โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สามีโปรดเข้าใจ ข้ามิได้อยากเป็นมารสวรรค์!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 27 ก.ย 2568 เวลา 13.35 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2568 เวลา 13.19 น. • บั๊บโบะ
แค่พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดในโลกที่ต่างออกไป ใช้ชีวิตอย่างสงบ แข็งแกร่งขึ้นทีละขั้น รู้ตัวอีกทีลู่เสวียอวี่ก็กลายเป็นมารหญิงที่แทบจะไร้คู่ต่อกรเสียแล้ว “ภะ…ภรรยา มิใช่ว่าเจ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาหรอกรึ!?

ข้อมูลเบื้องต้น

“สามีของข้าเป็นพ่อค้าผู้ใจบุญ สุภาพ และอ่อนน้อม”

“ภรรยาของข้าช่างเป็นแม่ศรีเรือนที่หาได้ยาก นางงดงาม อ่อนโยน สุขุม และดูอิสระเสรีราวกับไม่มีภาระใดๆ ในใจ ข้าช่างโชคดีที่บังเอิญพบเจอนางในช่วงชีวิตอันแสนวุ่นวายนี้”

เหนือสิ่งปลูกสร้างที่อาบไปด้วยเลือดแดงฉานราวกับทะเลโลหิต

มารหญิงจากดินแดนทางตอนใต้: “ทะ…ท่านพี่…"

ชายหนุ่มที่มีสีหน้าตื่นตะลึง: "น้องหญิง… เจ้า…เจ้าไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาๆ หรอกหรือ?!”

ระดับพลังในเรื่อง

1. ขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิต (วิถีมาร) = ขอบเขตฝึกฝนร่างกาย (วิถีผู้ฝึกตน)

2. ขอบเขตขัดเกลาโลหิต (วิถีมาร) = ขอบเขตขัดเกลากำลังภายใน (วิถีผู้ฝึกตน)

3. ขอบเขตก่อตั้งรากฐาน

4. ขอบเขตแก่นทองคำ

5. ขอบเขตควบแน่นวิญญาณ

6. ???

บทที่ 1 ละลายร่าง

สามีโปรดเข้าใจ ข้ามิได้อยากเป็นมารสวรรค์ 1 ละลายร่าง

สายลมหนาวพัดเข้ามา มันเสียดสีกับหน้าต่างบานเก่าที่เปิดแง้ม สร้างเสียงหวีดหวิวเบาๆ ให้กับบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบสงบ

ด้านในตัวกระท่อมขนาดใหญ่ค่อนข้างกว้างขวาง เพียงแต่ทุกมุมถูกกั้นแบ่งเป็นส่วนๆ ต่างก็มีเจ้าของครอบครองกันแทบทั้งหมด

บ้างก็กั้นม่านด้วยราวไม้ผุกับผ้าขาดๆ บ้างก็ปล่อยโล่ง ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้วางของมีค่าอะไรไว้

เกือบทุกมุมมีคนอยู่ พวกเขาล้วนสวมใส่เครื่องแบบสีดำเก่าๆ เหมือนกัน แม้จะดูวุ่นวายเพราะบางคนกำลังลุกขึ้นแต่งตัว บางคนจัดข้าวของ แต่บรรยากาศกลับเย็นชาและห่างเหิน ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนเหมือนกำลังเตรียมตัวสำหรับบางสิ่ง ไม่สนใจกันและกันราวบุคคลอื่นเป็นเพียงอากาศธาตุชั่วคราว

มีเพียงร่างบางในมุมเล็กๆ เท่านั้นที่ยังนอนนิ่งอยู่บนฟูกแบนๆ ที่แทบไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นที่นอน ผ้าห่มบางเฉียบที่ปกคลุมร่างนั้นก็คงให้ความอบอุ่นได้ไม่มากนัก

แสงจันทร์สว่างส่องผ่านหน้าต่างลงมาที่ดวงหน้าของร่างบางนี้พอดี

เป็นใบหน้าที่มีเค้าความงดงาม แต่ขาดการดูแล ผมเผ้าทั้งแห้งและหยาบเป็นหลักฐานว่านางใช้ชีวิตอย่างยากเข็ญมานานเพียงใด ผิวพรรณเองซีดเซียว ดูเหมือนสภาพตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก

บัดนี้คิ้วของนางย่นเข้ามาจนเกือบจะชนกัน ตาปิดแน่น หน้ายู่ราวกับกำลังจมอยู่ในฝันร้าย สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก

เสียงฝีเท้าเบาๆ เสียงผ้าเสียดสีกันดังสวบสาบ และสายลมหนาวได้ดึงสตินางให้รู้สึกตัวกลับมาอย่างช้าๆ เปลือกตาสั่นเบาๆ ก่อนที่มันจะกะพริบ หนึ่งครั้ง สองครั้ง…แล้วจึงค่อยๆ เปิดขึ้นเต็มตา

ดวงตาปรับเข้ากับแสงสลัวภายในห้องอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เห็นคือเพดานไม้เก่าที่มีร่องรอยแมลงกัดแทะและลำแสงนวลที่ฉายลงมาจากหน้าต่างด้านข้าง

“อึก…” ร่างบางผลักผ้าห่มออกแล้วยกมือขึ้นกุมไว้ที่หน้าอก นางส่งเสียงออกมาเล็กน้อยก่อนจะเม้มปาก

ความจุกแน่นบริเวณกลางอกถาโถมเข้ามาฉับพลันหลังจากสติของหญิงสาวกลับมาครบถ้วน เสียงที่ชัดที่สุดคือเสียงหอบของนางเอง

มันไม่ใช่ความเจ็บปวดที่ทนไม่ได้ แต่เป็นความรู้สึกไม่สบายที่ยังค้างอยู่บริเวณหน้าอก ดูเหมือนว่านางจะได้รับบาดเจ็บบางอย่างมาก่อนหน้านี้

'ไม่…ไม่ใช่สิ ทำไมถึงเจ็บหน้าอก' หญิงสาวที่ฟื้นสติขึ้นมา ตกอยู่ในความงุนงงอีกครั้ง 'แล้วฉัน… ไม่ได้ตายไปแล้วหรอกเหรอ?'

ภาพสุดท้ายที่นางจำได้ก็คือแสงไฟแรงสูงที่สาดเข้ามาในตาของตนเต็มๆ

เสียงบดหนักๆ ของเหล็กที่กระทบกันอย่างแรง เสียงแตรดังลั่น มือของนางกำพวงมาลัยแน่น ตกใจสุดขีด เหมือนความเจ็บปวดแสนสาหัสจะเกิดขึ้นชั่วพริบตาหนึ่ง แล้วมันก็หายไปในฉับพลัน รู้ตัวอีกทีก็ตื่นมาที่นี่ หลงเหลือไว้เพียงอาการเจ็บจุกที่หน้าอกเพียงเท่านั้น

หญิงสาวกรอกสายตาไปมา ค่อยๆ หันมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองแม้แต่น้อย และไม่รู้ด้วยว่าตอนนี้ตนเองมาอยู่ที่ไหน

จะบอกว่านี่คือโรงพยาบาล…ก็ไม่น่าใช่

โครงสร้างที่พักทรุดโทรม มีกลิ่นอับผสมกับกลิ่นหืนแปลกๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ แม้แต่สถานพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลก็ยังไม่น่ามีสภาพย่ำแย่และไม่ถูกสุขลักษณะเท่านี้เลย

หญิงสาวจินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าตนถูกพามายังที่แบบไหน ความสงสัยฉายชัดออกมาทางดวงตา

ขณะที่หันไปหาคนชุดดำที่อยู่ใกล้ที่สุด ความเจ็บปวดก็พุ่งเข้าใส่ราวกับค้อนที่ทุบลงกลางศีรษะ

“อัก…” หญิงสาวร่างผอมเกือบจะกรีดร้องออกมา แต่เสียงนั้นจุกอยู่ที่ลำคอ

ยามนี้ความทรงจำก้อนใหญ่ได้โถมเข้ามาภายในหัวของนางอย่างฉับพลัน มันเป็นภาพฉากเหตุการณ์ที่กระจัดกระจาย ข้อมูลหลายๆ อย่างที่ตัวนางไม่เคยเห็นมาก่อน ค่อยๆ ร้อยเรียงและจัดระเบียบกันเป็นเรื่องเป็นราว

กระท่อมที่แทบไม่มีอะไร…ความอดอยาก…คนในเครื่องแบบสีดำแดงที่ดูเย็นชา…สัญลักษณ์วงกลมสีแดงกลางธงผืนใหญ่…อาคารไม้ทรุดโทรมในหุบเขาแอ่งกระทะ…เลือด…และศิษย์จำนวนมาก

ความเจ็บปวดเบาบางลง แต่การที่มีภาพความทรงจำจำนวนมากพุ่งเข้ามาในคราวเดียวก็ยังทำให้หญิงสาวรู้สึกมึนหัวอยู่ไม่หาย

เพียงแต่ตอนนี้นางพอจะรู้แล้วว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์เช่นไร…

ที่คิดว่าตนเองตายไปแล้วนั้นไม่ได้เข้าใจผิด และไม่มีทางที่ศพจะมีสภาพสมบูรณ์ด้วย นางได้ตายไปแล้วจริงๆ จากโลกเดิม บัดนี้เป็นตัวตนใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ลู่เสวียอวี่…ร่างนี้มีชื่อว่าลู่เสวียอวี่ เป็นหญิงสาววัยยี่สิบปีที่ถูกแม่ขายให้กับพรรคมาร 'จันทราโลหิต' ตั้งแต่ห้าหกปีที่แล้ว

เจ้าของร่างเดิมมีรากฐานที่พอจะฝึกฝนวิชายุทธได้จึงถูกซื้อตัวมา แต่แน่นอนว่าพรสวรรค์ไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไร สังเกตได้จากการที่อยู่ที่นี่มาเกือบหกปีแล้ว แต่การบ่มเพาะยังอยู่ที่ 'ขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิต' ขั้นที่สามอยู่เลย

นั่นเป็นขอบเขตขั้นพื้นฐานที่สุดแล้ว มีศิษย์ที่เข้ามาทีหลังแต่แซงหน้าลู่เสวียอวี่ไปก็ไม่น้อย

จริงๆ ยังมีศิษย์ที่พรสวรรค์ต่ำตมไม่ต่างจากลู่เสวียอวี่อยู่ในพรรคอีกมากมาย แต่คนเหล่านี้ก็ไม่ต่างไปจากหินรองเท้าให้ผู้อื่นปีนขึ้นไปในจุดที่สูงขึ้น

มีคนมากมายตายไประหว่างทาง แต่เจ้าของร่างเดิมอดทนในแบบของตนเองได้ดีมากแล้ว นางเงียบขรึมไม่สุงสิงกับใคร แค่ก่อนหน้านี้ไม่อาจรอดพ้นปัญหามีเรื่องทะเลาะวิวาทกับศิษย์คนอื่น ถูกต่อยกลางอกจนต้องนอนซมเช่นนี้

คาดว่าคงทนอาการบาดเจ็บไม่ไหว และเมื่อลู่เสวียอวี่คนเดิมจากไป ลู่เสวียอวี่คนใหม่จึงเข้ามาแทนที่พอดี

“ช่างโชคร้ายจริงๆ แต่บางทีอาจจะดีกว่าก็ได้ที่เจ้าได้หลุดออกจากสภาวะเช่นนี้เสียที” ลู่เสวียอวี่คนใหม่กระซิบคำกับตนเองแผ่วเบา ผสานตัวเข้ากับตัวตนใหม่ได้อย่างราบรื่น มีความเห็นใจในประสบการณ์ที่ผ่านมาของเจ้าของร่างเดิมไม่น้อย

“และคนที่โชคร้ายไปด้วยก็กลายเป็นฉัน…ข้า… กลายเป็นข้า” พูดจบหญิงสาวก็ถอนหายใจออกมา สีหน้าดูเหนื่อยใจพอสมควร แต่บัดนี้นางค่อยๆ เชื่อมโยงกับเจ้าของร่างเดิมทีละน้อย ผ่านความทรงจำที่ผ่านเข้ามา

เป็นโชคดีที่นางมีโอกาสครั้งที่สอง แต่โชคร้ายก็พุ่งเข้าหาทันที ดันได้มาอยู่ในโลกที่สิ่งในจินตนาการมีอยู่จริง ผู้ฝึกตนมีอยู่จริง อันตรายเต็มไปหมด ชีวิตคนธรรมดาแทบไม่มีค่า

ที่แย่ยิ่งกว่านั้น นางกลับเริ่มต้นด้วยการเป็นศิษย์พรรคมารที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ เป็นศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลก นี่เป็นสถานะที่อันตรายเข้าไปใหญ่

กลิ่นอายของผู้ฝึกวิถีมารอาจปกปิดได้ แต่ไม่อาจลบออกได้ ยกเว้นว่าจะทำลายการฝึกฝนทั้งหมดและเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ซึ่งนั่นอาจทำให้บาดเจ็บภายในร้ายแรง ต่อให้ไม่ตายในทันที แต่สภาพเช่นนั้นจะอยู่รอดในโลกใบนี้ได้อย่างไร?

ลู่เสวียอวี่นิ่วหน้า ขมวดคิ้วเครียด ไม่ใช่ว่านางรังเกียจวิถีมาร เพราะคนต่างโลกอย่างนางรู้ดีว่า จะดีจะชั่วอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิธีที่ฝึกฝนเสมอไป

แต่ถ้าเลือกได้ นางก็ไม่อยากเป็นศิษย์พรรคมารเช่นนี้ เพราะชีวิตที่สองที่ได้มาใหม่นั้นอาจจะอยู่ได้ไม่ยืดนัก

กึง กึง กึง

เสียงเคาะดังมาจากด้านหน้ากระท่อมหลังใหญ่ ศิษย์คนอื่นๆ พากันหันไปมอง รวมถึงลู่เสวียอวี่ด้วย

“ได้เวลาแล้ว ออกมาให้ไว!” เสียงตะโกนของผู้ชายที่ดูแหบแห้งดังขึ้นด้านนอก ไม่ได้แสดงความสุภาพ แต่ก็ไม่ได้หยาบคายมากนัก

ทุกคนหยุดชะงัก หลายคนรีบจัดเสื้อผ้าเป็นครั้งสุดท้าย บางคนรีบโยนของในมือไว้ข้างๆ แค่เพียงไม่กี่อึดใจ ทุกคนต่างทยอยมุ่งหน้าไปที่หน้าประตูโดยไม่มีใครกล้าอืดอาด

ลู่เสวียอวี่นิ่งงัน อดงุนงงกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันไม่ได้ ทุกคนกำลังไปไหนกัน?

ก่อนหน้านี้นางสังเกตเห็นแล้วว่าทุกคนดูรีบๆ ดูกำลังเตรียมตัวจะทำอะไรบางอย่าง แต่เพราะสถานการณ์ที่เพิ่งข้ามมาอยู่ในร่างผู้อื่นในโลกที่ค่อนข้างแฟนตาซีเช่นนี้ทำให้ไม่ทันได้มีโอกาสทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมในวันนี้

'ใช่แล้ว! พิธีอาบโลหิตใต้แสงจันทร์! บ้าเอ๊ย!' ลู่เสวียอวี่เบิกตากว้างทันทีเมื่อลองค้นความทรงจำและนึกขึ้นได้

นี่คือพิธีของพรรคจันทราโลหิตที่จะจัดขึ้นทุกปี ให้ศิษย์ทุกคนลงไปในบ่อเพื่ออาบของเหลวสีแดง ซึ่งคือเลือดของเหยื่อที่ล่ามาตลอดทั้งปีผสมกับสมุนไพรและพืชวิเศษหลายชนิด

มันจะช่วยให้ศิษย์ในพรรคสามารถพัฒนาพลังได้อย่างก้าวกระโดด แน่นอนว่ามีหลายบ่อหลายประเภท มีทั้งบ่อที่มีความเข้มข้นของพลังงานต่ำ ไปจนถึงบ่อที่มีความเข้มข้นของพลังงานสูง แบ่งไปตามระดับของศิษย์ในพรรค

ปัจจุบันลู่เสวียอวี่อยู่ภายในพรรคมาหกปีแล้ว และเพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกระดับอาวุโสในปีนี้ ฉะนั้นจึงมีการเปลี่ยนบ่อโลหิตเป็นบ่อที่มีความเข้มข้นสูงขึ้น

นั่นควรจะเป็นข่าวดี…เพราะความเข้มข้นของบ่อโลหิตยิ่งสูงก็ยิ่งช่วยในการพัฒนาการฝึกฝน

แต่สำหรับลู่เสวียอวี่…มันไม่ใช่

พรสวรรค์ที่ต่ำทำให้นางติดอยู่ในขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิตขั้นที่สามมาเกือบปี นั่นไม่ใช่ระดับพลังที่เหมาะสมจะข้ามขั้นไปยังบ่อโลหิตใหม่

มิหนำซ้ำ ร่างกายของนางยังได้รับบาดเจ็บไม่หายดี ยากอย่างยิ่งที่จะทนต่อความเข้มข้นของบ่อโลหิตใหม่นี้ได้

อย่างเบาที่สุด แทนที่นางจะได้รับประโยชน์ อาจจะบาดเจ็บหนักกว่าเก่า

ถ้าโชคร้าย นางอาจจะตายกลายเป็นเครื่องบำรุงกำลังของศิษย์คนอื่นในบ่อเดียวกันไปเสียด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าจะไม่มีการอะลุ่มอล่วยหรือช่วยเหลือกันแต่อย่างใด ในที่แห่งนี้ คนที่ไร้ประโยชน์ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่

ลู่เสวียอวี่กัดฟันแน่น กล้ามเนื้อบนใบหน้าแข็งเกร็ง มองตามศิษย์คนอื่นที่กำลังทยอยเดินออกไปด้านนอกจนเกือบจะหมด เหลือคนที่ยังไม่ได้ออกแค่ไม่กี่คนเท่านั้น

ในใจของลู่เสวียอวี่ร่ำร้องว่าไม่อยากไป อยากจะหนีไปให้ไกล แต่นางรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้…

ที่นี่คือพรรคมาร มีความป่าเถื่อนทุกประเภทรออยู่

จงรู้ว่าคนที่มาตะโกนเรียกหน้าประตูนั่นคือศิษย์สายในที่ได้รับหน้าที่ให้มารวบรวมศิษย์สายนอกให้เข้าไปร่วมพิธี สถานะของนางกับอีกฝ่ายต่างกันมาก การที่อีกฝ่ายจะสังหารศิษย์ปลายแถวไร้พรสวรรค์สักคน แทบไม่ต้องรับโทษใดๆ

และไม่ใช่แค่เฉพาะสถานะที่แตกต่างกัน ความแข็งแกร่งเองก็ด้วย ศิษย์ที่อ่อนแอที่สุดในศิษย์สายใน ยังต้องอยู่ใน 'ขอบเขตขัดเกลาโลหิต' เป็นอย่างน้อย เหนือกว่าขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิตหนึ่งขอบเขตใหญ่

หากนางทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองใจแม้เพียงเล็กน้อย อีกฝ่ายสามารถสังหารนางจนตายได้เพียงแค่หมัดเดียว

ใจนางไม่อยากไป แต่รู้ดีว่าถ้าไม่รีบออกไปตอนนี้หรือพยายามหนีไป ไม่ต้องรอให้ถึงพิธีอาบโลหิตใต้แสงจันทร์หรอก คงเป็นตอนนี้นี่เองที่นางจะกลายเป็นศพทันทีที่ข้ามมิติมา

ร่างผอมใช้มือยันตัวขึ้น พยายามฝืนอดทนต่อความเจ็บปวดที่หน้าอก ลุกขึ้นและเดินตามคนอื่นๆ ออกไปด้านนอกกระท่อม

โชคดีที่เจ้าของร่างเดิมสวมชุดคลุมเครื่องแบบของศิษย์พรรคเอาไว้อยู่แล้ว ลู่เสวียอวี่จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดและรีบจ้ำเท้าตามศิษย์คนสุดท้ายที่เพิ่งเดินออกจากประตูไปได้ทันท่วงที

ทั้งหมดตั้งกลุ่มและเดินตามศิษย์สายในคนดังกล่าวไป ระหว่างทางมีแวะรวบรวมศิษย์สายนอกแถบนี้อีกสี่ห้ากลุ่ม ก่อนจะมุ่งหน้าลึกเข้าไปยังลานพิธีด้านในของพรรค

ลู่เสวียอวี่เดินเกาะกลุ่มตามคนอื่นๆ ไปอย่างเงียบๆ พลางมองขึ้นไปบนฟ้าด้วยความทึ่ง

ท้องฟ้าโปร่งโล่ง ไม่มียอดไม้บดบัง มองขึ้นไปเห็นดวงจันทร์สองดวงลอยคู่กันกลางฟ้าพอดิบพอดี

แม้จะมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่พอมาได้เห็นพระจันทร์สองดวงพร้อมกัน ก็รู้สึกไม่ชินตาและน่าพิศวงจริงๆ นี่ยิ่งช่วยย้ำชัดว่า โลกที่นางอยู่ในตอนนี้ เป็นคนละโลกกับที่ที่นางจากมาแน่นอน


ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงลานพิธีที่จะเปิดเฉพาะช่วงนี้ของทุกปี

มันเป็นลานโล่งกว้างกลางแจ้ง มีบ่อเล็กใหญ่มากมายกระจายตัวกันอยู่หลายสิบบ่อ แบ่งออกเป็นหลายส่วนตามระดับศิษย์ กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของลานไปหมด นอกจากนี้ยังมี แท่นตรงกลางซึ่งปักธงผืนใหญ่ที่มีสัญลักษณ์วงกลมสีแดงปลิวไสวใต้สายลมด้วย

อากาศภายนอกหนาวเย็น น่าขนลุกแปลกๆ มองไปรอบๆ จะเห็นว่ามีศิษย์มากมายกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ ไม่ใช่แค่กลุ่มของลู่เสวียอวี่ ต้องบอกเลยว่าพิธีนี้เป็นการรวมตัวของสมาชิกเกือบทั้งหมดของพรรคจันทราโลหิต ซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าพันชีวิต

เมื่อทุกคนมาครบ เหล่าผู้อาวุโสก็จัดแจงแยกศิษย์ไปตามลำดับเพื่อให้ไปยังบ่อที่ตรงกับสถานะของตัวเอง รองประมุขพรรคที่ยืนมองจากแท่นสูงแสดงสีหน้าเมินเฉย ไม่ได้ให้ความสนใจศิษย์ส่วนใหญ่มากนัก เขามองแต่กลุ่มของศิษย์หลักที่กระจุกกันอยู่ที่บ่อโลหิตใหญ่แห่งหนึ่ง

ลู่เสวียอวี่ถูกพาตัวไปรวมกับกลุ่มศิษย์สายนอกอาวุโส ไม่มีโอกาสได้เล่นเล่ห์เหลี่ยมแม้แต่น้อย

ตรงหน้าของนางเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ ด้านในมีของเหลวสีแดงซึ่งส่งกลิ่นสมุนไพรเข้มข้น…แต่ก็ไม่สามารถกลบกลิ่นคาวอันน่าขยะแขยงได้มิด

พิธีถูกประกาศให้เริ่มต้น ผู้อาวุโสที่ควบคุมพื้นที่บริเวณใกล้เคียงสั่งให้ศิษย์ทุกคนลงไปในบ่อ

รอบๆ ตัวของลู่เสวียอวี่มีศิษย์หลายประเภท พวกที่เป็นศิษย์สายนอกมานานไม่ได้มีอาการลังเล พวกเขากระโจนลงไปทันทีที่พิธีเริ่ม คนเหล่านี้ไม่เกรงกลัวความเข้มข้นของบ่อโลหิตตรงหน้า คิดแค่ว่าจะต้องดูดซับพลังงานในบ่อให้ได้ก่อนคนอื่นก็เท่านั้น

อีกส่วนยังคงยืนยึกยักลังเลอยู่ข้างบ่ออยู่ชั่วครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวลงไปในบ่อ

พวกนี้อ่อนแอกว่า ส่วนใหญ่จะคล้ายกับลู่เสวียอวี่ นั่นคือมีพรสวรรค์ต่ำ พัฒนาฐานการบ่มเพาะได้ไม่มาก แต่เพิ่งกลายเป็นศิษย์สายนอกอาวุโสได้ก็เพราะอยู่ในพรรคมาหลายปีเท่านั้น

“อ๊ากกกก”

เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บดังระงมในทันที พวกที่เพิ่งลงไปต่างดิ้นทุรนทุราย ราวกับลงไปในหม้อน้ำเดือดจัด

แน่นอนว่ากลุ่มที่มั่นใจและลงไปก่อนก็ใช่ว่าจะไม่เจ็บปวดทรมาน เพียงแต่พวกนั้นสามารถอดทนได้มากกว่า อย่างน้อยก็ยังพอยืนหยัดได้

เมื่อเห็นภาพนั้น ลู่เสวียอวี่ก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ลมหายใจรุนแรงขึ้น

แน่นอนว่านางไม่อยากลงไปเลย แต่นางเป็นคนเดียวในจุดนี้แล้วที่ยังยืนอยู่ข้างบ่อ สายตาคมกริบของผู้อาวุโสของพรรคที่คอยดูแลบริเวณนี้ก็จับจ้องมาที่นาง ทำเอาขนลุกซู่ไปทั่วร่าง

หญิงสาวเม้มปากแน่น ฝ่ามือเย็นเฉียบ แต่ไร้หนทางถอย คิดในใจว่าไปตายเอาดาบหน้า ดีกว่าโดนผู้อาวุโสพรรคมารสับตายเสียตอนนี้

ขาสั่นเทา แต่ลู่เสวียอวี่ก็ยังก้าวลงไปในบ่อ

ทันทีที่ร่างสัมผัสของเหลวในบ่อ ความปวดแสบปวดร้อนก็แล่นปราดไปทั่วผิวหนัง ราวกับหนังถูกลอก ผิวถูกเผา หญิงสาวอ้าปากกรีดร้อง ไม่ต่างจากศิษย์พรรคมารพรสวรรค์ต่ำตมคนอื่นที่ลงมาก่อนหน้า

ลู่เสวียอวี่พยายามใช้วิชาตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเพื่อปกป้องตัวเอง แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนัก เพียงแค่ลดความแสบที่ผิวไปได้แค่ประมาณหนึ่งถึงสองส่วนเท่านั้น

ร่างของนางค่อยๆ จมลึกลงไปอย่างช้าๆ จนของเหลวสีเลือดเกือบจะกลืนนางไปทั้งตัว หญิงสาวตะเกียกตะกายลอยคออยู่ที่ผิวน้ำ แผงขนตาสั่นระริก ดวงตาแสดงความตื่นตระหนก ความเจ็บปวดมันเกินกว่าจะบรรยาย สุดท้ายก็เริ่มจะทนไม่ไหว เหมือนสารในของเหลวสีแดงมันแทรกเข้าไปกัดทำลายถึงด้านในของนางแล้ว

ไม่นานเสียงของลู่เสวียอวี่ก็หายไป ไม่รู้เมื่อไหร่ แต่นางจมลงไปในของเหลวสีแดงเลือดจนหมดสิ้นแล้ว ความทรมานยิ่งทวีคูณจนอยากจะตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

ในเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ ผิวด้านนอกของนางก็ถูกกัดกร่อนไม่เหลือสภาพดี คาดว่าอีกไม่นานคงได้ถูกละลายกลายเป็นสารสำคัญในของเหลวสีแดง เสริมความเข้มข้นของเลือดในบ่อให้เต็มไปด้วยพลังงาน

แน่นอนว่าไม่มีใครสนใจสิ่งนี้ อย่างไรศิษย์ในพรรคก็มีมากมายอยู่แล้ว ถ้าตายไปสักหน่อยแต่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ศิษย์ที่เหลือรอด ก็นับเป็นประโยชน์อย่างถึงที่สุดแล้ว

คนอ่อนแอย่อมถูกกำจัดออกและเก็บไว้แค่คนที่แข็งแกร่งเท่านั้น นี่คือหลักการของพรรคจันทราโลหิต

'นี่ข้า…กำลังจะตายอีกครั้งงั้นหรือ?' สมองของลู่เสวียอวี่เริ่มว่างเปล่า นางไม่มีแรงจะต่อสู้อีกแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงความสิ้นหวัง

ทว่า…ในห้วงสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบ เสียงแข็งทื่อไร้อารมณ์เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของลู่เสวียอวี่ ฟังดูชัดเจนราวกระซิบอยู่ข้างหู ทั้งๆ ที่หญิงสาวไม่สามารถได้ยินสรรพเสียงใดๆ มานานแล้ว

“พลังงานขั้นพื้นฐานถูกบรรจุ ขณะนี้ 'ระบบช่วยเหลือข้ามมิติ v2.1-RC1' เปิดใช้งานแล้ว”

หัวใจของหญิงสาวกระตุก แม้นางจะแทบไม่มีสติหลงเหลือแล้ว แต่ลึกๆ กลับรู้สึกดีใจอย่างน่าประหลาด

เสี้ยววินาทีต่อมา เสียงเดิมก็ยังคงดังต่อไป

“ตรวจพบเงื่อนไขของโฮสต์ กำลังตรวจสอบการอัปเดตแพทช์…”

“การอัปเดตแพทช์ล้มเหลว…ระบบช่วยเหลือข้ามมิติจะทำการปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมปัจจุบัน”

“สำเร็จ! ขณะนี้ระบบช่วยเหลือข้ามมิติได้เปลี่ยนเป็น ‘ระบบมารไร้เทียมทาน’ เป็นการถาวร และมอบรางวัลสำหรับการใช้งานครั้งแรกให้เป็น ‘ร่างหยินพิสุทธิ์’ แก่โฮสต์โดยอัตโนมัติ”

สิ้นเสียง ลู่เสวียอวี่ก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของร่างกาย ความเย็นปรากฏขึ้นที่กลางลำตัว ก่อนจะค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วร่าง

แตกต่างจากความร้อนแผดเผาก่อนหน้าเป็นคนละขั้ว ความเย็นเยียบนี้กลับให้ความรู้สึกถึงการเยียวยา มันค่อยๆ ขับไล่ความปวดแสบปวดร้อนที่เกิดขึ้นทั่วร่างของหญิงสาวไปอย่างช้าๆ

บทที่ 2 ไม่ตาย

สามีโปรดเข้าใจ ข้ามิได้อยากเป็นมารสวรรค์ 2 ไม่ตาย

หลังจากเสียงแข็งทื่อไร้อารมณ์นั้นดับลง ความเงียบก็เข้ามา แต่ไม่ใช่ความเงียบที่ไร้ซึ่งความหวังเหมือนอย่างก่อนหน้านี้

ความเย็นเยียบแผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดทรมานทุเลาลงเป็นอย่างมาก และสติของลู่เสวียอวี่ก็ค่อยๆ ฟื้นกลับคืนมา

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เหมือนกันในระหว่างนั้น แต่หญิงสาวเริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง

ร่างกายที่เคยผุกร่อนได้ฟื้นฟูกลับมา แม้จะยังมีอาการบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่หายดีแล้ว ที่สำคัญคือ ร่างกายนี้เหมือนได้กลายเป็นร่างกายใหม่โดยสิ้นเชิง

มันเบาสบายอย่างยิ่ง ความอ่อนล้าที่เคยเกาะกินจิตใจและร่างกายค่อยๆ หายไป พร้อมกับพลังที่เพิ่มพูนอย่างไม่เคยมีมาก่อน

สิ่งสกปรก สิ่งอุดตันตามเส้นทางการเดินพลังและเส้นชีพจรถูกทำลาย กล้ามเนื้อก็ยืดหยุ่นและแข็งแรง แตกต่างจากร่างกายเดิมของนางราวฟ้ากับเหว

ถ้าเปรียบกับเครื่องกล ร่างกายในตอนนี้ก็เป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่สมรรถนะดีเยี่ยม ส่วนร่างกายเดิมไม่ต่างไปจากเครื่องยนต์ตกยุคไปหลายสิบปีที่แทบจะไม่ทำงานแล้ว

เมื่อความตึงเครียดผ่านพ้นไป ร่างของลู่เสวียอวี่เริ่มดำเนินเคล็ดวิชาตามความเคยชินของเจ้าของร่างเก่าโดยอัตโนมัติ พลังงานโดยรอบพลันถาโถมเข้ามา พริบตาเดียวอาการเจ็บปวดก็ได้หายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงแค่ความอบอุ่นที่ทะลักเข้ามา

ร่างของนางสั่นสะท้าน ดูดซับพลังงานและสารสำคัญในของเหลวสีแดงเลือดรอบตัวเข้ามาอย่างหิวกระหาย ราวกับมันไม่ได้ดื่มกินของอันเอร็ดอร่อยเช่นนี้มานานแล้ว

ลู่เสวียอวี่อิ่มเอิบกับพลังใหม่นี้จนตกอยู่ในภวังค์และปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไป อย่างไรเสียนางก็ไม่จำเป็นต้องทนเจ็บปวดแล้ว สภาวะในตอนนี้รู้สึกดีกว่ามากจริงๆ

ในภวังค์ นางยังรู้สึกได้รางๆ อีกว่าตนกำลังจะเข้าสู่จุดที่เคยไปถึงมาก่อน นางกำลังพัฒนาระดับขั้น!

ปัง!

เพียงลมหายใจเดียวเท่านั้น ร่างกายใหม่ก็ดูดซับพลังจนพัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นไปหนึ่งขั้นในทันที

จากที่เคยติดอยู่ในขั้นที่สามของขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิตมาเป็นปี ในที่สุดนางก็ฝ่าฟันขั้นย่อยเข้าสู่ขั้นที่สี่ได้สำเร็จ!

ลู่เสวียอวี่ที่ประสบความสำเร็จครั้งหนึ่งแล้วก็ยังไม่ออกจากภวังค์ ยังมีพลังงานและคุณค่ามากมายเหลืออยู่ในของเหลวเหล่านี้ จะปล่อยให้มันไร้ค่าได้เช่นไร? อย่างน้อยร่างกายใหม่นี้ก็ไม่ยินยอม มันยังคงดูดซึมพลังงานเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม

หลายอึดใจผ่านไป ฐานพลังที่เพิ่มขึ้นมากลับเสถียรได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับเพิ่มพูนความแข็งแกร่งต่อไปอย่างไม่รอช้า ชั่วครู่เดียวก็ถึงจุดสูงสุดของขั้นที่สี่เป็นที่เรียบร้อย

พริบตาต่อจากนั้น ลู่เสวียอวี่ก็บรรลุขั้นที่ห้าของขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิต และแน่นอน…มันยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ระดับพลังของหญิงสาวยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาระดับขั้นสูงขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

นี่เป็นความเร็วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับเจ้าของร่างเดิมแม้จะผ่านพิธีอาบโลหิตใต้แสงจันทร์มาหลายครั้งก็ตาม

อาจเป็นเพราะร่างกายใหม่ที่เสียงลึกลับไร้อารมณ์มอบให้นี้ ชะตากรรมของหญิงสาวจึงเปลี่ยนไป

จากที่จะตายกลับกลายเป็นรอด และหลังจากรอดตายก็เหมือนฟ้าหลังฝน ได้รับความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เวลาที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้ร่างกายของลู่เสวียอวี่ดูดซับพลังงานน้อยลงเลย มีเพียงของเหลวสีแดงภายในบ่อเท่านั้นที่อ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหรือตัวยาเข้มข้น ล้วนเจือจางลงอย่างรวดเร็วจนผิดปกติ

แสงจันทร์สาดส่องบนพื้นผิวของบ่อโลหิต บัดนี้สีของมันไม่ได้แดงเข้มอย่างเคย เนื้อสัมผัสที่เคยข้นคลั่กก็จางลงอย่างเห็นได้ชัด

มันเริ่มใสขึ้นเรื่อยๆ จนเชื่อได้เลยว่าอีกไม่นานคงจะสามารถมองทะลุไปจนเห็นก้นบ่อได้…หากทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้

ในขณะที่ลู่เสวียอวี่ยังคงหลับตาพริ้มซึมซับทุกอย่างอย่างไม่เลือกหน้า หารู้ไม่ว่าศิษย์คนอื่นที่ยังอยู่ในบ่อเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

พลังงานที่พวกเขาดูดซับได้ ยิ่งนานไปยิ่งลดลง ไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น

คนส่วนใหญ่รู้สึกตัว แต่พวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น มีอะไรผิดปกติกับบ่อโลหิตที่พวกเขากำลังแช่ตัวอยู่หรือไม่?

จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พอจะเข้าใจสาเหตุ คือคนที่แช่ตัวอยู่ใกล้กับลู่เสวียอวี่ พวกเขาสัมผัสได้เลยว่าพลังงานทั้งหมดไหลบ่าไปยังศิษย์หญิงคนหนึ่ง

ความสามารถในการดูดซับของพวกเขารวมกัน ยังไม่เท่ากับแรงดูดเพียงอึดใจเดียวของหญิงสาวเลย ทรัพยากรภายในบ่อแทบจะเทไปที่หญิงนางนี้เกือบจะทั้งหมด ส่งผลให้คนอื่นตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก

แต่รู้ตัวต้นเหตุก็ได้แค่รู้ตัวต้นเหตุ พวกเขาได้แต่กัดฟันอดทนและตั้งหน้าตั้งตาดูดซับสาระสำคัญในบ่อโลหิตต่อไปเท่าที่จะทำได้

พิธีอาบโลหิตใต้แสงจันทร์นั้นเป็นพิธีใหญ่ประจำปีของพรรคจันทราโลหิต

แม้คนในพรรคมารจะโหดร้าย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้ความ พวกเขาสามารถบันดาลโทสะสังหารผู้อื่นด้านนอกได้ แต่ไม่ใช่ในพิธีใหญ่ เว้นแต่ว่าศิษย์ผู้นั้นจะตายเองเนื่องจากทนตัวยาในบ่อโลหิตไม่ไหว เวลานี้ห้ามขัดขวางหรือสังหารผู้อื่นเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษขั้นร้ายแรง

สิ่งที่พวกเขาทำได้จึงมีเพียงการจ้องมองลู่เสวียอวี่ด้วยแววตาอาฆาต และรีบกลับไปอยู่กับตัวเอง พยายามช่วงชิงเศษเสี้ยวพลังงานที่เหลืออยู่ก่อนที่มันจะหมดลง ไม่มีเวลาให้เสียสมาธิอีก

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแย่ไปเสียทั้งหมด

สำหรับศิษย์ที่เคยอยู่ในตำแหน่งนี้มาก่อน เรียกได้พวกเขาเสียผลประโยชน์อย่างแน่นอน

ทว่ากลุ่มคนที่เพิ่งเลื่อนขึ้นมาเป็นศิษย์สายนอกอาวุโส ถ้าไม่นับกลุ่มที่ตกตายกลายเป็นเศษเนื้อไปก่อนแล้ว นี่กลับกลายเป็นข่าวดีของพวกเขา

เนื่องจากความเข้มข้นของสระเลือดน้อยลง ความรุนแรงในการทำลายเนื้อหนังของมันก็ลดลงไปด้วย หลายคนที่กำลังฝืนอดทนจากความเจ็บปวดทรมาน เหมือนได้รับการเยียวยา

กลายเป็นว่าการกระทำอย่างไม่ตั้งใจของลู่เสวียอวี่ได้ทำให้ศิษย์หลายคนรอดพ้นจากความตาย!

บ่อของลู่เสวียอวี่ยามนี้จึงกลายเป็นสงบนิ่ง

ไม่มีเสียงร้องทุกข์ทรมานให้ได้ยิน คนที่ยังพอสู้ไหว ก็ตั้งมั่นอยู่กับตนเอง พยายามแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรให้ได้มากที่สุด ไม่มีใครยอมแพ้ใคร

สถานการณ์เช่นนี้ย่อมเตะตาผู้อาวุโสของพรรคที่คอยดูแลพื้นที่แถบนี้

ชายชราในชุดคลุมสีดำแดงเริ่มเห็นถึงความผิดปกติของบ่อโลหิตในการเฝ้าดูแลของตน เขาสาวเท้าเข้ามายังบ่อที่มีปัญหาและจับจ้องบ่อโลหิตบ่อนี้ด้วยสายตาเพ่งพินิจ แสดงท่าทีเคร่งขรึมอยู่พักใหญ่

คิ้วของชายชรากระตุก ดวงตาหรี่ลง จ้องไปยังร่างหนึ่งที่หลับตาพริ้มอยู่ใต้น้ำ ในที่สุดเขาก็พบปัญหา!

ชายชรายังคงสังเกตอยู่อีกพักหนึ่งเพื่อความแน่ใจ ดวงตาส่ายไปมาเพื่อขบคิด ก่อนที่จะตัดสินใจเดินออกไปเรียกผู้อาวุโสคนอื่นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้มาตรวจดูศิษย์หญิงที่มีปัญหานี้

“มาดูนี่เถอะ… บ่อนี้มีบางอย่างผิดปกติ”

ชายชราที่เพิ่งไปตามผู้อาวุโสของพรรคคนอื่นๆ กล่าวขึ้น กลุ่มผู้อาวุโสหกเจ็ดคนที่เดินตามหลังของเขามาก็หยุดลงที่ข้างบ่อ พวกเขาต่างจ้องมองลงไปเพื่อสังเกตดูความผิดปกติตามที่ชายชราผู้ดูแลบ่อได้บอก

พวกเขาขมวดคิ้วหลังจากได้เห็นความผิดปกติและตัวต้นเหตุที่ทำให้ทั้งบ่อผิดปกติ

“นางคือต้นเหตุของความผิดปกติสินะ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่เพิ่งมาถึงพูดพึมพำ

“นางกำลังเพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว…ทำไมนางถึงดูดซับพลังงานในบ่อโลหิตได้มากขนาดนี้ นี่เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิตจะทำได้หรือ?” ผู้อาวุโสอีกคนกล่าวขึ้นมา เขาดูงุนงงไม่น้อย

แม้บ่อโลหิตบ่อนี้จะไม่ใช่บ่อโลหิตที่มีความเข้มข้นสูงอะไรในสายตาของผู้อาวุโสของพรรคจันทราโลหิต พวกเขาบางคนอาจจะสามารถดูดซับพลังงานบ่อระดับนี้ด้วยความเร็วที่มากกว่านี้ด้วยซ้ำ

แต่พวกเขาเป็นใคร? สมาชิกระดับสูง เป็นกลุ่มผู้ฝึกตนวิถีมารที่แทบจะแข็งแกร่งที่สุดในพรรคแล้ว ฐานการบ่มเพาะสูงส่งกว่าเหล่าศิษย์ที่อยู่ในบ่อโลหิตพวกนั้นตั้งเท่าไหร่ ถ้าดูดซับตัวยาในบ่อโลหิตชั้นต่ำได้เชื่องช้า ก็คงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

แต่กับศิษย์หญิงที่อยู่ด้านล่างนั่น อีกฝ่ายเป็นแค่ศิษย์สายนอก สถานะไม่ต่างไปจากคนใช้แรงงาน ฐานการบ่มเพาะก็เป็นแค่ขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิต ความสามารถในการดูดซับพลังงานเช่นนี้มันคืออะไรกัน?!

มีเสียงกระซิบกระซาบในหมู่ผู้อาวุโส เหมือนกำลังถกเถียงเรื่องความผิดปกติดังกล่าว

“บางที…อาจจะเป็นที่ร่างกายของนาง นางน่าจะมีร่างกายพิเศษ” เสียงดังมาจากด้านข้าง ถัดไปจากกลุ่มผู้อาวุโส

ร่างของชายวัยกลางคนที่ไว้ผมยาว สวมชุดคลุมคล้ายผู้อาวุโสแต่มีความแตกต่างเล็กน้อย ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาร่วมวง

“ท่านรองประมุข!” กลุ่มผู้อาวุโสที่จับกลุ่มคุยกันอยู่ข้างบ่อต่างก็หันขวับ และรีบก้มหัวทำความเคารพชายที่เข้ามาใหม่ทันที พวกเขาไม่คาดคิดว่ารองประมุขพรรคจันทราโลหิตจะให้ความสนใจศิษย์ชั้นต่ำในบ่อโลหิตบ่อนี้ด้วย

ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่ารองประมุขแค่สะบัดมือเบาๆ เพื่อตอบรับ แต่สายตาของเขาจ้องมองไปที่ลู่เสวียอวี่ที่อยู่ใต้ของเหลวสีเลือดโดยไม่ละสายตา

กว่าทุกคนจะรับฟังคำพูดของรองประมุขพรรคเข้าไปในหัวได้ ก็ผ่านไปสักพักหนึ่ง

ชายชราที่พบสิ่งผิดปกติคนแรกเกิดความสงสัย จึงเอ่ยถามออกไป “ถ้านางมีร่างกายพิเศษ…เหตุใดจึงเป็นแค่ศิษย์ชั้นต่ำ หรือมีข้อผิดพลาดในขั้นตอนการรับสมัครศิษย์?”

รองประมุขผมขาวนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเอ่ยปากออกมา “ร่างกายพิเศษมีหลายประเภท บ้างก็โดดเด่นตั้งแต่แรก บ้างก็หลบซ่อนการตรวจสอบได้ดี บ้างก็ต้องการสิ่งกระตุ้นที่เหมาะสม บางทีร่างกายของนางอาจจะเพิ่งตื่นขึ้นก็ได้”

“ข้าไม่รู้ว่านางมีร่างกายชนิดใด แต่ดูจากความสามารถในการดูดซับพลังงานในบ่อโลหิตแล้ว ร่างกายนี้ต้องมีความสามารถที่ไม่ธรรมดา” รองประมุขพรรคจันทราโลหิตหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ดูเหมือนว่าพรรคของเราจะมีศิษย์มากพรสวรรค์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน”

“หลังจากจบพิธี….พวกเราจะต้องตรวจสอบนางให้ละเอียด” รองประมุขผมยาวกล่าวด้วยเสียงทุ้ม ดวงตาที่มองจ้องไปที่บ่อโลหิตเต็มไปด้วยความคาดหวังบางอย่าง

บทที่ 3 ได้รับความสนใจ

สามีโปรดเข้าใจ ข้ามิได้อยากเป็นมารสวรรค์ 3 ได้รับความสนใจ

ผู้อาวุโสต่างก็ผงกหัวให้กับคำกล่าวที่รองประมุขพรรคจันทราโลหิตกล่าวเอาไว้ในตอนสุดท้าย ต่อให้ความเห็นสุดท้ายไม่ใช่ว่าศิษย์หญิงตัวต้นเหตุมีร่างกายพิเศษ แต่พวกเขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องตรวจสอบอีกฝ่ายอย่างละเอียดหลังจากจบพิธี ฉะนั้นทุกคนจึงเห็นด้วยกับรองประมุขพรรคไปโดยปริยาย

เพียงแต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้อาวุโสแต่ละคนถกเถียงกันก่อนหน้านี้แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป…

“พวกเราควรจะหยุดนางหรือไม่?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเป็นตัวแทนเอ่ยถามชายวัยกลางคนผมยาวที่มีอำนาจที่สุดในที่แห่งนี้ เพื่อรับความเห็นจากอีกฝ่าย

เนื่องจากการที่มีตัวปัญหาอย่างศิษย์หญิงอยู่ภายในบ่อโลหิตบ่อนี้ ศิษย์คนอื่นๆ จึงแทบไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ อย่างที่ควรจะเป็น ไหนจะศิษย์อ่อนแอที่สมควรถูกกำจัดทิ้งไปแล้วนั่นอีก เพราะเหตุผิดปกติดังกล่าวจึงทำให้พวกมันรอดชีวิต

จะเห็นได้ว่าทุกอย่างปั่นป่วนไปหมดเพียงเพราะคนเพียงคนเดียว ก่อนหน้านี้เหล่าผู้อาวุโสจึงคิดกันว่าจะต้องจัดการอะไรสักอย่างหรือไม่เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

รองประมุขพรรคเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยหางตา ก่อนจะส่ายศีรษะน้อยๆ “ไม่ต้อง คนที่มีความสามารถมากกว่าย่อมได้ประโยชน์มากที่สุด เรื่องนี้คงกล่าวโทษได้แค่ว่าโชคชะตาของพวกมันเลวร้ายเกินไปหน่อยที่ถูกกำหนดให้มาอยู่ในกลุ่มเดียวกับนาง”

แน่นอนว่าที่ชายวัยกลางคนผมยาวกล่าวนั้นย่อมหมายถึงกลุ่มศิษย์สายนอกภายในบ่อคนอื่นๆ

ภายในพรรคมารไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของคำว่าเท่าเทียมอยู่แล้ว ใครแข็งแกร่งกว่า ใครเอาตัวรอดได้ดีกว่า ย่อมได้รับโอกาสมากกว่าอยู่แล้ว ไม่ว่าทุกย่างก้าวที่สูงขึ้นไปจะเต็มไปด้วยคาวเลือดมากแค่ไหน

เมื่อรองประมุขพรรคพูดเช่นนี้ก็ถือเป็นข้อสรุป ผู้อาวุโสทุกคนจึงเงียบปากและไม่ได้พูดอะไรอีก

ถ้าหากว่ากลุ่มที่เสียประโยชน์เป็นศิษย์หลักหรือศิษย์สายในที่ได้รับความคาดหวังสูง เรื่องอาจจะเป็นอีกอย่าง แต่นี่แค่ศิษย์สายนอกกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้มีค่าอะไรนัก เพื่อประโยชน์ของศิษย์ที่จะมีคุณค่ามากกว่า ย่อมสามารถปล่อยศิษย์ไร้ประโยชน์เหล่านี้ให้การฝึกฝนล้าหลังได้

ขณะที่รองประมุขพรรคจันทราโลหิตและผู้อาวุโสกำลังจับกลุ่มเฝ้าจับตาดูอยู่ริมบ่อ ในฝั่งของลู่เสวียอวี่ก็กำลังอยู่ในจุดสำคัญ ซึ่งนั่นได้ดึงดูดความสนใจของกลุ่มบุคคลระดับสูงในพรรคจันทราโลหิตให้สูงขึ้นไปอีก

ปัจจุบันพลังของลู่เสวียอวี่ปริ่มอยู่ที่ขอบของระดับที่สิบในขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิตแล้ว และดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่จุดสิ้นสุด!

คิ้วของหญิงสาวขมวดเข้าหากันแน่น มือกำแน่น แตกต่างจากท่าทางล่องลอยเบาสบายก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงที่ปล่อยให้ร่างกายโคจรพลังไปตามความเคยชินของเจ้าของเดิมมาเนิ่นนาน ดูเหมือนว่ายามนี้นางจะอยู่ในขั้นตอนที่ตึงเครียดและต้องใช้สมาธิมากกว่าปกติ

ความเครียดที่เพิ่มขึ้นได้ปลุกลู่เสวียอวี่ให้ตื่นจากภวังค์ สิ่งแรกที่รู้ได้คือความอึดอัด เหมือนอยู่ในทางตันที่ไม่สามารถไปต่อ แต่ก็กลับหลังไม่ได้

ทว่ามันก็ใช่ว่าจะไม่มีทางไปต่อเสียทีเดียว เพียงแต่ทางที่จะไปต่อไม่ได้เดินผ่านได้อย่างง่ายดายเหมือนที่ผ่านมา หญิงสาวจำเป็นต้องใช้สติเต็มที่ในการฝ่าฟันมันด้วยตัวเอง

'นี่คือสิ่งที่เรียกว่าคอขวดในการบ่มเพาะ?' ลู่เสวียอวี่ยังหลับตาแน่น สำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างของตนเองเจาะลึก และพบว่าตนเองอาจจะอยู่ในจุดที่เรียกว่าคอขวดในการบ่มเพาะตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

'เมื่อครู่ข้าเลื่อนระดับรวดเดียวมาถึงเจ็ดขั้นย่อย?' หลังจากปะติดปะต่อทุกอย่างได้ หญิงสาวก็เริ่มเข้าใจ แต่ก็อดประหลาดใจไม่ได้กับความก้าวหน้าที่รวดเร็วอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้

ต้องรู้ก่อนว่าเจ้าของร่างเดิมใช้เวลาหลายปีกว่าจะมาถึงขั้นที่สามของขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิต ทั้งๆ ที่วิถีมารขึ้นชื่อว่าเป็นการใช้ทางลัดทุกวิธี แลกด้วยทุกอย่างเพื่อความรวดเร็วในการฝึกฝน…ฉะนั้นนั่นจึงเป็นพรสวรรค์ด้านการบ่มเพาะที่ต่ำทรามโดยแท้

แต่บัดนี้นางใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม กลับเหนือกว่าหลายปีที่ผ่านมาของเจ้าของร่างเดิม ถึงจะเพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากรที่พรรคมารจัดไว้ให้คนหมู่มากก็ตาม แต่ก็บอกได้เพียงว่ามันช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน

ลู่เสวียอวี่เริ่มนึกไปถึงเสียงไร้อารมณ์ที่ตนได้ยินตอนที่โดนของเหลวสีเลือดกัดกร่อนจนเกือบจะสิ้นสติ เสียงนั่นให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก และข้อความที่มันกล่าวก็ดูน่าประหลาดใจ…

แต่ไม่ทันได้นึกคิดต่อไป หญิงสาวถูกความอึดอัดกดดันเหมือนอกจะระเบิด จึงปัดความฟุ้งซ่านทั้งหมดออกไปและกลับมาเผชิญกับสถานการณ์ปัจจุบัน

'ทางออก…ข้าต้องสร้างทางออก' ลู่เสวียอวี่พยายามนึกถึงความทรงจำที่ติดมากับกายเนื้อนี้

แต่ดูเหมือนว่าทฤษฎีต่างๆ ที่เจ้าของร่างเดิมเคยศึกษาภายในพรรค จะไม่จำเป็นต้องใช้…

บูม!

แค่เพ่งความสนใจและแผ่พุ่งพลังออกไป เส้นทางที่กั้นขวางเอาไว้ก็ถูกทลายออกจนหมด พลังที่ดูดกลืนมาอย่างตะกละตะกลามจนแทบจะล้นพลันพบช่องทางให้ระบาย และกำลังส่งนางให้ก้าวเท้าสูงขึ้นไป!

พริบตานั้นกล้ามเนื้อและอวัยวะทุกสัดส่วนของลู่เสวียอวี่ก็พัฒนาจนเหนือมนุษย์ธรรมดา เต็มไปด้วยกลิ่นอายที่น่าหวาดกลัวที่ผู้ฝึกตนตามวิถีทางปกติไม่มี

นอกจากนี้ยังกำเนิดเส้นสายพลังงานเล็กๆ ที่เริ่มแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย นี่คือหลักฐานของความสำเร็จในการก้าวข้ามไปสู่ขอบเขตใหม่!

ใช้เวลาเพียงไม่นานในบ่อโลหิต ลู่เสวียอวี่ก็สามารถก้าวผ่านจากผู้ฝึกตนมารชั้นต่ำในขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิตไปสู่ขั้นที่หนึ่งของขอบเขตขัดเกลาปราณโลหิตได้สำเร็จ!

นี่คือความสำเร็จที่เจ้าของร่างคนเก่าทำได้เพียงแค่ฝันถึง!

อย่าได้ดูถูกพลังงานสายใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา การที่ผู้ฝึกตนมีพลังงานเหล่านี้ อย่างต่ำที่สุดก็สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งและความสามารถในการต่อสู้ได้เป็นเท่าตัว และยิ่งเมื่อพัฒนาระดับขั้นย่อยให้สูงขึ้นไป มันก็ยิ่งเหนือกว่าผู้ฝึกตนวิถีมารขอบเขตหล่อเลี้ยงโลหิตหลายต่อหลายเท่า

พลังงานและสารสำคัญในบ่อถูกดูดซับอีกระลอกใหญ่จนไม่มีให้สูบอีกต่อไป

ตอนนี้ของเหลวในบ่อใสจ๋องจนแทบไม่มีคุณค่าอะไรเหลือให้ใช้ แม้แต่เหล่าศิษย์สายนอกที่อ่อนแอก็ยังไม่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาร่างกาย

การโคจรพลังของลู่เสวียอวี่เร่งร้อนในตอนแรก แต่ก็ค่อยๆ ผ่อนลงเมื่อเวลาผ่านไป พลังใหม่ของนางค่อยเข้าสู่สภาวะที่มั่นคงมากขึ้น

ร่างเพรียวบางที่ยามนี้มีกล้ามเนื้อมากขึ้นค่อยๆ ขยับเขยื้อน หญิงสาวลืมตาขึ้นอย่างช้า และพบว่าทุกคนในบ่อโลหิตได้หยุดการบ่มเพาะกันหมดแล้ว

คนที่อยู่ใกล้ๆ บางคนจ้องเขม็งมาที่นาง แต่ส่วนใหญ่ทั้งสระกำลังแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบนบ่อ แต่ละคนก็มีท่าทางแตกต่างกันไป บางคนตกใจ บางคนประหม่า และหลายคนก็รีบก้มหน้าลงแสดงความนอบน้อม

ดูเหมือนทุกคนจะเพิ่งออกจากการดูดซับพลังงานภายในบ่อในเวลาใกล้เคียงกัน และพบสิ่งที่ทำให้ตกใจเข้าพอดี

ลู่เสวียอวี่เพิกเฉยต่อสายตาของศิษย์ที่อยู่ใกล้ๆ และมองตามสายตาคนส่วนใหญ่ขึ้นไปด้านบนบ่ออย่างไม่รู้ตัว

ในที่สุดนางก็เข้าใจปฏิกิริยาของทุกคน

หัวใจหญิงสาวกระตุกวูบ เพราะสิ่งที่เห็นคือกลุ่มคนในชุดคลุมสีดำแดง มีการตัดเย็บที่พิเศษ นี่ไม่ใช่เครื่องแบบของศิษย์ในพรรค แต่เป็นของสมาชิกระดับสูง…นี่คือผู้อาวุโสพรรคจันทราโลหิต และที่เห็นคือเกือบสิบคน พวกเขามาทำอะไรกัน?!

ไม่ใช่เท่านั้น สิ่งที่ทำให้ลู่เสวียอวี่หัวใจตกไปอยู่ตาตุ่มก็เพราะทุกสายตาด้านบน ล้วนจ้องตรงมาที่นางเป็นตาเดียว!

โดยเฉพาะชายวัยกลางคนผมยาวที่อยู่ด้านหน้าสุด ลู่เสวียอวี่ประสานสายตากับอีกฝ่ายเข้าโดยบังเอิญ สามารถเห็นได้ชัดเจนว่ามีความคิดมากมายเก็บงำไว้ในดวงตาคู่นั้น

นั่นแทบอยากให้นางกระโจนหนีออกจากบ่อโลหิตไปเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าต่อหน้ากลุ่มผู้กุมอำนาจภายในพรรค แม้หญิงสาวจะพัฒนาระดับขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด แต่ตอนนี้นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

'ซวยแล้ว' ภายในใจของลู่เสวียอวี่ร่ำร้องว่าย่ำแย่แล้ว ไม่ต้องให้ใครกล่าวบอก นางก็รู้ตัวได้ในทันทีว่าการกระทำตนเองก่อนหน้านี้ได้สร้างปัญหาเข้าเสียแล้ว!

ร่างเพรียวที่ชะงักนิ่งทำตัวไม่ถูก เริ่มกลายเป็นสั่นกลัว นางเริ่มคิดสิ่งต่างๆ ไปล่วงหน้า แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่

ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยและไม่เข้าใจ ผู้คนย่อมนึกถึงสิ่งต่างๆ ในแง่ร้ายที่สุดเอาไว้ก่อนเสมอ

บรรยากาศโดยรอบทั้งหมดเงียบ ไม่มีใครกล้าส่งเสียง และกลุ่มผู้อาวุโสก็ไม่มีใครพูดอะไร ยังทำแค่จ้องมองลู่เสวียอวี่ต่อไปโดยไม่แสดงท่าทีใดอยู่พักใหญ่

ในที่สุดชายวัยกลางคนผมยาวที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดก็เก็บสายตาวาวโรจน์ของตนเองกลับไป พร้อมกับกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หมดเรื่องแล้ว พวกเจ้าแยกย้ายกลับไปดูแลพื้นที่ของตัวเองเถอะ เหลือแค่หรงไห่ดูแลพื้นที่ตรงนี้ก็พอ” คราวนี้ชายผมยาวหันไปออกคำสั่งกับผู้อาวุโสทุกคน

ทุกคนค้อมศีรษะและทยอยเดินออกไป เหลือเพียงผู้อาวุโสที่ดูแลพื้นที่นี้ตั้งแต่แรกเท่านั้นที่ยังอยู่

คราวนี้รองประมุขพรรคจันทราโลหิตหันไปพูดกับหรงไห่แค่คนเดียว “บ่อโลหิตไม่เหลือพลังงานอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะให้พวกเขาแช่อยู่ด้านล่างต่อไป ให้พวกเขาขึ้นมารอจนกว่าพิธีใหญ่จะจบ”

“แล้วก็…อย่าลืมพา 'นาง' ไปที่โถงหลักหลังจากจบพิธี” ขณะที่พูดประโยคนี้ สายตาของชายผมยาวยังเหลือบไปทางลู่เสวียอวี่เล็กน้อย นั่นทำให้หญิงสาวหวาดระแวงอย่างบอกไม่ถูก

ไม่มีการต่อว่า ไม่มีการลงโทษ ไม่มีการลากตัวนางออกไป

ทั้งหมดนั่นถือเป็นเรื่องดี แต่ท่าทีของกลุ่มผู้อาวุโสนั้นราวกับกำลังวางแผนบางอย่างที่กำหนดเป้ามาที่นางอยู่ ทำให้หญิงสาวอดรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่แม้ตอนนี้นางจะยังปลอดภัยดีอยู่ก็ตาม

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...