โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

8 เรื่องธรรมดาของโลก แต่ทำไมเข้าใจยากซะเหลือเกิน

LINE TODAY ORIGINAL เผยแพร่ 07 มี.ค. เวลา 17.37 น. • เพื่อนตุ้ม
ขอบคุณภาพจาก @jannoon028 | freepix.com

ทุกคนรู้ ไม่ใช่แฟนคลับก็รู้ว่าโลกนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน ไม่ใช่แค่ต้องเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง แต่มันยังมีอีกร้อยเรื่องราว ล้านปัญหาที่แต่ละคนต้องเจอ ต้องแก้กันไม่เว้นแต่ละวัน ที่เป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะทุกคนต่างก็ต้องเอาชีวิตให้รอด

แต่อีกส่วนที่น่าจะเป็นคำตอบได้ก็คือ เพราะเราไม่เคยเข้าใจความเป็นไปของโลกนี้เลย เรามัวแต่ไปยึด ไปฝืนกฎเกณฑ์ ก็เลยทำให้เจอปัญหาไม่สิ้นสุด ทั้งที่ความจริงเรื่องบางอย่างแค่ทำความเข้าใจ ก็ไม่มีปัญหาแล้ว โดยเฉพาะ 8 เรื่องที่สุดแสนจะธรรมดาพวกนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี กี่ชาติก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเข้าใจซะ แล้วอะไร ๆ จะดีขึ้น

1. เราเกิดมาทำไม

คำถามที่ทุกคนสงสัยอยู่ในใจกันมาตลอด “คนเราเกิดมาทำไม ?” บางคนบอกว่าเกิดมาใช้กรรม บางคนไม่มีจุดหมาย ไม่มีเป้าหมาย เพราะตัวเองก็ไม่ได้ตั้งใจหรืออยากจะเกิดมาสักเท่าไหร่ แต่คำตอบของคำถามนี้ถูกตอบมาหลายร้อย หลายพันปีแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าหู ไม่ค่อยทำความเข้าใจ และคิดไปเองว่าไม่น่าจะใช่เสียมากกว่า

ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้ตอบคำถามเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง โดยบอกว่า..

“การที่เราทำอะไรไม่ถูกต้องตามที่ควรจะทำ ก็เพราะไม่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม ในโลกนี้เกิดสิ่งไม่พึงปรารถนาเต็มไปทั้งโลก ที่กระทำโด ผู้ที่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ทำให้วุ่นวายไปหมด ถ้าทุกคนในโลกรู้ว่าเกิดมาทำไม ก็จะทำแต่สิ่งที่ควรจะทำ โลกนี้ก็จะไม่มีปัญหา ไม่มีความยุ่งยากใด ๆ เลย จริงอยู่ที่เราไม่ได้ตั้งใจที่จะเกิดมา แต่จะทำอย่างไรในเมื่อเกิดมาแล้ว เกิดแล้วต้องประพฤติธรรมะ คือบังคับตนให้อยู่กระแสแห่งความถูกต้อง ทีนี้เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก การจะอยู่ร่วมกันก็ต้องอยู่ร่วมกันอย่างดี ถ้าจะอยู่ร่วมกันอย่างดีก็ต้องเป็นคนดี ฉะนั้นเราจึงต้องช่วยกันทำให้มีคนดี แล้วอยู่ร่วมกันกับคนดีก็จะไม่มีปัญหา จะอยู่กันอย่างมีความสุข เกิดมาแล้วต้องทำอย่างนี้”

แปลว่าคนเราเกิดมาเพื่อทำความดี เกิดมาเพื่อสร้างบารมี เกิดมาเพื่อทำความดีสั่งสมบุญกุศล ซึ่งถ้าทุกคนทำได้อย่างนี้ โลกเราก็คงไม่มีปัญหา มีแต่ความสุข ความสงบ แต่เพราะบางคนไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม สงสัยการมีชีวิตอยู่ของตัวเองในโลก แสวงหาคำตอบที่ถึงแม้จะมีคนตอบให้แล้ว แต่ก็ยังไม่ถูกใจอยู่ดี ทำให้ไม่เข้าใจว่าตัวเองเมื่อเกิดมาแล้วควรใช้ชีวิตอย่างไรในโลกนี้ สุดท้ายก็ตั้งคำถามกับชีวิตไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้อะไรเลย

2. ความสุข ไม่ได้มาจากความรวยหรือจน

คนส่วนใหญ่ยึดโยงความสุขเอาไว้กับความรวย ถ้ามีเงินก็เท่ากับมีความสุข แปลว่าคนจน ไม่มีเงินก็หมดโอกาสที่จะมีความสุขไปเลยงั้นหรือ

ทุกคนรู้คำตอบนี้กันอยู่แล้ว คนจนก็มีความสุขได้ ความสุขมันมีหลายแบบ หลายระดับ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่มีจำนวนเงินเข้ามาเกี่ยวข้องก็เป็นความสุขได้ เพราะฉะนั้นความสุขจึงไม่ได้ถูกยึดไว้ด้วยความรวย และคนมีเงินมาก ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีความสุข

จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะความสุขหรือความทุกข์ ล้วนเป็นมายาที่คนเราปรุงแต่งขึ้นมาทั้งนั้น ทุกข์ที่แท้จริง หรือสุขที่นิรันดร ล้วนไม่มีจริงในโลกนี้ ไม่มีอะไรถาวร ไม่มีอะไรจีรัง ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่เว้นแม้กระทั่งความสุขที่คนเราขวนขวายอยากนักอยากหนาที่จะมีมัน ก็อยู่ได้ไม่นานก็จากไป เพราะฉะนั้นในเมื่อ “รวย” ไม่ได้เท่ากับมีความสุข แล้วจะทำอย่างไรให้มีความสุข

ถ้าในทางธรรม ความสุขคือความสงบ ละจากกิเลสทั้งปวง และเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ก็คือการนิพพาน แต่สำหรับทางโลก คนเราคงละจากความอยากได้ อยากมีได้ยากเสียหน่อย แต่อย่างน้อยทริคที่จะทำให้มีความสุขมากขึ้นก็คือ การรู้จักพอ เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มรู้จักพอ เราจะรู้จักและใกล้ชิดกับความสุขได้มากยิ่งขึ้น

3. ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ว่ากันว่ามนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวที่พึ่งพาคนอื่นตั้งแต่เกิดจนตาย ตอนเกิดเราพึ่งพาพ่อแม่ พอเรียนก็พึ่งพาครู อาจารย์ พอทำงานก็พึ่งพาเพื่อน พึ่งพาคนอื่น

การพึ่งพาอาศัยกันแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิด เป็นเรื่องปกติของการใช้ชีวิตในสังคมด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทุกคนลืมก็คือ เมื่อเราพึ่งพาคนอื่นบ่อย ๆ เราจะไม่รู้จักวิธีการพึ่งพาตัวเอง ไม่รู้จักที่จะช่วยเหลือตัวเอง ไม่รู้จักที่จะพยายามด้วยตัวเอง สุดท้ายเมื่อพึ่งพาใครไม่ได้ พึ่งพาตัวเองก็ไม่เป็น ทางข้างหน้าก็คงมีแต่เหวกับเหว

4. ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนเราไม่ค่อยยอมรับความจริง

เคยมีประโยคที่คนพูดกันเล่น ๆ ว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่บางคนอาจตายเพราะพูดความจริง” เป็นประโยคที่ค่อนข้างจะเสียดแทง และแสดงให้เห็นว่าคนพูดความจริงอาจถึงคราวเคราะห์ เพราะแม้ความจริงก็คือความจริง แต่คนหลายคนก็รับความจริงไม่ได้

สาเหตุหลักที่คนเราไม่ยอมรับความจริงก็เพราะกลัว..กลัวผิดหวัง กลัวปัญหา กลัวสิ่งที่จะตามมา และอีกสารพัดความกลัวที่กลายเป็นเกราะป้องกันตัวเองไม่ให้ยอมรับความจริง โดยลืมไปว่าทุกอย่างมันผ่านมาก็ผ่านไป มีอย่างเดียวที่ถาวรคือความจริง สุขก็ไม่ถาวร ทุกข์ถาวรก็ไม่มี ทุกอย่างมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป อยู่ที่ว่าเรายอมรับความจริงเหล่านั้นได้แค่ไหน ถ้ายอมรับได้ก็จะจัดการชีวิตตัวเองได้ง่ายขึ้น พอมีความสุขก็จะไม่หลงระเริง ไม่ยึดติด พอทุกข์ก็ไม่ทุรนทุราย รู้ว่ามันแค่ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เพราะเมื่อความสุขไม่อยู่กับเรานานฉันใด ทุกข์ก็อยู่ไม่นานฉันนั้น

ทางที่ดีเราจะต้องเข้าใจความเป็นไปของโลก เข้าใจความจริงที่เกิดขึ้น เพราะกุญแจสำคัญของการไม่เป็นทุกข์ก็คือ การยอมรับและเข้าใจ แค่ต้องย้ำกับตัวเองเสมอว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ” เราก็จะใช้ชีวิตกันง่ายขึ้น

5. ความรักไม่ได้เข้าใจยาก คนต่างหากที่ไม่เข้าใจมัน

ถ้าคิดว่าความรักเป็นเรื่องเข้าใจยาก เราอาจกำลังเข้าใจความรักผิด ๆ อยู่ก็ได้

จริง ๆ ความรักไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย คนเราต่างหากที่ทำให้ความรักกลายเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ แถมยังไปนิยามความรักไว้เสียเลิศหรูเกินไป มีภาพจำของความรักในอุดมคติที่เกินจริงไปมาก ทำให้ความรักเป็นอะไรที่ต้องใช้ความเข้าใจ ต้องใช้สูตรสำเร็จมากมายมาทำให้ความรักมั่นคงและยืนยาว ทั้งที่คำตอบก็ง่าย ๆ รักก็คือ รักแล้วก็ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อคนที่เรารัก ความรักมันก็ง่าย ๆ แบบนั้นแหละ ไม่มีอะไรยากเลย

6. ผิดหวัง เสียใจ เป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก

ยิ่งโลกหมุนไปเร็วเท่าไหร่ คนเราก็มียิ่งมีแนวโน้มที่จะทนรับกับความผิดหวัง เสียใจได้น้อยลงเท่านั้น เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ก้าวไปอย่างรวดเร็วทำให้จิตใจ ความคิด การใช้ชีวิตของคนเราไม่มั่นคง สุดท้ายก็เปราะบาง อ่อนแอ และทนรับกับอะไรไม่ค่อยได้

อย่าลืมว่าคนทุกคนต้องประสบพบเจอกับความผิดหวังด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครมีชีวิตได้อย่างราบรื่น หรือมีความสุขโดยไม่เคยต้องเสียใจ เพราะฉะนั้นต่อจากนี้เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องเสียใจ ต้องผิดหวัง ขอให้คิดไว้เลยว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก คนที่เราเห็นว่ามีความสุข ก็ต้องเคยผิดหวังแบบนี้เหมือนกัน แทนที่จะเสียใจ ฟูมฟายแบบไร้ทางออก ก็เปลี่ยนมาให้กำลังใจตัวเอง ตั้งสติแล้วค่อย ๆ ทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่นานความผิดหวัง เสียใจนั้นก็จะหายไป

7. ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน

ความไม่แน่นอนคือสัจธรรม คือพื้นฐานความเป็นไปของโลกเลยก็ว่าได้ ทุกอย่างในโลกนี้ไม่เคยมีอะไรแน่นอน ไม่เคยมีอะไรที่ 100% ที่แปลกก็คือทุกคนรู้เรื่องนี้ รู้ว่าความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน แต่ก็ยังปักใจเชื่อว่าอะไรต่าง ๆ จะมั่นคง ถาวร และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

อย่าลืมสิว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่แน่นอน ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง เวลาทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ ดังนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่เราจะไปยึดติดกับใครหรืออะไร ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกคนเปลี่ยนกันได้เสมอ ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวเราเอง บางทีบางวันยังเอาแน่ เอานอนไม่ได้เลย

8. ความตายไม่ไกลตัว ไม่มีใครหนีความตายได้

ความแน่นอนเดียวในชีวิตของคนเราก็คือ ความตาย ไม่ว่าจะยาก ดี มี จน หรือสูงศักดิ์แค่ไหนก็ไม่มีใครหนีความตายได้ แปลว่าความตายไปกับเราทุกที่ แค่เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ความตายจะปรากฏตัวออกมาให้เห็นก็เท่านั้น

ทุกคนเกิดมาต้องตาย แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าวันหนึ่งเราก็ต้องตาย แต่ก็น่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่มักกลัวที่จะตาย กลัวที่จะพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ในใจลึก ๆ ก็รู้แต่ยังทำใจไม่ได้ ทำให้หลายคนเลี่ยงที่จะไม่คิดถึงมัน ไม่พูดถึงมัน หรือไม่ต้อนรับมัน ยิ่งถ้าใครมาพูดเรื่องความตายก็ยิ่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ทั้งที่ความตายอยู่ใกล้เราที่สุดแท้ ๆ

สิ่งที่ต้องทำก็คือเราควรต้องรู้จักความตาย ตั้งแต่ตอนยังไม่ตาย ทำความเข้าใจ เตรียมตัว เตรียมพร้อมเสียตั้งแต่ตอนยังไม่ตาย เมื่อตายไปแล้วก็จะได้หมดห่วง สบายใจทั้งคนที่อยู่และคนที่ตาย

มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะรู้แล้วว่าตัวเองพลาดอะไรไปบ้าง การไม่พยายามทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ทำให้เราใช้ชีวิตกันแบบสะเปะสะปะ ไร้ทิศทางกันมานานเกินไปแล้ว ลองทำความเข้าใจเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดาพวกนี้ เข้าใจแบบเข้าใจมันจริง ๆ แล้วจะรู้เลยว่ามีแต่คนเรานี่แหละที่ทำให้อะไร ๆ มันยากขึ้นทุกวัน