โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดโผ 4 หุ้น อัพไซด์สูง 20% “ฟินันเซีย” การันตีกำไรปี 64 สดใส!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 19 ก.ย 2564 เวลา 02.20 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

สถานการณ์ความเคลื่อนไหวของดัชนี SET Index ยังมีความผันผวนในสัปดาห์หน้าเนื่องจากไร้ปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน พร้อมกับใกล้การประชุมธนาคารกลางสหรัฐในวันที่ 21 - 22 ก.ย. 2564 อาจจะเห็นเม็ดเงินต่างประเทศ (Fund Flow) ชะลอ ซึ่งทำให้หุ้นขนาดใหญ่อาจไม่ไปไหนเท่าไรนัก ส่วนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่ได้พึ่งพิง Fund Flow คาดว่าไม่รับผลกระทบ และยังเห็นแรงเก็งกำไรปรับตัวเป็นบวกได้เป็นรายตัวไปตามปัจจัยบวกเฉพาะ

อย่างไรก็ดีหากเฟดเปิดเผยแผนปรับลดวงเงิน QE ลักษณะทยอยลดลงประมาณ 1 - 1.50 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภาพก็จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้นได้อยู่ เพราะใช้เวลาอีกมากกว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น Fund Flow ก็อาจกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นใหญ่อีกครั้ง

ส่วนกระแสเรื่องในประเทศให้ติดตามประเด็นความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แต่ละหน่วยงานยังมีความเห็นไม่ตรงกัน โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาต้องการเปิดกรุงเทพ 15 ต.ค.นี้ แต่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้ด้วยสถานการณ์การลงทุนยังคงต้องจับตาทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เป็นตัวกดดันตลาดในระยะสั้นอยู่ ด้วยเหตุนี้ทาง “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงได้รวบรวมข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ทาง บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินไว้ในบทวิเคราะห์เมื่อช่วงวันที่ 13 ก.ย. – 17 ก.ย.2564 โดยคัดเฉพาะหุ้นที่มีอัพไซด์เกิน 20% จากราคาเป้าหมายที่ให้ไว้ เทียบจากราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 17 ก.ย. 2564

+ผลสำรวจพบว่ามี 4 หลักทรัพย์ ได้แก่ SMT, SYNEX, ORI และ CK +

สำหรับบริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2564 ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 6.20 บาท หากเทียบกับราคาเป้าหมาย 8 บาท ที่ทางบล. ฟินันเซีย ไซรัสให้ไว้ พบว่ายังคงมีอัพไซด์ 29.03% ซึ่งยังคงแนะนำ “ซื้อ”

นอกเหนือจากบริษัทยังมีอัพไซด์ที่สูงแล้ว ทางฝ่ายวิจัยยังคงประเมิน SMT ว่ามีแนวโน้มกำไรไตรมาส 3 ปี 2564 ยังดูดีต่อเนื่องคาดโต 3% จากไตรมาสก่อนหน้า และโต 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ในช่วงเดือนก.ค. ที่ผ่านมา จะมีปัญหาแรงงานติดเชื้อของโรงงานหลายแห่งในอยุธยา แต่ SMTเจอเพียงเล็กน้อยและสามารถควบคุมได้ทันที และไม่มีการหยุดสายการผลิต

ขณะที่ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบเริ่มคลี่คลายจึงยังส่งมอบสินค้าได้ตามแผนคาดกำไรไตรมาส 4 ปี 2564 เป็นจุดสูงสุดของปีนี้อีกด้วย และได้ประโยชน์จากบาทอ่อน ทั้งนี้คาดกำไรปี 2564 โต 175% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และประเมินไปถึงปี 2565 โต 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2564 ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 25.00 บาท หากเทียบกับราคาเป้าหมาย 33.00 บาท ที่ทางบล. ฟินันเซีย ไซรัสให้ไว้ พบว่ายังคงมีอัพไซด์ 32% ซึ่งยังคงแนะนำ “ซื้อ”

นอกเหนือจากบริษัทยังมีอัพไซด์ที่สูงแล้ว ทางฝ่ายวิจัยยังคงประเมิน SYNEX คาดได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ของ Apple ใน Event ที่ผ่านมา และคาดเริ่มวางขายในไทยภายในเดือน ต.ค.นี้ ทำให้โมเมนตัมกำไรเป็นขาขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2564 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2565 จากช่วง High Season

อีกทั้ง SYNEX จะเน้นกลยุทธ์เพิ่มสินค้า House Brand เพื่อเพิ่ม Margin รวมถึงระยะยาวเตรียมรุกตลาด IT สินค้ามือสองผ่าน JV SWOPMART ทั้งนี้ทางฝ่ายวิจัยคาดกำไรปี 2564 เพิ่มขึ้น 22% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และในปี 2564 เพิ่มขึ้น 29% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกันบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2564 ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 10.80 บาท หากเทียบกับราคาเป้าหมาย 13.80 บาท ที่ทางบล. ฟินันเซีย ไซรัสให้ไว้ พบว่ายังคงมีอัพไซด์ 27.78% ซึ่งยังคงแนะนำ “ซื้อ”

อย่างไรก็ดีนอกจากบริษัทยังมีอัพไซด์ที่สูงแล้ว ทางฝ่ายวิจัยยังคงประเมินว่า ORI  มีโมเมนตัมกำไรครึ่งหลังของปี 2564  ซึ่งคาดเร่งขึ้นทั้งจากช่วงครึ่งปีแรก และจากงวดเดียวกันของครึ่งหลังปี 2563 โดยจากโครงการใหม่สร้างเสร็จอีก 2 โครงการ แม้การปิดแคมป์จะกระทบบ้าง แต่คาดเริ่มโอนได้ในเดือน ก.ย.นี้ โดย ORI มีสต๊อกคอนโดพร้อมโอนกว่า 1 หมื่นล้านบาท อีกทั้งการจับมือกับ JWD คลังสินค้าจะเป็นบวกระยะยาวจากรายได้ประจำที่จะมากขึ้น และคาดเห็นการร่วมมือกับบริษัทอื่นๆอีกในอนาคต ส่วนระยะสั้นมี Catalyst จากการ Spin-Off บริทาเนียและให้สิทธิผู้ถือหุ้น ORI จองซื้อ

ส่วนบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2564 ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 20.10 บาท หากเทียบกับราคาเป้าหมาย 25.00 บาท ที่ทางบล. ฟินันเซีย ไซรัสให้ไว้ พบว่ายังคงมีอัพไซด์ 24.38% ซึ่งยังคงแนะนำ “ซื้อ”

นอกเหนือจากบริษัทยังมีอัพไซด์ที่สูงแล้ว ทางฝ่ายวิจัยยังคงประเมินว่า CK ยังคงได้แรงหนุนจากเงินลงทุนในบริษัทลูกทั้ง CKP ที่คาดงบไตรมาส 3 ปี 2564 มีการทำ New High บวกกับ BEM ที่ฟื้นตัวหลังคลาย Lockdown ต้นเดือนก.ย.นี้

อีกทั้งมี Catalyst ระยะสั้นหนุนจากการขายซองสายสีม่วงใต้และสายสีส้ม ซึ่ง CK เป็นตัวเต็ง รวมถึงเซ็นรถไฟทางคู่เด่นชัยในเดือน ต.ค. - พ.ย.นี้ คาดหนุนให้ Backlog เร่งขึ้นจากปัจจุบัน 2.80 หมื่นล้านบาท แตะระดับมากกว่าแสนล้านบาทในต้นปีหน้า

*อนึ่งข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...