โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหตุยิงพารากอน 5 ใน 7 เป็นผู้หญิง เปิดปม Femicide เจตนาเลือกเหยื่อเป็นหญิง

Khaosod

อัพเดต 04 ต.ค. 2566 เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. 2566 เวลา 04.49 น.

เหตุยิงพารากอน 5 ใน 7 เป็นผู้หญิง เปิดปม Femicide เจตนาเลือกเหยื่อเป็นผู้หญิง ไม่ใช่เพียงเรื่อง วัยรุ่นเลียนแบบเกม?

สถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในสยามพารากอน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำใจกลางกรุงเทพฯ สร้างความกลัว ความวิตกกังวล และความหวาดผวาไปทั่วโลก หลังมีเหตุคนร้ายใช้อาวุธยิงจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวเมียนมา รวมถึงมีผู้บาดเจ็บอีก 5 ราย

หลังจากสื่อมีการเปิดปมคนร้ายดังกล่าว พบอาการหูแว่ว มีคนสั่งให้ทำ รวมถึงประวัติติดเกม ทำให้เกิดการถกเถียงในประเด็น #อย่าโทษเกมส์ เพราะเกมบางเกมไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย เกมทำให้มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างความผ่อนคลาย และสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนหลายคนได้ ดังนั้น อาจไม่ใช่เพียงประเด็นติดเกมเพียงอย่างเดียว ปมการก่อเหตุอาจมาจากจิตใต้สำนักที่ฝังลึกอยู่ภายในจิตใจ

รวมถึงในโลกออนไลน์เริ่มมีการพูดถึงปม Femicide ที่หลายคนสังเกตจากเพศของเหยื่อทั้ง 7 คนที่ 5 ใน 7 คือ เพศหญิง ซึ่งอาจเปลี่ยนจากการกราดยิงที่อาจไม่ระบุเป้าหมายไปเป็นเจตนาเลือกเหยื่อเป็นผู้หญิงแทนทันที หากมีการยืนยันว่า คนร้ายเริ่มก่อเหตุที่ห้องน้ำหญิงเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เพียงเรื่อง ‘วัยรุ่นเลียนแบบเกม’

ในสังคมมีค่านิยมผู้หญิงคือเพศแม่ เป็นเพศที่อ่อนแอ เปราะบาง และต้องได้รับการทะนุถนอมดูแล ทำให้เกิดการเหมารวมความเป็นหญิงที่เพศชายต้องมีหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองเพศหญิง ดังนั้น ด้วยลักษณะทางกายภาพที่ผู้หญิงมีความแตกต่างกับผู้ชายจึงมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิด

ดัง อิตถีฆาต (Femicide) ที่เป็นรูปแบบที่รุนแรงที่สุดของความรุนแรงจากเหตุแห่งเพศ (Gender-based violence: GBV) และถูกกำหนดให้เป็น "การจงใจฆาตกรรมผู้หญิงโดยเจตนาเพียงเพราะพวกเธอคือผู้หญิง" และเป็นพฤติกรรมที่มีปัจจัยทางเพศเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจ โดยส่วนใหญ่ผู้ก่อเหตุมักมีแนวโน้มเป็นผู้ชาย

สาเหตุของอิตถีฆาตอาจเกิดขึ้นจากการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง, ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง, ความรุนแรงในครัวเรือน, บทบาททางเพศแบบเหมารวม, ความเป็นชายเป็นพิษ รวมถึงความเกลียดชังผู้หญิง (Misogyny)

สำนักข่าวมาเธอร์โจนส์ รายงาน การกระทำของผู้ร้ายแทบจะไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนด้วยปัจจัยเดียว ดังนั้น การตอกย้ำแรงจูงใจเบื้องหลังเหตุกราดยิงครั้งใหญ่มักเป็นเรื่องยาก มือปืนส่วนใหญ่มักถูกขับเคลื่อนด้วยความคับข้องใจที่ฝังรากลึก, ความพ่ายแพ้ส่วนบุคคล, ความซึมเศร้า, ความโกรธ, ความอยากฆ่าตัวตาย, ความรุนแรงในครอบครัว และในบางกรณีความผิดปกติทางพฤติกรรมร้ายแรงหรือความเจ็บป่วยทางจิต

จากเอกสารคดี รายงานของสื่อ และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต พบว่าในเหตุกราดยิงอย่างน้อย 22 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2554 มากกว่าหนึ่งในสามของการโจมตีในที่สาธารณะในช่วงแปดปีที่ผ่านมา ผู้กระทำความผิดมีประวัติความรุนแรงในครอบครัวจึงมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงโดยเฉพาะ หรือสะกดรอยตามและคุกคามผู้หญิง

โดยมือปืนสองคนมีจุดเด่นของกลุ่มคนที่เรียกว่า "อินเซล(Incels) " ซึ่งเป็นวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มคนที่มีรากฐานความคิดเกลียดชังผู้หญิงจากความเป็นชายเป็นพิษจึงแสดงความโกรธแค้นและจินตนาการแก้แค้นผู้หญิงทางออนไลน์

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงาน อิวานา มิโลวาโนวิช ผู้พิพากษาชาวเซอร์เบียซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความรุนแรงจากเหตุแห่งเพศ (GBV) กล่าวกับยูเอ็นวูเม็น ซึ่งเป็นองค์กรของสหประชาชาติที่สนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและความเท่าเทียมทางเพศว่า "การฆ่าสตรีควรได้รับการยอมรับว่าเป็นความผิดทางอาญาโดยเฉพาะ"

“การฆ่าผู้หญิงแตกต่างจากการฆาตกรรมรูปแบบอื่น ๆ เพราะเป็นการฆ่าผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับเพศ เพียงเพราะว่าพวกเธอเป็นผู้หญิง สิ่งนี้บ่งชี้ว่าต้นตอของการฆ่าผู้หญิงนั้นแตกต่างจากการฆาตกรรมประเภทอื่น และเกี่ยวข้องกับตำแหน่งโดยทั่วไปของผู้หญิงในสังคม การเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง บทบาททางเพศ การกระจายอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง การเหมารวมทางเพศที่เป็นนิสัย อคติ และ ความรุนแรงต่อสตรี"

แม้ไม่อาจยืนยันอย่างชัดเจนว่า อิตถีฆาตเจตนาเลือกเหยื่อเป็นหญิงเป็นต้นตอของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้หรือไม่ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวคิดเชิงเพศชายเหนือกว่าเพศหญิงมักนำไปสู่ความรุนแรงต่อเพศหญิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขอบคุณที่มาจาก Cnn Mother Jones

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...