โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ลาว" ท็อปค่าใช้จ่าย "แพงสุด" ในลุ่มน้ำโขง ชู 2018 ปีแห่งการท่องเที่ยว

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 05.15 น.

หากจะเอ่ยถึงประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบของไทยอย่าง CLMV หรือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ต้องยอมรับว่าทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่างก็แห่ไปเยือนและยกให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยหลายคนให้เหตุผลว่าสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้สบาย โดยเฉพาะการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศให้กับสมาชิกอาเซียนด้วยกัน

ทั้งระยะเวลาเดินทางไม่นาน ตั๋วบินราคาไม่แพง แถมค่าครองชีพก็ถูก

แต่ใครจะเชื่อว่า “สปป.ลาว” ประเทศที่ติดโผเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดของเอเชีย สถานที่ซึ่งหลายคนคิดว่าค่าครองชีพน่าจะต่ำกว่าประเทศไทย

แท้จริงแล้วกลับตาลปัตร ไม่เป็นไปอย่างที่จินตนาการแม้แต่น้อย

สปป.ลาว กลายเป็นประเทศที่มี “ค่าใช้จ่ายสูงที่สุด” ในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง

เหตุผลประการแรกและสำคัญที่สุดก็คือ “Land Locked Country” นี่คือจุดบอดของประเทศนี้ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีพื้นที่ที่เป็นภูเขามากกว่าพื้นที่ราบยากต่อการเพาะปลูก

นอกจากนี้ ยังยากต่อการค้าขาย และการย้ายถิ่นฐานอพยพ

แถมยังโดนสงครามไปทีละหลายๆ ครั้ง ทำให้ต้องสูญเสียจำนวนประชากรในประเทศไปไม่น้อย

เป็นเหตุว่าทำไมประชากรชาวลาวถึงมีเพียง 7 ล้านคนในปัจจุบัน

แม้ว่าประชากรลาวที่มีเพียง 1 ใน 4 ของบางประเทศขนาดใหญ่ กลับต้องนำเข้าสินค้าหลายอย่างจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจากประเทศไทย

โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สปป.ลาว ยังต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเกือบทุกประเภท

แม้แต่ “ข้าวเหนียว” ที่เป็นอาหารหลักที่ต้องบริโภคทุกมื้อ เพราะการเพาะปลูกไม่เพียงพอต่อความต้องการ

หากนึกถึงสินค้าที่ สปป.ลาว สามารถผลิตได้เองน่าจะยกตัวอย่างได้ง่ายกว่า เช่น น้ำดื่ม เบียร์ลาว เป็บซี่ลาว และพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนพลังงานน้ำ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักและสร้างรายได้มากที่สุดให้กับประเทศ

แต่ก็ใช่ว่าการพัฒนาเขื่อนพลังงานน้ำเพื่อการส่งออกจะไม่มีปัญหาเสียทีเดียว

เพราะประชากรในบางพื้นที่โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยตามแถบลุ่มน้ำโขง รวมถึงนักเคลื่อนไหวจำนวนไม่น้อย เคยประท้วงและพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาพับโครงการก่อสร้างเขื่อน ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และธรรมชาติอื่นๆ

ตัวอย่างเช่น “เขื่อนไซยะบุรี” ที่แม้แต่กัมพูชาเองก็ยังเรียกร้องให้ยุติงานก่อสร้าง

มีเพียงไม่กี่อุตสาหกรรมที่ สปป.ลาวสามารถทำและเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับประเทศได้ และ “การท่องเที่ยว” ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือแก้ความจนที่รัฐบาลเลือก

ซึ่งก็ฟังดูคล้ายๆ กับประเทศอื่นทั่วโลกที่พยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อทำเงิน

“อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” จึงถูกบรรจุให้เป็นวาระแห่งชาติ ภายใต้ความคาดหวังของรัฐบาลที่จะเปลี่ยนจุดด้อยของประเทศ จาก Land Locked สู่ Land Links ให้เป็นความหวังใหม่ในการผลักดันประเทศและความเป็นอยู่ของประชากรให้หลุดพ้นจากความยากจน

นอกเหนือจากเป้าหมายแรกที่รัฐบาลตั้งเป้าจะยกให้ สปป.ลาวเป็น “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” ซึ่งวาดฝันว่าจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนํ้าให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2020

และการท่องเที่ยวถือเป็นอาวุธเบอร์สองเพื่อเคี่ยวเข็ญเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากเส้นแห่งความยากจน

แต่ปัญหาก็คือ “ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว” สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเยือน สปป.ลาว เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มลุ่มน้ำโขง กลายมาเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใน สปป.ลาวน้อยลงต่อเนื่อง

วีโอเอ ภาษาลาว รายงานว่า นายสูน มะนีวง หัวหน้ากรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยว กระทรวงการแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ยืนยันว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใน สปป.ลาวมีจำนวนลดลงต่อเนื่อง เหตุมาจากค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่สูงเกินไป ทั้งการเดินทาง ค่าธรรมเนียม และค่าบริการต่างๆ ที่รวมถึงที่พัก และอาหารการกินในแต่ละมื้อ

“หากเฉลี่ยค่าเดินทางท่องเที่ยวระหว่าง สปป.ลาวและเวียดนาม โดยอ้างข้อมูลจากโปรโมชั่นของกลุ่มทัวร์จะพบว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ใช้ในเวียดนามสามารถเที่ยวได้ 4 คืน 5 วัน ขณะที่ สปป.ลาวกลับเที่ยวได้เพียง 2 คืน 3 วันเท่านั้น”

ผลกระทบเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใน สปป.ลาว ลดลงถึง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2016

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากชาติอาเซียนที่เดินทางเข้าประเทศลดลงมากที่สุด

หนึ่งในเหตุผลก็คือ ผู้ที่เดินทางเยือนกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงจากชาติสมาชิกอาเซียน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่มี “งบฯ น้อยหรืองบฯ จำกัด”

หากจะช่วยขยายความหรือยกตัวอย่างให้เห็นภาพจากประสบการณ์ตรงจากผู้เขียน เมื่อลองเปรียบเทียบราคาเครื่องดื่มหรืออาหารระหว่างไทยและ สปป.ลาว พบว่า น้ำดื่มขวดเล็กที่ขายใน 7-11 ในราคา 7 บาท ใน สปป.ลาวราคาดีดขึ้นไปถึง 30 บาท, โรตีใส่ไข่ 60 บาทที่ สปป.ลาว เทียบกับเมืองไทยที่มีราคาเพียง 30-40 บาท, ค่าห้องน้ำสาธารณะ 10 บาท หรือบางที่มีราคาสูงถึง 20 บาท, ก๋วยเตี๋ยวชามขนาดปกติที่ สปป.ลาว จะอยู่ราวๆ 60-70 บาท ส่วนราคาข้าวเหนียวหนึ่งกระติ๊บเพื่อใส่บาตรพระตอนเช้าราคาปาเข้าไปที่ 100 บาท (ณ หลวงพระบาง)

สิ่งที่ปรากฏเหล่านี้เป็นเครื่องการันตีได้อย่างดีเยี่ยมว่า การจะเข้ามาท่องเที่ยว สปป.ลาวอย่างสบายอกสบายใจอาจจะต้องมีงบฯ ที่มากกว่าประเทศอื่นในลุ่มน้ำโขงก็ว่าได้

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ชาวเน็ตและนักวิเคราะห์ตลาดเคยศึกษาว่า คนลาวหรือคนท้องถิ่นสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไรกับราคาค่าครองชีพที่สูงลิ่วขนาดนี้?

ตอบได้เพียงว่าคนลาวยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม คือการทำอาหารทานเอง ปลูกผักและเลี้ยงเนื้อสัตว์เพื่อทานเองในครอบครัว

ซึ่งมากกว่า 70% ของคนลาวทั้งประเทศยังมีฐานะยากจน ส่วนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราเห็นกันนั้นไม่ได้เป็นราคาสำหรับนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด เศรษฐีชาวลาวก็จับจ่ายใช้สอยในราคานี้เช่นกัน

ล่าสุดมีเสียงยืนยันจากทางการ สปป.ลาวว่า นโยบายการท่องเที่ยวประจำปี 2018 รัฐบาล สปป.ลาว พร้อมที่จะปรับปรุงเงื่อนไขในด้านต่างๆ ให้ผ่อนปรนมากขึ้น โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่างๆ รวมถึงค่าเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะพิจารณาอีกครั้ง เพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มากขึ้น

ทั้งยังประกาศยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศเดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และสวีเดน เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดถึงวันที่ 31 ธันวาคม เพื่อนำร่องและทดสอบ feedback ก่อน

น่าติดตามว่าความพยายามเหล่านี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่?

หากจะหวังเพียงแต่รายได้จากการส่งออกไฟฟ้าพลังงานน้ำเพื่อยกระดับชีวิตประชากรทั้ง 7 ล้านคนก็คงไม่พอ

ขณะที่จีนพยายามเชื่อม Land Links กับ สปป.ลาว นักวิเคราะห์ไม่น้อยจับตาว่าจะเอื้อประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว และเพิ่มข้อได้เปรียบด้านการค้าให้ สปป.ลาวอย่างแท้จริง

หรือจะเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในการเดินหน้ายุทธศาสตร์ “เส้นทางสายไหมใหม่” ของพี่เบิ้มของภูมิภาคแค่นั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...