กระแส “de-dollarization” เร่งตัวในเอเชีย อาเซียน–BRICS ผลักดันระบบการชำระเงินของตนเอง
กระแส “de-dollarization” กำลังเร่งตัวในเอเชีย จากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายของทรัมป์ และการอ่อนค่าของดอลลาร์ อาเซียน-BRICS เร่งผลักดันระบบการชำระเงินของตนเอง
วันที่ 11 มิถุนายน 2568 เวลา 13.37 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การเปลี่ยนแปลงของเอเชียในการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐกำลังเร่งตัวขึ้น โดยมีปัจจัยผสมผสานทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการเงิน และกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
ฟรานเชสโก เปโซเล นักกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนจาก ING กล่าวว่า “นโยบายการค้าที่ผันผวนของทรัมป์ และการอ่อนค่ารุนแรงของดอลลาร์ อาจเป็นตัวเร่งให้หลายประเทศเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินอื่นเร็วขึ้น”
แม้เงินดอลลาร์ยังครองสถานะหลักในทุนสำรองระหว่างประเทศของโลก แต่สัดส่วนการถือครองกลับลดลงจากกว่า 70% ในปี 2543 เหลือ 57.8% ในปี 2567 และในปีนี้ ดอลลาร์ยังถูกเทขายอย่างหนัก โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงกว่า 8% ตั้งแต่ต้นปี
แม้แนวโน้มลดการใช้ดอลลาร์จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มุมมองของตลาดเริ่มเปลี่ยนไป นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายตระหนักมากขึ้นว่าดอลลาร์สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางการค้า หรือแม้กระทั่งอาวุธทางเศรษฐกิจได้
มิตุล โกเตชา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่เอเชียแห่ง Barclays กล่าวว่า “ประเทศต่าง ๆ เริ่มมองว่าดอลลาร์เคยถูกใช้เป็นอาวุธ ทั้งในเชิงการค้า การคว่ำบาตร ฯลฯ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา”
ลิน ลี่ หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดโลกประจำเอเชียของ MUFG ระบุว่า การลดการพึ่งพาดอลลาร์ขยายตัวในเอเชีย เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องการใช้เงินสกุลของตนเองในการค้าขายและลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
ล่าสุดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ (ASEAN Economic Community Strategic Plan) สำหรับปี 2569–2570 โดยมุ่งส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการค้าการลงทุน และยกระดับการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาค เพื่อลดแรงกระแทกจากความผันผวนของค่าเงิน
Bank of America รายงานว่าแนวโน้มลดการใช้ดอลลาร์ในอาเซียนมีแรงขับเคลื่อนหลัก 2 ประการ ได้แก่ ประชาชนและภาคธุรกิจเริ่มเปลี่ยนเงินฝากดอลลาร์กลับมาเป็นสกุลท้องถิ่น และนักลงทุนรายใหญ่เร่งป้องกันความเสี่ยงค่าเงินมากขึ้น
อภัย คุปตา นักกลยุทธ์ตราสารหนี้เอเชียแห่ง Bank of America กล่าวว่า“การลดการถือครองเงินดอลลาร์ในอาเซียนมีแนวโน้มเร่งตัว โดยเฉพาะจากการแปลงเงินฝากต่างประเทศที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2565”
นอกเหนือจากอาเซียน กลุ่มประเทศ BRICS เช่น จีนและอินเดีย ก็เร่งสร้างระบบการชำระเงินของตนเองเพื่อลดการพึ่งพา SWIFT และส่งเสริมการค้าทวิภาคีโดยใช้เงินหยวนมากขึ้น
โกเตชาจาก Barclays กล่าวเสริมว่า การลดการถือครองดอลลาร์นั้นดำเนินไปอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง โดยสามารถเห็นได้จากการที่ธนาคารกลางทยอยลดสัดส่วนการถือครองดอลลาร์ และการที่ธุรกรรมการค้าส่วนใหญ่เริ่มใช้สกุลเงินอื่นมากขึ้น
โดยเศรษฐกิจในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศจำนวนมาก จึงมีศักยภาพสูงในการนำรายได้หรือสินทรัพย์กลับสู่เงินสกุลท้องถิ่น
ด้านแอนดี้ จี นักวิเคราะห์ของ ITC Markets ชี้ว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมาก จะลดการใช้ดอลลาร์เร็วกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะกลุ่ม ASEAN+3 ซึ่งรวมจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่ยังมีธุรกรรมการค้ากว่า 80% ผูกกับเงินดอลลาร์
โนมูระ (Nomura) เสริมว่านักลงทุนในเอเชียกำลังเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (FX hedging) มากขึ้น โดยเฉพาะประกันความเสี่ยงต่อการแข็ง/อ่อนค่าของดอลลาร์ ส่งผลให้เงินสกุลท้องถิ่นมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เครก ชาน หัวหน้ากลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกแห่งโนมูระ กล่าวว่า“เงินเยนเกาหลี วอน และดอลลาร์ไต้หวัน เป็นกลุ่มที่นักลงทุนเริ่มซื้อเพิ่มขึ้น”
โนมูระประเมินว่า บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นมีอัตราเฮดจ์ประมาณ 44% และเพิ่มขึ้นเป็น 48% ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม ส่วนไต้หวันมีอัตราเฮดจ์ราว 70%
ทั้งนี้รัฐบาลกำหนดให้กองทุนบำเหน็จบำนาญลงทุนในประเทศมากขึ้น แม้หลายประเทศลดการถือครองดอลลาร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ายังยากจะล้มบัลลังก์ดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก
เปโซเล แห่ง ING กล่าวว่า “ไม่มีสกุลเงินใดเทียบได้กับดอลลาร์ในแง่ของสภาพคล่อง ขนาดของตลาดตราสารหนี้และเครดิต จึงเป็นเพียงการลดความน่าสนใจ ไม่ใช่การเสียสถานะผู้นำ”
ปีเตอร์ คินเซลลา จาก Union Bancaire Privée ย้ำว่าต้องแยกให้ออกระหว่างการอ่อนค่าของดอลลาร์กับกระแสลดการใช้ดอลลาร์ โดยระบุว่า “แม้ดอลลาร์จะอ่อนค่ามาหลายช่วงเวลา แต่ก็ยังครองสถานะสกุลเงินสำรองหลักของโลกอยู่ดี”
พร้อมเสริมว่า แม้จะลดสัดส่วนการถือครอง แต่กว่าครึ่งของธุรกรรมการค้าทั่วโลกยังคงถูกคิดเป็นเงินดอลลาร์ ณ เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งนี้เชื่อว่าการลดบทบาทของดอลลาร์ในทุนสำรองจะยังคงดำเนินต่อไป และผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากกระแสดังกล่าวน่าจะเป็นทองคำ
อ้างอิง : www.cnbc.com