โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

‘อุตสาหกรรมการบินโลก’ ล่มสลาย อาจใช้เวลาถึง 5 ปี ฟื้นตัว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ค. 2563 เวลา 12.03 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2563 เวลา 10.05 น.

อุตสาหกรรมการบินถือว่าเป็นภาคธุรกิจที่ได้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรงและชัดเจนที่สุด เนื่องจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสที่รัฐบาลทั่วโลกบังคับใช้ ทั้งการล็อกดาวน์และการจำกัดการคมนาคม ส่งผลให้ผู้คนไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ

บลูมเบิร์กรายงานข้อมูลของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) ระบุว่า ปัจจุบันมีเครื่องบินโดยสารเกือบ 2 ใน 3 ของเครื่องบินราว 26,000 ลำทั่วโลกที่ยุติการขึ้นบิน ส่งผลให้พนักงานสายการบินทั่วโลกประมาณ 25 ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ไออาตายังเตือนว่า สายการบินทั่วโลกจะมีรายได้จากการจำหน่ายตั๋วลดลงรวมประมาณ 314,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้สายการบินทั่วโลกกว่าครึ่ง เสี่ยงที่จะล้มละลายภายใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐโดยด่วน

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สายการบินจำนวนมากก็พยายามดิ้นรน ทั้งการให้รัฐบาลของแต่ละประเทศเข้าอุ้มพร้อม ๆ กับแผนการปรับโครงสร้างลดค่าใช้จ่าย เพื่อรักษากระแสเงินสดสำหรับพยุงภาคธุรกิจต่อไป

เช่น ที่ผ่านมา“เวอร์จิน ออสเตรเลีย” สายการบินใหญ่อันดับ 2 ของออสเตรเลีย ได้ยื่นขอล้มละลายหลังจากรัฐบาลไม่ให้การสนับสนุนเงินกู้ ขณะที่สายการบินแห่งชาติของหลายประเทศก็ตกที่นั่งลำบากเหมือน ๆ กัน เมื่อคนทั้งโลกหยุดการเดินทาง

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า “บริติชแอร์เวย์” สายการบินรายใหญ่ของสหราชอาณาจักร ประสบภาวะขาดทุนสูงถึง 535 ล้านยูโร ในไตรมาสแรกปีนี้ ส่งผลให้บริษัทเตรียมปรับลดพนักงานถึง 12,000 คน และพักงานโดยรับเงินเดือน 80% อีกกว่า 30,000 คน แม้ว่าสายการบินจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษ ด้วยการอุดหนุนค่าจ้างพนักงานรายละไม่เกิน 2,500 ปอนด์/เดือน เพื่อป้องกันการเลิกจ้าง แต่ผู้บริหารบริติชแอร์เวย์ระบุว่า การช่วยเหลือดังกล่าวยังไม่เพียงพอให้บริษัทสามารถรักษางานทั้งหมดเอาไว้ได้

“อเล็กซ์ ครูซ” ซีอีโอของบริติชแอร์เวย์ ระบุในจดหมายถึงพนักงานว่า “เราไม่สามารถคาดหวังให้ประชาชนผู้เสียภาษีต้องมาอุดหนุนเงินเดือนให้เราอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่เงินกู้ยืมในขณะนี้ก็ไม่สามารถรับมือกับความท้าทายในระยะยาวที่ต้องเผชิญได้ ความท้าทายครั้งนี้ต้องการความเปลี่ยนแปลงในระดับฐานราก เพื่อให้เราอยู่จุดที่มีความยืดหยุ่นและสามารถแข่งขันได้ ซึ่งไม่เพียงแต่สามารถรับมือโควิด-19 ได้เท่านั้น แต่ต้องสามารถรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคตได้ด้วย”

นอกจากนี้ สายการบินอีกจำนวนมากก็อยู่ในสภาพไม่แตกต่าง รอยเตอร์สรายงานว่า “สแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ซิสเต็ม” สายการบินสัญชาติสวิส ก็ปรับลดพนักงาน 5,000 คน ส่วน “ไรอันแอร์” ของไอร์แลนด์ ปรับลดพนักงาน 3,000 คน และ “นอร์วีเจียน แอร์ ชัตเทิล” ของนอร์เวย์ ก็เตรียมเลิกจ้าง 4,700 คน ขณะที่ “ลุฟท์ฮันซ่า” สายการบินยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี เตรียมใช้มาตรการลดชั่วโมงการทำงานของพนักงาน 2 ใน 3 ของพนักงานทั้งหมด

แน่นอนว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะเทือนถึงผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ เนื่องจากความต้องการเครื่องบินที่ลดฮวบ เอเอฟพีรายงานว่า “โบอิ้ง” ผู้ผลิตเครื่องบินของสหรัฐ ประกาศเตรียมปรับลดพนักงานลงราว 10% หรือประมาณ 16,000 คน พร้อมลดกำลังการผลิตเครื่องบินรุ่นหลักอย่างโบอิ้ง 787 และ 777 ด้วย เนื่องจากการสั่งซื้อที่หดหาย ขณะที่ในไตรมาส 1/2020 บริษัทขาดทุนถึง 641 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“เดวิด คาลฮูน” ซีอีโอของโบอิ้งระบุว่า “อุตสาหกรรมการบินจะใช้เวลาอีกหลายปีในการกลับสู่ระดับการบินในช่วงก่อนหน้านี้ เราต้องเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ดังกล่าว มาตรการรัดเข็มขัดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอในช่วงเวลาที่รายได้ตกต่ำ”

ขณะที่เดอะการ์เดียนรายงานว่า “แอร์บัส” ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของยุโรปก็ได้รับผลกระทบจากความต้องการเครื่องบินที่ลดลง โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของบริติชแอร์เวย์ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ โดยไตรมาสแรก ผลกำไรของแอร์บัสลดลงถึง 49% เหลืออยู่ที่ 281 ล้านยูโร สาเหตุจากที่ไม่สามารถส่งมอบเครื่องบินกว่า 60 ลำ ให้ลูกค้าได้ เนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทางของหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงสายการบินต่างเจรจาขอขยายเวลาการสั่งซื้อ

“กีโยม โฟรี” ซีอีโอแอร์บัสระบุว่า อาจต้องใช้เวลานาน 3-5 ปี ในการฟื้นความเชื่อมั่นของผู้โดยสารให้กลับมาเดินทางโดยเครื่องบินในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 แม้ว่าแอร์บัสยังไม่มีแผนปรับลดพนักงานจากทั้งหมดราว 135,000 คนทั่วโลก แต่ก็ยอมรับว่าเตรียมพิจารณาเรื่อง
ดังกล่าวในกลางเดือน มิ.ย.นี้

ผลกระทบที่เกิดกับอุตสาหกรรมการบินยังกระทบไปถึงนักทุน ซึ่งล่าสุด “วอร์เรน บัฟเฟตต์” มหาเศรษฐีและในฐานะนักลงทุนชื่อดัง ประธานบริษัท “เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์” ประกาศว่า บริษัทได้เทขายหุ้นสายการบินทั้งหมด เนื่องจากความไม่แน่นอนของธุรกิจการบิน

โดยเบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ถือหุ้นใน 4 สายการบินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ได้แก่ เดลตาแอร์ไลน์, เซาท์เวสต์แอร์ไลน์, ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ และอเมริกันแอร์ไลน์ ในสัดส่วนประมาณ 10% ของแต่ละสายการบิน ซึ่งเบิร์กเชียร์ฯได้ทยอยขายหุ้นสายการบินมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะประกาศเทขายหุ้นทั้งหมดเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา

ไม่เพียงแต่โควิด-19 จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ยังจะพลิกโฉมธุรกิจการบินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการให้ผู้โดยสารสวมหน้ากากและอุปกรณ์ป้องกันเชื้อ การเว้นที่นั่งแถวกลาง และการให้บริการโดยเว้นระยะห่างอย่างเข้มงวด

ขณะที่ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าผู้โดยสารจะฟื้นความเชื่อมั่นในการเดินทาง โดยผลการสำรวจของไออาตาพบว่า ผู้คนในปัจจุบันราว 40% ระบุว่า แม้ว่าสถานการณ์ไวรัสจะสามารถควบคุมได้ก็ยังคงจะรอเวลาอีกอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะมั่นใจและกลับไปใช้บริการสายการบินอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...