…

เมื่อฉินม่านอิ๋งคุณหนูเจ็ดแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ตระกูลฉินเดินทางเข้าเมืองหลวง มีคนจำนวนมากสนใจในตัวนาง เพราะมีใครไม่รู้บ้างว่าที่ผ่านมาจวนแม่ทัพใหญ่ตระกูลฉินมีแต่หลานชายไม่มีหลานสาว มีเพียงบ้านสามของตระกูลฉินที่มีบุตรสาวหนึ่งคน แต่ทว่านางถูกส่งตัวไปเลี้ยงดูในที่ห่างไกล

ภายในจวนแม่ทัพใหญ่ตระกูลฉินมีเพียงหลานสาวนอกสกุลอย่างจ้าวเฝิงยู่ร์เท่านั้นที่มีความสำคัญภายในจวน แต่เมื่อหลานสาวตระกูลฉินตัวจริงกลับมา หลานสาวนอกสกุลอย่างจ้าวเฝิงยู่ร์จึงเป็นที่จับตามองของคนในเมืองหลวงเช่นกัน

สงครามที่มีมายาวนานถึงเจ็ดปีสงบลง ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการเรียกบุรุษตระกูลฉินให้เร่งเดินทางกลับเมืองหลวง สงครามภายนอกแคว้นสงบลงแต่สงครามภายในแคว้นกลับเริ่มคุกรุ่น จวนแม่ทัพใหญ่ตระกูลฉินกำลังตั้งอยู่ตรงกลางของสงครามภายในแคว้น

ดังนั้นตำแหน่งคุณหนูเจ็ดแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ตระกูลฉินที่เด็กสาวอย่างฉินม่านอิ๋งครอบครองอยู่จึงมีแต่เรื่องราวมากมายมาเกี่ยวข้องไม่รู้จบ แต่ทว่าเด็กสาวที่เติบโตจากหุบเขาเทพเซียนอย่างนางไม่ใช่หญิงสาวธรรมดา เรื่องที่นางก่อจึงทำให้คนภายในแคว้นทุกคนต่างรู้สึกตื่นตะหนกไปตามๆกัน…

สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน JustMoonLight มาโดยตลอดนะคะ นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติ ชื่อบุคลสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีเรื่องราวเท่านั้น ชื่อเมือง แม่น้ำ ภูเขา และสภาพอากาศจึงสมมุติขึ้นมาทั้งหมด ชื่อเมืองอาจจะใช้ชื่อที่เคยได้ยินมาเท่านั้น นิยายเรื่องนี้ไม่มีสาระอะไร แต่งเพื่อความบันเทิงเท่านั้น งดดราม่าค่ะ งดลอกนิยายไปลงที่อื่นค่ะ

นิยายเรื่องนี้จะอัพลงทุกวัน ให้ อ่านฟรี! หนึ่งวัน หลังจากลงไปแล้วจนกว่าจะจบเช่นเดิม????

ตอนจบขออนุญาตติดเหรียญนะคะ????????

ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้??’•

ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะคะ????????

??‘?????นิยาย ใครซื้อตอนไปแล้วสบายใจได้ไม่ลบค่ะ แต่ขอร้องว่าอย่าcoppy นิยายไปเลยนะคะ????????

??”?นิยายทุกเรื่องกว่าจะแต่งจบต้องใช้ความพยายามอย่างสูง นิยายเปิดให้อ่านฟรีตอนใหม่ประมาณ 1 วันอยู่ แล้วสำหรับสายฟรีค่ะ รอ ทำ ebook เสร็จจะแจ้งอีกทีค่ะ ขอบคุณนะคะ ❤️❤️

❤️หวังเป็นอย่างยิ่งว่านิยายเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขค่ะ ❤️

การพลัดพราก

ทุ่งหญ้าเขียวขจีตัดกับท้องฟ้าที่แสนจะสดใสเหล่าสกุณาส่งเสียงร้องก้องกังวานราวกับดนตรีที่แสนจะไพเราะ ถ้าหากมีใครสังเกตดูให้ดีจะมองเห็นร่างของดรุณีที่แสนงดงามผู้หนึ่งนอนเล่นอยู่บนผืนหญ้า นางเงยหน้าขึ้นเพื่อจ้องมองท้องฟ้าที่แสนจะกว้างใหญ่ด้วยดวงตากลมโตที่แสนจะดูงดงามยากจะหาผู้ใดมาเทียบเคียงได้

“ม่านอิ๋ง! เจ้าแอบหลบมานอนเล่นอยู่ที่นี่เองหรือ ยายเดินตามหาเจ้าอยู่ตั้งนาน”

เสียงมีเมตตาที่ฉินม่านอิ๋งคุ้นเคยเป็นอย่างดี ดังผ่านหูของนางและปลุกให้สาวน้อยอย่างนางที่นอนเล่นอยู่บนผืนหญ้าแบบปล่อยกายปล่อยใจสะดุงตื่นจากภวังค์ความคิดของตัวเอง

“ท่านยาย ตามหาหลานมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”

“วันนี้ยายอยากจะให้เจ้ารีบกลับเข้าบ้านให้เร็วหน่อย แล้วเปลี่ยนไปสวมใส่ชุดตัวใหม่ทำทรงใหม่เพื่อเตรียมตัวต้อนรับแขก เจ้าอย่าลืมสิในวันนี้หุบเขาเทพเซียนเปิดให้คนภายนอกเข้ามา จึงน่าจะมีคนจากข้างนอกเข้ามาเยี่ยมเยือนพวกเราในวันนี้”

ฉินม่านอิ๋งยกมุมปากยิ้มเยาะเย้ยตัวเองแล้วพูดขึ้นว่า “ก็แค่คนของตระกูลฉินมาทำหน้าที่ส่งของกินและของใช้ให้แก่พวกเราเหมือนกับปีก่อนๆ หลานเคยชินเสียแล้วไม่เห็นจะต้องตื่นเต้นเตรียมตัวอะไรนี่เจ้าคะ”

เด็กสาวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจแล้วจึงลุกขึ้นยืนบิดเนื้อบิดตัวเพื่อยืดเส้นยืดสาย ไม่ได้เร่งรีบเดินกลับบ้านตามที่ท่านยายของนางพูดออกคำสั่งเมื่อครูนี้

เว่ยฉางอันยืนมองดูหลานสาวเพียงคนเดียวของตนด้วยสายตารักใคร่ และแอบทอดถอนใจเพราะรู้ดีว่าหลานสาวของตนกำลังพูดจาประชดประชันไปถึงบุตรสาวและบุตรเขยของตนเองอยู่

ท่าทางของหลานสาวทำให้เว่ยฉางอันหวนคิดไปถึงเรื่องในอดีตเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว บุตรสาวของนางหรงเฟยเซียงและบุตรเขยฉินรุ่ย ได้พาฉินม่านอิ๋นผู้เป็นบุตรสาวของพวกเขาที่มีอายุเพียงห้าขวบมาส่งยังหุบเขาเทพเซียน เพื่อมาขอให้นางและหรงฉีช่วยเลี้ยงดูเด็กน้อย เนื่องจากพวกเขาจะต้องไปเข้าร่วมกองทัพไม่สามารถพาเด็กน้อยที่มีอายุเพียงห้าขวบติดตามไปด้วยได้

ในปีนั้นเว่ยฉางอันจดจำได้เป็นอย่างดีว่าฉินม่านอิ๋งหลานสาวที่มีท่าทางอ่อนหวานน่ารัก ผู้ใดพูดสิ่งใดหลานสาวมักจะทำตามอย่างเชื่อฟัง ได้กลายร่างเป็นเด็กสาวที่เอาแต่ใจตนเองร่ำไห้เสียงดังและพูดจาตัดพ้อบิดามารดาของนางด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่า

“ท่านพ่อและท่านแม่มีใจลำเอียง รักแค่เพียงพี่ชายไม่รักบุตรสาวอย่างลูก จึงได้พาพี่ชายไปเข้าร่วมสงครามแล้วคิดจะทิ้งลูกเอาไว้ที่นี่”

“อิ๋งเอ๋อร์เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล มีพ่อแม่คนไหนบ้างจะไม่รักลูก ใช่แล้ว…แม่มีใจคิดลำเอียงจึงไม่อยากจะพาลูกสาวไปทนลำบากในกองทัพด้วย แต่กลับพาพี่ชายของลูกไปเผชิญหน้ากับความยากลำบากในกองทัพ เจ้ามาอยู่กับท่านตาและท่านยายที่นี่มีความสะดวกสบายมากกว่า เจ้าจงเชื่อฟังทุกเรื่องที่พวกท่านสั่งสอน อย่าดื้อดึงรอคอยวันที่สงครามสิ้นสุด เมื่อหุบเขาเทพเซียนเปิด พ่อกับแม่เสร็จสิ้นภารกิจแล้วจะรีบกลับมารับลูกที่นี่”

หรงเฟยเซียงพูดสั่งสอนบุตรสาวด้วยน้ำเสียงทั้งปลอบใจทั้งตำหนิไม่ให้บุตรสาวเอาแต่ใจตนเอง เพราะเรื่องทุกอย่างไม่สามารถได้ดั่งใจไปทุกเรื่อง ในขณะที่ฉินรุ่ยหันมาคำนับพ่อตาและแม่ยายของตนแล้วพูดจาขอร้องว่า

“ข้าผู้เป็นลูกเขยขอรบกวนท่านพ่อตาและท่านแม่ยายให้ช่วยเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนม่านอิ๋งด้วยขอรับ ข้าและฮูหยินไม่อาจจะทำใจพาม่านอิ๋งไปเข้าร่วมกองทัพด้วยได้ แต่จะให้ทิ้งนางเอาไว้ที่จวนแม่ทัพใหญ่ตระกูลฉิน ข้าและฮูหยินก็ไม่อาจจะรู้สึกวางใจได้ ประจวบกับถึงช่วงเวลาที่หุบเขาเทพเซียนเปิดทางพอดี ข้าและฮูหยินจึงต้องดั้นด้นพาม่านอิ๋งมารบกวนท่านพ่อตาและท่านแม่ยายแล้ว”

หรงฉีมองไปยังหลานสาวที่กำลังร้องไห้โวยวายอยู่กับบุตรสาวของเขาและเอ่ยถามบุตรเขยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“อืม…แล้วฉินเฉิงหมิงล่ะ พวกเจ้าจะพาเขาเข้าร่วมกองทัพด้วยอย่างนั้นหรือ”

“ใช่แล้ว บุตรเขยและฮูหยินตัดสินใจร่วมกันว่าจะพาเขาไปเข้าร่วมกองทัพด้วย อาหมิงเป็นบุตรชาย เขาจึงสมควรจะได้ไปฝึกฝนตนเองในกองทัพได้แล้วขอรับ”

“แต่อาหมิงเขาเพิ่งจะมีอายุเพียงเจ็ดปีเองนะ” เว่ยฉางอันอดที่จะเอ่ยประท้วงบุตรเขยด้วยน้ำเสียงไม่เห็นด้วยไม่ได้

“ท่านแม่ยายไม่ต้องเป็นห่วงอาหมิง เขาได้เรียนรู้วรยุทธจากบุตรเขยมาตั้งแต่เขามีอายุเพียงสามขวบเท่านั้น บุรุษในตระกูลฉินล้วนแต่จะต้องฝึกฝนตนเองอย่างหนักเพื่อที่จะรับภาระอันยิ่งใหญ่ในวันหน้าได้ ยิ่งอาหมิงได้ไปฝึกฝนตนเองอยู่ในกองทัพตั้งแต่อายุยังน้อย เขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น”

ฉินรุ่ยพูดสนทนากับผู้เป็นบิดาและมารดาของหรงเฟยเซียง อยู่นานพักใหญ่ ในขณะที่หรงเฟยเซียงกำลังพยายามพูดปลอบใจบุตรสาวอย่างฉินม่านอิ๋งอย่างเต็มที่…

เหตุการณ์ในวันนั้นแม้จะผ่านมานานถึงเจ็ดปีแล้ว แต่เว่ยฉางอันยังคงจดจำเสียงร้องไห้ราวกับคนที่หัวใจสลายของฉินม่านอิ๋งได้เป็นอย่างดี และการจากลา การพลัดพรากจากบิดาและมารดาของนางในปีนั้นทำให้หลานสาวที่แสนจะอ่อนโยนมีนิสัยเปลี่ยนไป

แม้หลานสาวจะปากแข็งพูดว่าถ้าท่านพ่อและท่านแม่ของนางเดินทางมารับตามที่เคยให้สัญญาเอาไว้ ตนเองจะไม่ยอมกลับไปเมืองหลวงอีก แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่หุบเขาเทพเซียนเปิดรับให้คนภายนอกให้สามารถเดินเข้ามาในหุบเขาได้ ฉินม่านอิ๋งมักจะไปยืนแอบอยู่ตรงทางเข้าของหุบเขา เพื่อรอดูว่าบิดามารดาของนางจะเดินทางมารับนางในวันที่หุบเขาเปิดหรือไม่

แต่วันเวลาจะผ่านมาเจ็ดปีแล้ว ทั้งฉินรุ่ยและหรงเฟยเซียงยังไม่เคยเดินทางมายังหุบเขาเทพเซียนอีกเลย มีเพียงคนของตระกูลฉินนำของกินและของใช้มากมายมาส่งให้คนที่หุบเขาเป็นประจำทุกปีเท่านั้น…

ฉินม่านอิ๋งรู้สึกผิดหวังมานานหลายปี เมื่อสองปีที่แล้วนางจึงไม่ได้ไปยืนเฝ้าที่ทางเข้าหุบเขาเทพเซียนอีกเลย…

รอคอยอยู่ที่แห่งนี้

ฉินม่านอิ๋งถูกพามาอยู่ที่หุบเขาเทพเซียนกับท่านตาหรงฉีและท่านยายเว่ยฉางอันนานนับได้เจ็ดปีแล้ว จากเด็กน้อยในวัยห้าขวบปี นางได้เติบโตกลายมาเป็นสาวน้อยในวัยสิบสองปีที่มีใบหน้างดงามสะกดใจคน แต่ทว่าท่านพ่อและท่านแม่ของนางก็ยังคงไม่ได้ทำตามคำสัญญาที่พูดเอาไว้ว่าพวกท่านจะมารับนางกลับจวนตระกูลฉินที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงเสียที

เมื่อสองปีที่แล้วพ่อบ้านใหญ่แห่งจวนแม่ทัพใหญ่ตระกูลฉินนำเสื้อผ้าอาภรณ์รวมไปถึงของกินและของใช้จำนวนมากมายนำมาส่งเหมือนเดิมที่เขาทำมานานหลายปี แต่ในปีนั้นท่านพ่อบ้านใหญ่ของตระกูลฉินได้พูดบอกกับท่านตาและท่านยายของฉินม่านอิ๋งว่า

“สงครามระหว่างแคว้นซีโจวและแคว้นสุ่ยโจวยังไม่สิ้นสุด นายท่านสามและฮูหยินสามจึงยังไม่สามารถเดินทางมารับคุณหนูเจ็ดเดินทางกลับจวนตระกูลฉินได้ขอรับ แต่ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าฉินผู้เป็นท่านย่าของคุณหนูเจ็ด อยากจะให้ข้าพาคุณหนูเจ็ดเดินทางกลับจวนตระกูลฉิน คุณหนูเจ็ดพร้อมจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปกับข้าไหมขอรับ”

ท่านตาหรงฉีพูดตอบคำถามของพ่อบ้านใหญ่ฉินไปว่า “เรื่องนี้ท่านจะต้องถามความสมัครใจของม่านอิ๋ง ข้าและท่านยายของนางยึดถือความสมัครใจของนางเป็นใหญ่ นางจะเดินทางไปกับท่านหรือจะอยู่อาศัยกับพวกข้าต่อ ท่านจะต้องถามความต้องการของนางแล้ว”

พ่อบ้านใหญ่ฉินจึงหันมาพูดกับเด็กสาวด้วยน้ำเสียงแสดงความเคารพว่า “คุณหนูเจ็ด ท่านยินดีจะเดินทางกลับจวนแม่ทัพใหญ่สกุลฉินกับข้าน้อยหรือไม่ขอรับ”

“ท่านพ่อบ้านใหญ่ ตัวข้าผู้เป็นบุตรสาวจำเป็นจะต้องทำตามคำสั่งของท่านพ่อและท่านแม่อย่างเคร่งครัด พวกท่านสั่งข้าเอาไว้ว่าข้าจะต้องรอท่านพ่อและท่านแม่อยู่ที่นี่ห้ามไปที่ใด ข้าจึงจะต้องรอวันที่ท่านพ่อและท่านแม่จะมารับข้าที่นี่ด้วยตัวของพวกท่านเองเท่านั้น”

เมื่อฉินม่านอิ๋งพูดจบ พ่อบ้านใหญ่ของจวนตระกูลฉินมีสีหน้าลำบากใจในทันที ก่อนจะพูดว่า “ถ้าหากข้าน้อยทำตามคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าไม่สำเร็จ คงจะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน”

“ท่านพ่อบ้านใหญ่ มิใช่ว่าข้าอยากจะทำให้ท่านต้องรู้สึกลำบากใจ และข้ายิ่งไม่อยากจะขัดคำสั่งของท่านย่าด้วย แต่คำสั่งของบุพการีย่อมสำคัญที่สุด ดังนั้นท่านพ่อบ้านใหญ่ช่วยนำคำขอโทษของข้ากลับไปบอกกล่าวแก่ท่านย่าแทนตัวข้าด้วยเถิด”

ดังนั้นในปีนั้นพ่อบ้านใหญ่ตระกูลฉินจึงต้องเดินทางกลับไปด้วยสีหน้าผิดหวัง ในปีต่อมาซึ่งก็คือในปีที่แล้วนี้ ท่านพ่อบ้านใหญ่ของตระกูลฉินได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนที่นี่เหมือนเดิม และเขายังมีคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าฉินว่าให้เธอเดินทางกลับไปเมืองหลวงพร้อมกับพ่อบ้านใหญ่มาเหมือนกับปีก่อนนั้นไม่มีผิด

ฉินม่านอิ๋งพูดปฏิเสธไม่ยินยอมเดินทางกลับจวนแม่ทัพใหญ่ตระกูลฉินเหมือนเดิม หลังจากนั้นเธอก็ได้รับจดหมายทางไกลจากฮูหยินผู้เฒ่าฉิน ท่านเขียนมาตำหนินางว่าเป็นหลานสาวอกตัญญู เป็นเพราะเรื่องนี้จึงทำให้ฉินม่านอิ๋งรู้สึกไม่ดีต่อท่านย่าของตนเอง และมีความรู้สึกว่านางไม่อยากจะเดินทางกลับบ้านของตนเองที่เมืองหลวงเสียแล้ว ความคิดที่ว่าคิดถึงทุกคนที่นั่นก็เริ่มจางหายไปจากใจ

ดังนั้นในวันนี้เมื่อท่านยายของนางมาพูดสั่งให้นางรีบไปเปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมตัวต้อนรับแขกจากด้านนอกภูเขา ฉินม่านอิ๋งจึงทำท่าทางเหมือนไม่สนใจและเดินหนีไปฝั่งตรงข้ามของตำแหน่งบ้านอย่างดื้อรั้นในทันที

หุบเขาเทพเซียนแห่งนี้ตัดขาดจากโลกภายนอกเนื่องจากหุบเขาแห่งนี้อยู่จุดสูงสุดของเทือกเขามู่เทียน สภาพอากาศด้านล่างของเทือกเขามู่เทียนค่อนข้างโหดร้ายสำหรับคนธรรมดาทั่วไป และยังมีป่าดิบชื้นปกคลุมอยู่ตรงทางเข้าของเทือกเขามู่เทียน ทำให้คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถเดินทางขึ้นมาถึงบนหุบเขาเทพเซียนแห่งนี้ได้

ภายในหุบเขาเทพเซียนมีหมู่บ้านขนาดเล็กตั้งอยู่ล้อมรอบแอ่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่มีอาชีพเพาะปลูกพืชสมุนไพรที่หายากและมีอาชีพล่าสัตว์ป่านำมากิน นำหนังสัตว์มาแปรรูปเป็นเครื่องนุ่งห่มและทำเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน

เมื่ออากาศด้านล่างของเทือกเขามู่เทียนอยู่ในสภาวะอบอุ่น ลมพายุสงบนิ่ง จะมีคนจากด้านล่างช่วยกันเปิดทางเพื่อเดินขึ้นมายังหุบเขาเทียนซาน บางคนเดินทางขึ้นมาเพื่อค้าขายสมุนไพรและเนื้อสัตว์ บางคนเดินทางมาเพื่อขอร้องให้ท่านตาของนางช่วยรักษาโรคให้

เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ทางด้านนอกหุบเขาเทพเซียนมักจะพูดจายกย่องท่านตาหรงฉีของนางว่าเป็นท่านเทพเซียนผู้สูงส่งบ้าง เป็นท่านหมอเทวดาบ้าง แต่ความจริงแล้วท่านตาของนางเป็นผู้สืบทอดวิชาทางการแพทย์ของตระกูลหรง ดังนั้นถ้ามนุษย์ที่ยังเหลือลมหายใจสุดท้ายอยู่ ท่านตาของนางสามารถช่วยยื้อชีวิตของคนเหล่านั้นเอาไว้ได้สำเร็จทุกคน

“อิ๋งอิ๋ง…นั่นเจ้ากำลังจะเดินไปที่ไหน”

มีเสียงของบุรุษคนหนึ่งส่งเสียงเรียกสาวน้อยที่กำลังทำสีหน้าบูดบึ้งเดินมุ่งหน้าไปทางชายป่าทางทิศเหนือของหุบเขาเทพเซียนโดยไม่สนใจจะมองดูคนอื่นเลยแม้แต่น้อย นางจึงไม่เห็นเขาทำให้เขาต้องส่งเสียงเรียกนางแบบนี้

ฉินม่านอิ๋งหันมามองคนที่ส่งเสียงเรียกนางอย่างสนิทสนม เมื่อมองเห็นว่าเขาคือเว่ยเย่เผิง สีหน้าของนางจึงดูดีขึ้นแล้วพูดตอบเขาไปด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดเล็กน้อยว่า

“พี่ชายเว่ย ข้าอยากจะเดินไปดูเจ้าต้าหวงเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าในวันนี้อาการบาดเจ็บของเจ้าต้าหวงดีขึ้นบ้างหรือไม่”

“เจ้าไม่ต้องไป พี่ชายเพิ่งจะไปทำแผลให้มันมาเมื่อครู่นี้เอง บาดแผลของเจ้าต้าหวงดีขึ้นมากแล้ว เจ้ารีบกลับบ้านกับพี่ชายเถิด ในเวลานี้เริ่มจะมืดค่ำแล้วเจ้าเดินเข้าไปในป่าผู้เดียวอาจจะมีอันตรายได้”

“ผู้ใดจะกล้ามาทำอันตรายข้าได้”

“อืม…พี่รู้ว่าเจ้าเป็นตัวอันตรายต่อผู้อื่นเสียมากกว่า แต่ในวันนี้ทางเข้าหุบเขาเปิดแล้ว จึงมีคนนอกเดินทางเข้ามาภายในหมู่บ้านและหุบเขาเทพเซียนมากมาย คนภายนอกมีผู้คนหลากหลายรูปแบบ ที่สำคัญคนเหล่านั้นชอบตั้งกระโจมที่พักชั่วคราวอยู่ตรงเขตชายป่าทางด้านนั้น เจ้าอย่าเดินไปทางนั้นอีกเลย”

เมื่อเว่ยเย่เฉิงพูดถึงคนภายนอก ฉินม่านอิ๋งจึงเดินวนกลับมาหาเขาเพื่อคิดจะเดินกลับบ้านพร้อมกับพี่ชายต่างสกุลในทันที เว่ยเย่เฉิงเป็นหลานชายในตระกูลเว่ยของท่านยายเว่ยฉางอัน เขาขึ้นเขามาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านตาหรงฉีของนางตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเว่ยเย่เผิงจึงอยู่ที่หุบเขาเทพเซียนแห่งนี้ก่อนที่ฉินม่านอิ๋งจะถูกส่งตัวมาที่นี่เสียอีก

ในยามเป็นเด็กฉินม่านอิ๋งเคยมีเพื่อนเล่นในวัยเยาว์เป็นพี่ชายตระกูลฉินอยู่หลายคน ดังนั้นเมื่อนางย้ายมาอยู่ที่หุบเขาเทพเซียนแห่งนี้จึงสนิทสนมกับพี่ชายต่างสกุลอย่างเว่ยเย่เผิงได้อย่างรวดเร็ว

เจ็ดปีที่ผ่านมานี้นอกจากท่านตาและท่านยายที่ดูแลอบรมสั่งสอนฉินม่านอิ๋งมาอย่างดีแล้ว ก็ยังมีเว่ยเย่เผิงอีกคนที่คอยช่วยดูแลนางและเขายังตามใจนางเป็นที่สุด

เว่ยเย่เผิงเป็นบุรุษหนุ่มน้อยที่มีร่างกายผอมสูง ในเวลาที่เขาหันมาพูดคุยกับฉินม่านอิ๋ง เขาจะต้องก้มหน้าค้อมตัวลงมาเล็กน้อย เพื่อที่น้องสาวต่างสกุลจะได้ไม่ต้องเงยหน้าพูดคุยกับเขาจนรู้สึกเมื่อยคอ และนางก็ไม่ต้องตะเบ็งเสียงพูดจาเสียงดังในการพูดคุยกับเขาอีด้วย ท่าทางการใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ของเว่ยเย่เผิงที่มีต่อฉินม่านอิ๋งดูเป็นธรรมชาติมาก เพราะเขาทำเรื่องราวเหล่านี้จนเคยตัวติดเป็นนิสัยอย่างไม่รู้ตัว

คนทั้งคู่พูดคุยกันในเรื่องการนำพืชสมุนไพรในป่ามาทดลองปรุงยาตำรับใหม่อย่างเพลิดเพลิน จวบจนคนทั้งคู่เดินมาถึงหน้าบ้านจึงมองเห็นเงาคนจำนวนมากมายืนรออยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านที่ฉินม่านอิ๋งพักอาศัยอยู่กับท่านตาและท่านยายมานานถึงเจ็ดปี

คนกลุ่มนั้นต่างพร้อมใจกันยืนมองบุรุษหนุ่มน้อยวัยเยาว์และดรุณีอ่อนเยาว์ที่เดินพูดคุยกันมาตามทางแบบไม่สนใจผู้ใดอยู่นานแล้ว เมื่อคนกลุ่มนี้มองเห็นคนทั้งคู่เดินมาหยุดอยู่ที่รั้วกำแพงบ้านหลังนี้ สีหน้าของทุกคนต่างเปลี่ยนแปลงไปตามความคิดของตัวเอง

มีสตรีนางหนึ่งอยู่ในชุดเสื้อและกางเกงสีดำมีเชือกหนังรัดปลายแขนและปลายขาทำให้การเคลื่อนไหวของนางดูคล่องแคล่วว่องไว และด้วยการแต่งกายที่คล้ายคลึงกับบุรุษส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ จึงทำให้ฉินม่านอิ๋งมองไม่เห็นนางตั้งแต่ทีแรก แต่ทว่าเมื่อแม่นางผู้นี้รีบเดินตรงมาหานางด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ฉินม่านอิ๋งถึงกลับเดินผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว และส่งเสียงเรียกแม่นางผู้นั้นด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อว่า

“…ท่านแม่?”

ได้พบหน้ากันอีกครั้ง

ถึงแม้ว่าฉินม่านอิ๋งจะต้องจากลากับผู้เป็นมารดานานถึงเจ็ดปีแล้ว แต่คนผู้นี้ยังคงฝังอยู่ในห้วงความทรงจำที่แสนจะอบอุ่นของนางอย่างไม่เคยเลือนหายไปจากใจ มีหลายครั้งที่นางเคยฝันถึงรอยยิ้มที่แสนจะอ่อนโยนของผู้เป็นมารดา แต่แล้วนางก็ต้องสะดุ้งตื่นจากความฝันตามมาด้วยความรู้สึกคิดถึงผู้เป็นมารดาท่วมท้นหัวใจ

“อิ๋งเอ๋อร์…แม่เดินทางมารับเจ้าแล้ว”

หรงเฟยเซียงอ้าแขนออกกว้างเพื่อเตรียมจะเดินไปรับการกอดจากบุตรสาวด้วยความคิดถึง แต่แล้วนางก็ต้องหยุดชะงักลงระหว่างทาง เมื่อมองเห็นว่าบุตรสาวตัวน้อยของตนเดินถอยหลังไปหลบอยู่ทางด้านหลังร่างสูงของบุรุษอ่อนวัยที่กำลังจ้องมองมาที่ตัวนางด้วยสายตาพิจารณา

“ผู้น้อยเว่ยเย่เผิงคำนับท่านอาหญิงหรงขอรับ” เว่ยเย่เผิงค้อมตัวก้มหน้ายกมือขึ้นมาแสดงความคำนับผู้อาวุโสในทันทีเมื่อเขาจดจำได้แล้วว่าสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเป็นใคร

“อ่อ…ที่แท้เจ้าก็คือเว่ยเย่เผิงนี่เอง เจ้าเติบโตขึ้นมากจนอาหญิงจดจำเจ้าไม่ได้แล้ว”

หรงเฟยเซียงพูดกับหลานชายของตนด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะหันหน้ากลับไปพูดกับคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของนางว่า

“ท่านพี่! คนผู้นี้คือเว่ยเย่เผิงบุตรชายคนโตของพี่ใหญ่เว่ย เขาเป็นหลานชายตนโตของข้าเองเจ้าค่ะ”

บุรุษร่างสูงที่มีร่างกายกำยำ รอบตัวของเขามีกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดากำจายไปทั่ว เขาเดินออกมาจากกลุ่มคนทางด้านหลังของหรงเฟยเซียง เพื่อมุ่งหน้าเดินมาหาบุตรสาวและหลานชายของฮูหยินของตน บนใบหน้าของเขามีหน้ากากสีเงินที่มีลวดลายของปีกอินทรีย์ปิดบังอยู่ครึ่งใบหน้า

แค่เพียงมองเห็นหน้ากากเงิน เว่ยเย่เผิงก็รู้ในทันทีว่าบุรุษผู้นี้เป็นใคร เขารีบทำความเคารพอีกฝ่ายอย่างอ่อน้อมในทันที“เว่ยเย่เผิงคำนับท่านอาเขย”

“อืม…”

ฉินรุ่ยทำแค่เพียงพยักหน้าและส่งเสียงตอบรับในลำคอ ก่อนจะปลดหน้ากากสีเงินที่เขาสวมใส่อยู่ครึ่งใบหน้าออก เผยใบหน้าที่ดูหล่อเหลาเปี่ยมเสน่ห์และยังมีส่วนคล้ายคลึงกับฉินม่านอิ๋งถึงแปดส่วน ทำให้คนที่จ้องมองเขาอยู่อย่างเว่ยเย่เผิงถึงกลับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความรู้สึกแปลกใจ

เว่ยเย่เผิงเคยได้ยินมาบ้างว่าญาติผู้น้องของเขา ฉินม่านอิ๋งมีใบหน้างดงามสะกดใจคนเหมือนกับผู้เป็นบิดาของนาง แต่เขาไม่คิดเลยว่าบนโลกใบนี้จะมีบุรุษคนใดจะมีใบหน้างดงามราวกับเทพเซียนถึงปานนี้ มิน่าเล่าท่านอาเขยจึงต้องสวมใส่หน้ากากสีเงินปิดบังอำพรางใบหน้าอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สมกับชื่อเสียงที่แสนจะเกรียงไกรในยามที่เขาอยู่ในสนามรบ

“ม่านอิ๋ง…เจ้าจะไม่ทักทายพ่อและแม่ของเจ้าเลยเชียวรึ เท่าที่พ่อจำได้ เจ้าไม่ใช่เด็กสาวขี้อายที่ต้องคอยทำตัวหลบแอบอยู่ด้านหลังผู้อื่นแบบนี้”

ฉินม่านอิ๋งขมวดคิ้วเรียวงามของนางด้วยความรู้สึกไม่พอใจ เป็นเวลาเจ็ดปีแล้วที่คนทั้งคู่ปล่อยนางทิ้งเอาไว้ที่นี่ แต่ท่านพ่อของนางช่างดียิ่งนัก เขาเอ่ยกับนางราวกับว่าตัวเขาเองไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ต้องทอดทิ้งนางเอาไว้ที่นี่แม้แต่น้อย

ฉินม่านอิ๋งเดินออกมาจากด้านหลังของเว่ยเย่เฉินแล้วก้มตัวคำนับฉินรุ่ยและหรงเฟยเซียงด้วยท่าทางไม่ค่อยจะเต็มใจนัก แล้วพูดกับผู้เป็นบิดาและมารดาของตนด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจะแข็งกระด้างเล็กน้อยว่า

“หึ! ผ่านมานานตั้งเจ็ดปีแล้ว ทุกอย่างจึงย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงมิใช่หรือเจ้าคะ ฉินม่านอิ๋งคำนับทักทายท่านพ่อและท่านแม่เจ้าค่ะ นานมากแล้วที่พวกเราไม่ได้พบหน้ากัน ลูกไม่ชอบพบกับคนแปลกหน้าจึงได้แอบหนีไปอยู่ด้านหลังของพี่ชายเว่ย ต้องขออภัยในความเสียมารยาทของลูกเมื่อครู่นี้ด้วยเจ้าค่ะ”

ทุกคนต่างจ้องมองดรุณวัยเยาว์ผู้นี้อย่างเต็มตาอีกครั้ง ซึ่งในยามนี้ริมฝีปากแดงระเรื่อของฉินม่านอิ๋งเผยอขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังมีอารมณ์แง่งอนอยู่ ดวงตาคู่สวยของนางเปล่งประกายท้าทายกลุ่มคนตรงหน้าอย่างเปิดเผย คิ้วเรียวงามยกขึ้นข้างหนึ่งด้วยท่าทีหยิ่งยโส ทำให้คนมองรู้สึกว่าสาวน้อยคนงามตรงหน้าผู้นี้ ทั้งน่าหมั่นไส้และน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน

หรงเฟยเซียงมองดูมือสองข้างที่ว่างเปล่าของตนก่อนจะแอบถอนหายใจ ถ้าหากเป็นเมื่อเจ็ดปีก่อนฉินม่านอิ๋งในวัยเด็กจะต้องรีบวิ่งมาอยู่ในอ้อมกอดของนางด้วยความตื่นเต้นดีใจไปแล้ว แต่ทว่าวันเวลาเหล่านั้นได้ล่วงเลยผ่านเลยมานานถึงเจ็ดปีแล้ว บุตรสาวของนางจึงไม่ใช่เด็กน้อยคนเดิมอีกต่อไป คำพูดของบุตรสาวเมื่อครู่นี้คล้ายดั่งคมมีดที่คมกริบทิ่มแทงหัวใจของนางในส่วนที่อ่อนนิ่มมากที่สุดไปหนึ่งแผล

ฉินรุ่ยรับรู้ได้ถึงความรู้สึกเสียใจของผู้เป็นฮูหยินของตน เขาจึงเอื้อมมือไปกุมมือข้างหนึ่งของนางเอาไว้แล้วบีบกระชับมือนุ่มข้างนั้นเอาไว้เพื่อเป็นการปลอบโยนและให้กำลังใจ ก่อนจะพูดกับฉินม่านอิ๋งด้วยน้ำเสียงที่เขาคิดว่าอ่อนโยนมากที่สุดแล้ว

“ถึงแม้ท่าทางของเจ้าจะดูไม่ค่อยอยากจะต้อนรับพ่อและแม่สักเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยเจ้าก็ควรจะทักทายบรรดาพี่ชายทั้งห้าคนของเจ้าด้วย พวกเขาอุตส่าห์ลำบากติดตามพ่อกับแม่เดินทางขึ้นเขามู่เทียนเพื่อมารับตัวเจ้าถึงที่แห่งนี้ เจ้าอย่าได้ละเลยน้ำใจที่แสนดีของพวกพี่ชายของเจ้า”

คำพูดของผู้เป็นบิดาเมื่อผ่านหูของฉินม่านอิ๋งแล้วคล้ายดั่งเป็นคำสั่ง ดวงตากลมโตของฉินม่านอิ๋งเปล่งประกายคมกล้าขึ้นมาในทันที แต่เมื่อนางได้ยินว่าเหล่าพี่ชายในสกุลฉินของตนอุตส่าห์ยอมลำบากเดินทางมารับตนที่นี่ด้วยตัวพวกเขาเอง แววตาคมกล้าของนางจึงค่อยอ่อนโยนลง ก่อนจะรีบส่งสายตาจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ทางด้านหลังท่านพ่อและท่านแม่ของตนในทันที

ฉินม่านอิ๋งรู้ดีว่าภายในตระกูลฉินตนเองมีพี่ชายร่วมสกุลฉินถึงหกคน โดยบ้านใหญ่สกุลฉิน มีพี่ใหญ่ฉินอี้เทียน พี่รองฉินเจี้ยนหลง และพี่หกฉินยู่ร์ชิง บ้านรองสกุลฉินมีพี่สามฉินจิ้งอี้และพี่ห้าฉินจิ้งเสียน ส่วนบ้านสามของนางมีพี่สี่ฉินเฉิงหมิง ส่วนนางอยู่ในลำดับที่เจ็ดฉินม่านอิ๋ง

ซึ่งกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังของฉินรุ่ยและหรงเฟยเซียง น่าจะขาดแค่เพียงพี่ชายหกฉินยู่ร์ชิงเท่านั้น เพราะเขามีร่างกายอ่อนแอจึงถูกเลี้ยงดูอยู่ที่จวนตระกูลฉินไม่ได้ไปเข้าร่วมกองทัพเหมือนกับพี่ชายคนอื่นๆ

“ฉินม่านอิ๋งคำนับพี่ชายทุกท่านเจ้าค่ะ”

ฉินม่านอิ๋งคำนับทุกคนด้วยท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน นี่จึงดูคล้ายคุณหนูเจ็ดตระกูลฉินผู้เรียบร้อยคนเดิมในสายตาของทุกคน ซึ่งเหล่าคุณชายตระกูลฉินต่างก็ส่งเสียงทักทายน้องสาวตามมารยาทอย่างพร้อมเพรียงกัน

“คำนับคุณชายฉินทุกท่าน ในยามนี้ท่านปู่และท่านย่าน่าจะรอต้อนรับแขกอยู่ด้านในบ้านแล้ว เชิญทุกคนเข้าไปพักผ่อนด้านในบ้านก่อนขอรับ”

เว่ยเย่เผิงพูดจาต้อนรับแขกก่อนที่เขาจะหันไปสะกิดเตือนญาติผู้น้องต่างสกุลของเขาให้ทำหน้าที่ต้อนรับแขกให้ดี ซึ่งท่าทางของเขาที่ดูสนิทสนมกับฉินม่านอิ๋งอย่างเป็นธรรมชาติแบบนี้ ทำให้มีสายตาหลายคู่จ้องมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกไม่ค่อยจะพอใจ…

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...