โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

PTG ไม่ได้มีแค่ปั๊มน้ำมันพีที ลุยดันปาล์มคอมเพล็กซ์เข้าตลาดหุ้น

Wealthy Thai

อัพเดต 08 ส.ค. 2566 เวลา 23.01 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2564 เวลา 16.10 น.

อย่างที่เราได้รายงานไปก่อนหน้านี้ PTG ถือเป็นบริษัทที่มีปั๊มน้ำมันมากที่สุดในประเทศไทย จากรายงานของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ณ สิ้นไตรมาส 2/63 อยู่ที่ 2,062 แห่ง มากกว่าบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่อยู่ระดับ 1,999 แห่ง

PTG ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่ให้บริการปั๊มน้ำมันกระจายเข้าถึงแหล่งชุมชน แต่ PTG ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ยังเดินหน้าขยายธุรกิจ Non-Oil อย่างต่อเนื่อง และถือเป็นการกระจายความเสี่ยง เพื่อลดการพึ่งพาธุรกิจน้ำมันเพียงอย่างเดียว เพราะธุรกิจให้บริการสถานีน้ำมัน ไม่สามารถควบคุมค่าการตลาดได้

ทั้งนี้จากรายงานล่าสุด ณ สิ้น ไตรมาส 2/63 จำนวนสาขาของธุรกิจดังกล่าว แบ่งออกเป็น กาแฟพันธุ์ไทย 260 แห่ง คอฟฟี่ เวิลด์ (ในประเทศ และต่างประเทศ) 69 แห่ง ร้านสะดวกซื้อ Max Mart จำนวน 201 แห่ง ร้านจำหน่ายแก๊ส LPG ครัวเรือน 73 แห่ง

ส่วนศูนย์บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ Autobacs มีจำนวน 16 แห่ง ศูนย์บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถเชิงพาณิชย์ Protruck จำนวน 9 แห่ง ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมัน Maxnitron Lube Change จำนวน 47 แห่ง และ Max Camp (Rest Area) จำนวน 11 แห่ง เป็นต้น

“ปี 64 เราจะรุก Non-Oil มากขึ้น ทั้งกาแฟพันธุ์ไทย คอฟฟี่ เวิลด์ เป็นต้น โดยกาแฟพันธุ์ไทย จะเน้นขายแฟนไซส์ ส่วนคอฟฟี่ เวิลด์ อยู่ระหว่างรีแบรนด์เพื่อทำตลาดบน” คำกล่าวของนายฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG

พร้อมยังบอกอีกว่า ในปี 2563 แนวโน้มต้นทุนมีโอกาสลดลง เนื่องจากโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ ที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 40% เปิดดำเนินการเต็มปี นอกจากนี้ปัจจุบัน PTG ใช้ไบโอดีเซล (B100) ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของโครงการดังกล่าวอยู่แล้ว และยังจะได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ ตามสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งจะหนุนให้กำไรเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สำหรับโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ ดำเนินการภายใต้ บริษัท พีพีพี กรีน คอมเพล็กซ์ จำกัด (PPPGC) เป็นโครงการอุตสาหกรรมปาล์มครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นภายใต้การร่วมทุนกลุ่มพันธมิตร 3 ราย ได้แก่ บริษัท ทีซีจี โฮลดิ้งส์ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 51%, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ถือหุ้นในสัดส่วน 40% และบริษัท อาร์ดี เกษตรพัฒนา จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 9%

ส่วนนายชัยทัศน์ วันชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PPPGC บอกอีกว่า บริษัทมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น เพื่อระดมทุนขยายโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ เฟส 2 เพิ่มเติม เบื้องต้นคาดจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในช่วงต้นปี 2565 ซึ่งปัจจุบันมีที่ปรึกษาการเงินแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมเซ็นสัญญา แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

สำหรับแผนการดำเนินงานโครงการในเฟส 2 คาดจะเริ่มศึกษาภายในปี 2565 เนื่องจากกำลังการผลิตในเฟสแรกยังเพียงพอต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ซึ่งหากเริ่มดำเนินการในเฟส 2 คาดจะมีกำลังการผลิตจากเดิมเป็นเท่าตัว หรือเพิ่มเป็น 1 ล้านลิตรต่อวัน เบื้องต้นบริษัทคาดเฟส 2 จะใช้เงินลงทุนประมาณ 800-1,000 ล้านบาท และใช้เวลาในการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 1 ปี

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1,000 ไร่ ที่อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมมูลค่าการลงทุนและเงินทุนสำหรับหมุนเวียนในกิจการ 4,600 ล้านบาท เป็นโครงการอุตสาหกรรมปาล์มครบวงจร เริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพเข้าสู่กระบวนการ โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เข้าสู่โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์และโรงงานผลิตน้ำมันโอเลอินเพื่อการบริโภค โรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล (B100) โรงกลั่นกลีเซอรีนบริสุทธิ์ โรงไฟฟ้าและไอน้ำ อีกทั้ง ยังมีคลังจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

นอกจากนี้ โครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ ยังเป็นโรงงานระดับมาตรฐานสากลที่ได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพมากมาย ทั้ง ISO 9001 (2015), GMP, HACCP, Kosher, Halal และ RSPO ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพได้รับการรับรองภายใต้ระบบมาตรฐานสากลต่อไป

ด้านเป้าหมายผลการดำเนินธุรกิจในปี 2563 คาดจะมีรายได้อยู่ที่ 5,000-6,000 ล้านบาท จากโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ ที่สามารถดำเนินธุรกิจได้เต็มกำลังการผลิต รวมถึงปัจจัยบวกจากนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 เป็นน้ำมันดีเซลหลักของประเทศ ซึ่งมีผลทำให้ปริมาณการใช้ไบโอดีเซล (B100) ในประเทศเติบโตสูงขึ้น

โดยบริษัทมีรายได้มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก จากไบโอดีเซล (B100) มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 77% ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตโดยรวมอยู่ที่ 500,000 ลิตรต่อวัน, จากน้ำมันโอเลอิน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 13% โดยมีกำลังการผลิตที่ 150 ตันต่อวัน ส่วนที่เหลือจะมาจากกลีเซอรีนบริสุทธิ์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก 10% โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์ อยู่ที่ 45 ตันต่อวัน

ขณะที่จุดเด่นของ โครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ อยู่บนทำเลที่มีความได้เปรียบ บริเวณดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพาะปลูกปาล์มกว่า 90% ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าเป็นของตัวเอง และมีต้นทุนการผลิตถูกกว่าภาครัฐอีกประมาณ 1 บาทต่อหน่วยอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันโครงการนี้ถึงจุดคุ้มทุนเรียบร้อยแล้ว

“ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของผลิตภัณฑ์ B100 จะเป็นกลุ่มโรงกลั่นเกือบทุกบริษัทในประเทศ เช่น Thai oil, OR, ESSO, Susso, บางจาก และ IRPC เป็นต้น ขณะที่น้ำมันโอเลอิน ตลาดหลักคือกลุ่มลูกค้าแบ่งบรรจุขายตามตลาด (Repacker) โดยมีสัดส่วนประมาณ 70% ของยอดขายรวม และกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมมีสัดส่วนอยู่ที่ 30% ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมมากขึ้นอีก 10% และมีแผนที่จะสร้างแบรนด์เองในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้ ส่วนกลีเซอรีนบริสุทธิ์ ปัจจุบันเน้นตลาดส่งออก 100%” นายชัยทัศน์ กล่าว

“PTG ยังเป็น growth company ในระยะยาว ซึ่งโตจากทั้ง oil business ผ่านการแย่ง market share ผู้ประกอบการอื่น และได้ประโยชน์จากค่าการตลาดสูง รวมทั้ง non-oil business ด้วยการขยายสู่ LPG ภาคครัวเรือน พร้อมกับส่วนแบ่งกำไร palm complex ที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มเข้าสู่จุดคุ้มทุนจาก retail business (กาแฟพันธุ์ไทยและ Max mart) รวมถึงมีแผน spin off ธุรกิจ palm complex และ LPG เป็น listed co. ในอนาคต” คำกล่าวของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้เขายังมีมุมมอง Slightly positive ต่อแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 470 ล้านบาท (+83%y-y, -8%q-q) เพราะยังโตสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) ถึงแม้อยู่ในสถานการณ์เศรษฐกิจหลัง COVID-19 ซึ่งไม่ถึงกับดีนัก โดยรวม ไตรมาส 3/63 คาดปริมาณขายน้ำมัน, LPG ของ PTG ยังโตได้ +9% และ +22% y-y ตามลำดับ ในขณะที่คาดค่าการตลาดยังสูงราว 1.95 บาท/ลิตร (+/-) ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับต่ำและไม่ผันผวน

ขณะที่ปัจจัยบวกทั้งปริมาณการขายที่โต y-y และค่าการตลาดสูง คาดยังส่งผลในไตรมาส 4/63 ถึงปี 64 ทำให้แนวโน้มกำไรสุทธิยังดี และมีโอกาส upside จากประมารการเดิมปี 2563-64 ของเราที่ 1.5 พันลบ. (-4% y-y) และ 1.6 พันลบ. (+6% y-y) ตามลำดับ ถึงแม้ฐานสูงปีที่แล้ว จึงคงแนะนำ BUY เป้าหมายที่ 22.0 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...