โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แนะเจ้าหนี้สินมั่นคง ประกันโควิด เจอจ่ายจบ ไม่พอใจแผนจ่ายคืน ปฏิเสธได้

The Bangkok Insight

อัพเดต 20 ก.ย 2566 เวลา 16.44 น. • เผยแพร่ 21 ก.ย 2566 เวลา 01.00 น. • The Bangkok Insight

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แนะเจ้าหนี้สินมั่นคงประกันภัย กรณีประกันโควิด เจอ จ่าย จบ อ่านแผนจ่ายคืนให้รอบคอบและมีสิทธิคัดค้าน พร้อมขอเงื่อนไขใหม่ได้

จากกรณี สินมั่นคงประกันภัย ในฐานะลูกหนี้ เสนอแผนจ่ายเงินคืนเจ้าหนี้ที่เป็นผู้ซื้อประกันโควิด เจอ จ่าย จบ รวมแพ้วัคซีน คุ้มครองสูงสุดถึง 1 แสนบาท โดยขอจ่ายเป็นเงิน 1.5 หมื่นบาท หรือ 15% ที่เหลือ 8.5 หมื่นบาท หรือ 85% แปลงเป็นหุ้นบุริมสิทธิ

ประกันโควิด

สำหรับแผนดังกล่าว เป็นไปตามที่ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ให้ทำแผนฟื้นฟูกิจการตามที่ลูกหนี้ยื่นคำร้อง

ส่วนกรมบังคับคดีที่ดูแลแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทสินมั่นคงประกันภัย ได้ทยอยส่งรายละเอียด ให้เจ้าหนี้ ผ่านทางอีเมลโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ได้นัดประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Meeting) ในวันที่ 27 กันยายน 2566 เพื่อขอมติจากเจ้าหนี้ แต่หากรายใดไม่สะดวกสามารถลงมติล่วงหน้าภายในวันที่ 20 กันยายน นี้

จากประเด็นการต่อรองของลูกหนี้ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แนะว่า เจ้าหนี้อย่ายอมจำนนต่อเงื่อนไข เพราะสามารถเรียกร้องสิทธิตามข้อกฎหมายที่ให้อำนาจคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือการจัดกลุ่มหนี้ หากมองเห็นถึงความไม่สมเหตุสมผล และตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ทั้งนี้เพราะดูจากราคา ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 80 สตางค์ ต่อ หุ้น ( 0.80 ) โดยสามารถลงมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ ไม่รับ เพื่อให้ลูกหนี้ไปทำแผนฟื้นฟูในเงื่อนไขใหม่ที่ไม่เอาเปรียบ หรือ เจ้าหนี้อาจยื่นเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ให้ลูกหนี้ทำแผนมาใหม่ แต่มีข้อแม้ต้องยื่นคัดค้านภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รู้ถึงการจัดกลุ่มหนี้

ส่วนประเด็นที่ สินมั่นคงฯ ชี้แจงว่า หากจ่ายด้วยหุ้นบุริมสิทธิ์ให้กับเจ้าหนี้ 8.5 หมื่นบาท หรือ 85% จะได้สิทธิประโยชน์ เป็นเงินปันผล หากมีกำไรในอนาคตจะคืนงินเต็มจำนวน 1 แสนบาท

นอกจากนี้ หากสินมั่นคงฯ ชนะคดีที่กำลังฟ้องร้อง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ซึ่งเป็นการฟ้องเรื่องที่ ไม่ยอมให้สินมั่นคงยกเลิกประกัน โควิด มูลค่าฟ้องร้อง สูงถึง 43,587 ล้านบาท โดยอ้างว่า หากชนะคดีจะเอาเงินจำนวนนี้มาจ่ายเจ้าหนี้

กรณีประเด็นนี้นางนฤมลชี้ว่า หากคำสั่ง คปภ. ที่ห้ามสินมั่นคงฯ ยกเลิกกรมธรรม์ถูกเพิกถอน นั่นเท่ากับการชนะคดีจึงไม่มีความผิดใด ๆ ดังนั้นฝ่ายได้รับผลกระทบทันที คือ เจ้าหนี้ที่ซื้อประกัน โควิด เจอ จ่าย จบ แล้วมั่นใจได้อย่างไร จะได้เงินคืนจากลูกหนี้

อย่างไรก็ตามต้องดูว่า แผนฟื้นฟูกิจการของสินมั่นคงฯ จะออกมาในรูปแบบใด หากไม่ผ่านมติเสียงส่วนใหญ่จากเจ้าหนี้ จะเกิดปัญหาที่ลูกหนี้ไม่มีเงินจ่าย และเข้าสู่ภาวะล้มละลาย เพราะติดหนี้จากประกันโควิด 37,637 ล้านบาท แต่สินทรัพย์มีมูลค่าเพียง 4,013 ล้านบาท

ขณะที่กองทุนประกันวินาศภัย ( กปว ) ที่ต้องมาช่วยจ่าย ก็ยังมีปัญหาเช่นกัน เพราะต้องมีคิวต้องจ่ายหนี้ให้ลูกหนี้ของบริษัทประกันวินาศภัย ที่ล้มละลายและถูกเพิกถอนใบอนุญาต ไปก่อนหน้า 8 บริษัทให้เสร็จก่อน จึงทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง

ส่วนกรณีมติเจ้าหนี้เสียงส่วนใหญ่ ยอมรับแผนของสินมั่นคงฯ ศาลล้มละลายกลางจะเริ่มพิจารณาแผนการฟื้นฟูเดือนพฤศจิกายนนี้ และออกคำสั่งในเดือนธันวาคม 2566 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ต้องเสร็จสิ้นภายใน 5 ปี นับจากวันที่ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งอนุมัติแผนฟื้นฟูของสินมั่นคงฯ ตามที่เจ้าหนี้เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ

แต่หากภายใน 5 ปี ลูกหนี้ยังชำระหนี้ไม่เสร็จสามารถต่อเวลาได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี รวมเบ็ดเสร็จ คือ 7 ปี แต่หากพ้นกำหนด ลูกหนี้ยังไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไข จะถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้สินมั่นคงประกันภัยตกอยู่ในสถานะล้มละลาย ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

หากเกิดสภาวะนี้ ผลเสียจะตกกับเจ้าหนี้ทันที เพราะทำให้ต้องรอเงินจาก กองทุนประกันวินาศภัย หรือ กปว. ต้องรอคิวหลายปี เพราะมีบริษัทประกันภัยที่เลิกกิจการอีกหลายแห่งรอเฉลี่ยจ่ายเงินเจ้าหนี้

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...