‘Vinfast’ เอาชนะ TOYOTA ครองยอดขายเบอร์หนึ่งในเวียดนาม ทิ้งห่างคู่แข่ง 2 เท่า กับเป้าผลิตรถ EV ให้ครบ 1 ล้านคัน
TODAY Bizview
อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 15.01 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 08.01 น. • workpointTODAYสำหรับ TOYOTA แบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นครองใจคนทั้งโลกมานาน ทั้งมียอดขาย (รวมกัน 2 ยี่ห้อ TOYOTA และ Lexus) 10.159 ล้านคัน สู่เบอร์หนึ่งของโลกมานานตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
แต่ถ้าเจาะรายประเทศมาดูแค่ ‘เวียดนาม’ จะเห็นว่าแบรนด์รถยนต์ที่กินตลาดส่วนแบ่งใหญ่ที่สุด กลายเป็น ‘Vinfast’ รถยนต์ที่เปิดตัวได้ 8 ปี (เทียบกับ TOYOTA 88 ปี) ภายใต้การบริหารของ ‘Vingroup’ บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเวียดนาม
ซึ่ง Vingroup เป็นเครือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ทำธุรกิจหลายประเภท ตั้งแต่เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, ศูนย์การค้า, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ร้านสะดวกซื้อ, โรงแรม, โรงพยาบาล, โรงเรียน จนมาถึง รถยนต์ ก็คือ Vinfast
[ ยอดขายรถยนต์ Vinfast แซง TOYOTA 2 เท่า ]
Nikkei Asia Review เผยข้อมูลที่บ่งบอกว่า Vinfast กำลังอยู่ในช่วง‘ขาขึ้น’ โดยยอดขายที่แข็งแกร่งและนโยบายของรัฐบาลที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นอัตราการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในประเทศ
โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายนที่ผ่านมา มียอดขายสะสมของ Vinfast มากถึง 44,691 คัน ในขณะที่แบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น อย่าง TOYOTA ตามมาเป็นอันดับ 2 แต่มียอดขายทิ้งห่างกันถึง 2 เท่า (ยอดขาย TOYOTA กว่า 20,000 คัน)
ส่วนผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีน เช่น BYD ซึ่งเป็น top seller ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย กับแบรนด์ Chery น้องใหม่ที่พยายามตีตลาดแข่งกับ BYD ได้ขยายกิจการมาที่เวียดนาม หวังว่าจะได้ส่วนแบ่งการตลาดในสนามแข่งด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยอดขายที่ติดท็อปๆ 5 อันดับแรก กลับไม่มีแบรนด์รถไฟฟ้าของจีนเลย ซึ่งรายชื่อแบรนด์ top 5 มีดังนี้
Vinfast
TOYOTA
Hyundai
Ford
Mitsubishi
[ เป้าหมายใหญ่ Vinfast ผลิตรถ EV ล้านคัน ]
‘Vinfast’ ถือว่าเป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลอด 8 ปีนับตั้งแต่ที่ Vingroup ประกาศเปิดตัวจนถึงตอนนี้ได้มีการเปิดเผยรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด 8 รุ่น และยังมีรถยนต์สันดาปอีกหลายรุ่น
ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตต่อปีประมาณ 250,000 คัน แต่ล่าสุด Vinfast ตั้งเป้าใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา คือ ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 1 ล้านคัน ภายในปี 2030
โดยคาดว่าจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ ‘Pham Nhat Vuong’ ผู้ก่อตั้ง Vingroup และมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของเวียดนาม จะทุ่มเม็ดเงินกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อการขยายกิจการ ดังนี้
ในปี 2027 Vinfast จะสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 500,000 คันต่อปี เพื่อรองรับตลาดที่โตขึ้นในเวียดนาม
ขณะที่โรงงานปฏิบัติการแห่งเดียวของ VinFast ตั้งอยู่ในเมืองไฮฟองทางตอนเหนือของประเทศ จะเพิ่มกำลังการผลิจเป็น 950,000 คันต่อปี จากปัจจุบัน 250,000 คัน
นอกจากนี้ ช่วงปลายปีนี้ Vinfast จะเปิดโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ที่จังหวัดห่าติ๋ญ ซึ่งจากเดิมประเมินว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 300,000 คัน แต่คาดว่าจะเพิ่มการผลิตขึ้นเป็น 600,000 คันเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน โรงงานแห่งแรกในต่างประเทศของ VinFast ในอินเดีย ซึ่งมีกำหนดเปิดในเดือนกรกฎาคมนี้ คาดว่าจะมีกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 150,000 คันต่อปี
นอกจากนี้ บริษัทกำลังสร้างโรงงานในเมืองซูบัง อินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน โดยมีแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 50,000 คัน ส่วนโรงงานในสหรัฐอเมริกาที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ Vinfast ได้เลื่อนแผนการสร้างโรงงานออกไปก่อน คาดว่ามาจากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนของสงครามภาษี
เมื่อปี 2024 Vinfast มียอดขายรถยนต์ทั้งหมด 97,399 คัน เพิ่มขึ้น 192% จากปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มกำลังการผลิต และกลยุทธ์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในประเทศ
นักวิเคราะห์มองว่า มีแนวโน้มที่ Vinfast จะครองตลาดต่อไป โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเวียดนาม ซึ่งศักยภาพของ Vinfast ในสายตาของคนท้องถิ่น คุณภาพเทียบเท่ากับรถยนต์นำเข้าที่ราคาจับต้องได้มากกว่า
เดิมที Vinfast มุ่งเน้นไปที่ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักที่สัดส่วนพอๆ กับเวียดนาม แต่ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ภาษี และค่าธรรมเนียมที่สูง ประกอบกับยอดขายที่แย่ลงช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทขาดทุนต่อเนื่อง
ดังนั้น ทาร์เก็ตใหม่ของ Vinfast ในปัจจุบันจึงเน้นที่ ‘เอเชีย’ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านในอาเซียน
โดยสัดส่วนยอดขายที่ผ่านมาของ Vinfast ราว 90% มาจากตลาดในประเทศ ดังนั้น เป้าหมายในปีนี้คือ ผลิตรถเพิ่มขึ้น และพร้อมส่งออกไปยังประเทศกลุ่มเป้าหมายใหม่มาก
Vinfast ตั้งเป้าไว้ว่าบริษัทจะทำกำไรในปี 2026 และเพื่อลดต้นทุน Vinfast จึงเปลี่ยนกลยุทธ์การขายในตลาดตะวันตกโดยมุ่งเน้นไปที่โชว์รูมของตัวแทนจำหน่าย และปิดโชว์รูมของตนเองหลายแห่งในเอเชีย
ส่วนตลาดที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของ Vinfast เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย แต่ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา Vinfast มองว่ามีศักยภาพที่พอจะไปเปิดตลาดได้ในจังหวะที่ดีพอ