โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โบรกเกอร์จับเทรนด์หุ้นเด่น ลงทุน "ก่อน-หลัง" สงกรานต์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 เม.ย. 2564 เวลา 02.12 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 02.16 น.
Image by StockSnap from Pixabay

“บล.เอเซีย พลัส” จับกระแสหุ้นเด่นรับ “เทศกาลสงกรานต์” ชูธีม reopening economy กลุ่ม “ท่องเที่ยว-สายการบิน-ค้าปลีก-เครื่องดื่ม” ได้อานิสงส์ ขณะที่หลังสงกรานต์แนะเล่นหุ้นใหญ่ “พักตัวมานาน-มีโอกาสทำกำไร-รับประโยชน์เกณฑ์ฟรีโฟลต” ฟากสภาธุรกิจตลาดทุนชี้เปิดประเทศหนุนดัชนี SET เล็งปรับเป้าสิ้นปีเพิ่มจากเดิมคาด 1,600 จุด

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นักลงทุนที่จะเล่นหุ้นก่อนจะถึงเทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวนี้ ควรโฟกัสกลุ่มได้รับอานิสงส์จากการฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (reopening economy theme) เนื่องจากค่อนข้างน่าสนใจจากกระแสการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวต่อเนื่อง อาทิ เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3, ทัวร์เที่ยวไทย เป็นต้น

รวมถึงล่าสุดศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) เห็นชอบข้อเสนอการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนมาแล้วเข้ามาเที่ยวจังหวัดภูเก็ต โดยไม่มีการกักตัว และจะเริ่มรับต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้ และคาดว่าจะขยายพื้นที่ไปจังหวัดใกล้เคียง เช่น กระบี่, พังงา เป็นต้น

“หุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว น่าจะได้รับบรรยากาศเชิงบวก อย่างเช่น บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT), บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL), บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) และกลุ่มสายการบิน เช่น บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV)” นายชาญชัยกล่าว

ขณะที่ด้านการบริโภค/จับจ่ายใช้สอย เชื่อว่าภาครัฐน่าจะเตรียมมาตรการกระตุ้นในเฟสถัดไป อาทิ คนละครึ่งเฟส 3, ช้อปดีมีคืน เป็นต้น จะหนุนหุ้นในกลุ่มค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า ที่จะมีปริมาณลูกค้าเข้าใช้บริการมากขึ้น เช่น บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN), บมจ.เซ็นทรัลรีเทลคอร์ปอเรชั่น (CRC), บมจ.สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ (SF), บมจ.สิงห์ เอสเตท (S) เป็นต้น

นอกจากนี้ หุ้นที่เป็นเจ้าของสินค้า อย่างกลุ่มเครื่องดื่ม คาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการคนละครึ่งเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยเช่นกัน อาทิ บมจ.เซ็ปเป้ (SAPPE), บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) เป็นต้น

นายชาญชัยกล่าวอีกว่า ส่วนธีมการเล่นหุ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว ภาพการลงทุนอาจต้องเปลี่ยนไปเล่นหุ้นใหญ่ที่พักตัวมานาน หรือเป็นหุ้นที่มีโอกาสกำไรเติบโต และยังได้ประโยชน์ของเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่จะใช้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่นำข้อมูลการกระจายการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (free float adjusted market capitalization) เช่น ธนาคารกรุงเทพ (BBL), ธนาคารกสิกรไทย (KBANK), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เป็นต้น

“ถ้ามองช่วงที่เหลือในครึ่งแรกของปีนี้ ยังมองทิศทางตลาดค่อนข้างบวกจากคาดการณ์กำไรตลาดปีนี้ จะเป็นภาพของการเติบโตจากฐานต่ำ โดยคาดอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 70.20 บาทต่อหุ้น เติบโต 32%ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งช่วยหนุน

รวมไปถึงความคืบหน้าวัคซีนโควิด และการ reopening น่าจะทำให้บรรยากาศลงทุนยังดีอยู่ ขณะเดียวกันมาตรการภาครัฐที่ยังเห็นทยอยออกมาต่อเนื่อง ซึ่งผลมาตรการจะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยประคองทิศทางเศรษฐกิจได้”นายชาญชัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะมีประเด็นความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา ได้แก่ 1.มาตรการภาครัฐจะเริ่มลดน้อยลงแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจของไทยน่าจะเริ่มชะลอลง และเศรษฐกิจต้องไปคาดหวังกับการฟื้นตัวที่แท้จริง ซึ่งอาจต้องประเมินในระยะถัดไปว่าเป็นไปอย่างที่ตลาดคาดหวังหรือไม่

รวมถึงปัจจัยการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งต้องติดตามท่าทีของเฟด ว่าหากเงินเฟ้อสหรัฐมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น เพราะฐานราคาน้ำมันดิบปีนี้กับปีที่แล้วต่างกันมาก ทำให้ตลาดกังวลและอาจทำให้ภาพของเม็ดเงินลงทุน (ฟันด์โฟลว์) กลับมามีน้ำหนัก และบรรยากาศการลงทุนจะเพิ่มความผันผวนมากขึ้น

“ช่วงนั้น ถ้าตลาดผันผวนควรเลือกหุ้นที่มองว่า valuation (การประเมินมูลค่า) ยังไม่ได้แพง และทิศทางกำไรยังเติบโต หรือเลือกลงทุนหุ้น laggard (ราคายังไม่ปรับขึ้นตามหุ้นตัวอื่น ๆ) หากจะให้ปลอดภัย” นายชาญชัยกล่าว

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ขณะนี้ความมั่นใจในแง่ทิศทางการเปิดประเทศมีมากขึ้นจากแผนการจัดหาวัคซีนโควิด ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยให้กลับมาได้เหมือนเดิมในอนาคต โดยรัฐบาลมีหารือกับหลายประเทศในการเปิดประเทศ (travel bubble) ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้ยังต้องติดตามจำนวนนักท่องเที่ยวว่าจะกลับเข้ามามากน้อยเพียงใดโดย FETCO ประเมินฟันด์โฟลว์น่าจะเริ่มกลับเข้ามาในครึ่งปีหลังของปี 2564 ไปจนถึงปี 2565 ซึ่งอาจปรับมุมมองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มองไว้ที่ระดับ 1,600 จุด

“จากนี้ไปแน่นอนว่าขึ้นอยู่กับแผนดำเนินการของรัฐบาล ว่าจะทำได้ตามแผนให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ ซึ่งตลาดทุนได้แต่เฝ้าดูผลงานของรัฐบาลต่อไป แต่ช่วงที่ผ่านมา เสียงตอบรับ ตลาดทุนเริ่มฟื้นตัวขึ้น

โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET เริ่มกลับเข้าไปสู่ระดับก่อนโควิด ถึงแม้จะช้า เพราะเป็นประเทศท่องเที่ยว แต่ก็แสดงถึงความมั่นใจของนักลงทุน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...