ผ่ากลยุทธ์ ธุรกิจครอบครัว ผ่านมุมมอง 2 ทายาทเทคโนแก๊ส-แม่ทองสุก
แชร์เคล็ดลับบริหาร ธุรกิจครอบครัว จากผู้บริหารยุคใหม่ทายาทรุ่น 2 “กฤตนัน สนธิจิรวงศ์” ลูกคนเล็กผู้กุมบังเหียน เทคโนแก๊ส - “กีรดิต หิรัณยศิริ” ทายาทรุ่น 3 “แม่ทองสุก” ล้างภาพจำ “ลูกคนโตต้องสืบทอดกิจการ” ในงานสัมมนา The Successor : Sustaining Family Legacy สานต่อธุรกิจครอบครัว หัวข้อ “เคล็ดลับบริหารธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืน” จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567
การถ่ายทอด ธุรกิจครอบครัว จากรุ่นสู่รุ่นในยุคก่อน“ลูกคนโต” มักจะถูกวางตัวในเข้ามารับช่วงต่อกิจการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันสมาชิกคนอื่นในครอบครัวมักจะไม่อยากเข้ามามีส่วนในธุรกิจครอบครัวจากแรงกดดันที่ต้องทำงานภายใต้เงาพ่อ แม่ ปู่ ย่า แต่ในยุคปัจจุบัน “ธุรกิจครอบครัว” แบบแผนเดิม ๆ ในอดีตกำลังถูกคลื่นลูกใหม่ปฏิวัติ
ล้างทฤษฏี “ลูกคนโต” ต้องสืบทอดกิจการ
[caption id="attachment_135494" align="aligncenter" width="1200"]
กฤตนัน สนธิจิรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะซิกเนเจอร์ เเบรนด์ จำกัด[/caption]
เดอะซิกเนเจอร์ เเบรนด์ (SBO) ธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว“Tecnogas” แบรนด์ดังจากอิตาลี มากว่า 35 ปี ปัจจุบันถูกส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามาบริหารต่อภายใต้การกุมบังเหียนของ “กฤตนัน สนธิจิรวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะซิกเนเจอร์ เเบรนด์ จำกัด ลูกชายคนเล็กของครอบครัว โดยมีพี่ชายและพี่สาวคอยซัพพอร์ตเบื้องหลัง
ภายใต้การนำของ Generation ปัจจุบัน Tecnogas สามารถขยายกิ่งก้านสาขาผ่านโมเดิร์นเทรดไปมากกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ
“กฤตนัน” ย้อนเส้นทางการรับไม้ต่อธุรกิจครอบครัวแบบล้างโมเดลเก่าที่มองว่า “ลูกคนโตต้องเป็นคนสืบทอดกิจการ” ว่า
“ผมเป็นลูกคนเล็กแต่เข้ามานั่งในตำแหน่ง CEO ได้เพราะในครอบครัวมีการพูดคุยตกลงกันว่าใครอยากจะทำอะไร ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่าจะต้องเป็นผมที่เรียนบริหารธุรกิจมาโดยตรง และเข้ามาช่วยธุรกิจตั้งแต่เรียนจบทำให้มีความเข้าใจในธุรกิจมากกว่า เพราะฉะนั้นการที่เป็นผมขึ้นมานั่ง CEO จะทำให้ธุรกิจราบรื่นในช่วงนั้น แต่การกระโดดจาก Training มาเป็น CEO เลย คุณพ่อ-คุณแม่จึงต้องเป็น supporter ดูหลังบ้านและถ่ายทอดความรู้ให้ กลายเป็นการทำงานเป็นทีมในครอบครัวเพื่อให้ผมมีความพร้อมที่สุดที่จะเข้ามาคุมทั้งหมด
โจทย์ยากคือทำอย่างไรให้ลูกน้องให้เกียรติและให้ความเคารพ โดยเฉพาะผู้บริหารที่เป็น C-Level ของบริษัทหรือคนเก่าคนแก่ที่เห็นเราตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ทำก็คือจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าแม้ว่าเราจะอายุยังน้อยประสบการณ์ไม่เยอะแต่เรามีความตั้งใจ ในช่วงแรก ๆ เราอาศัยการทำงานอย่างหนักให้คนในบริษัทเห็นว่าเรามีความพยายามไม่ใช่ขึ้นมานั่งตำแหน่งเล่น ๆ ”
ย้อนกลับไปในช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ “กฤตนัน” มีแผนดัน SBO เข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ พร้อมกับเริ่มวางระบบกว่า 3 ปี แม้ว่าท้ายที่สุดแผนดังกล่าวจะถูกพับเก็บไป แต่ระบบที่เป็นมืออาชีพยังได้ไปต่อ
“ตอนที่เราเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ เราลงทุน ลงเงินไปมากพอสมควรในการดึง Professional ทุก ๆ ด้านเข้ามาเซ็ตระบบ จนทำให้ทุกวันนี้บริษัทมีความมั่นคงระดับหนึ่ง และตอนนี้เราก็อาศัยระบบเหล่านี้มาต่อยอดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ระบบก็ยังเข้มงวดเท่า ๆ กับตอนที่เราเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ”
อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นจุดอ่อนของธุรกิจครอบครัว คือการให้ผลตอบแทนที่ไม่สมเหตุสมผล ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวประสบปัญหาทายาทไม่อยากเข้ามาทำธุรกิจครอบครัว ในส่วนของ SBO มีการปรับโครงสร้างให้ เป็น Professional โดยจ่ายผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดแรงงาน ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพขององค์กรว่าทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน
“ลูก ๆ แต่ละคนจะมี KPI ของตัวเอง ขึ้นกับตำแหน่งงานที่ตัวเองรับผิดชอบ System ที่ดีจะสร้าง Config เพราะมีสิ่งที่เราตกลงกันไว้แล้ว นอกจากนี้เรามีการคัดเลือกคนนอก โดยเฉพาะ C-Level ที่เก่ง ๆ เข้ามาช่วยทำให้ธุรกิจเติบโต เพราะลำพังครอบครัวพี่น้อง 3 คน ไม่สามารถทำทั้งหมดได้อยู่แล้ว
Family Business อาจจะไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับทุกบ้าน แต่ละบ้านมี Culture ที่แตกต่างกัน แต่หลายหลักการณ์ก็สามารถนำปรับใช้ในครอบครัวได้ แต่สิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อรันธุรกิจครอบครัวให้สมบูรณ์คือ “ความให้เกียรติกัน” เพราะเมื่อทำงานกับคนในครอบครัว มักจะมี Emotional ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นวิธีการคุยกับคนในครอบครัว กับคุยกับพนักงานก็ไม่เหมือนกัน ถ้าสามารถหาวิธีให้ทุกคนในครอบครัวเห็นพ้องตรงกันได้ก็จะลดการกระทบกระทั่งกัน”
“แม่ทองสุก” วางตัวสืบทอดกิจการตามคาแรคเตอร์ของทายาท
[caption id="attachment_135510" align="aligncenter" width="667"]
กีรดิต หิรัณยศิริ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก[/caption]
“กีรดิต หิรัณยศิริ” รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก หนึ่งในทายาทที่มีบทบาทสำคัญในการคุมทัพ “ห้างทองแม่ทองสุก” ในบริบทใหม่ เปิดเผยบนเวทีเดียวกันว่า “ห้างทองแม่ทองสุก” ก่อตั้งขึ้นในยุค “อาม่า อำไพวรรณ หิรัณยศิริ” เมื่อ 60 ปีที่แล้ว ตั้งต้นจากการทำธุรกิจ “ร้านทองตู้แดง” ที่วงเวียนใหญ่และเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ ก่อนที่รุ่น 2 คุณพ่อ-คุณแม่ “นายแพทย์กฤชรัตน์ - อัปสร หิรัณยศิริ” เข้ามารับไม้ต่อ และปัจจุบันทายาทรุ่นที่ 3 ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารธุรกิจครอบครัวด้วย
“คุณพ่อมีวิสัยทัศน์ก้าวไกลมองว่า “ทองคำ” ในอนาคตจะเป็น “สินทรัพย์เพื่อการลงทุน” เราจึงเติบโตจากการเป็นร้านทองตู้แดง ขยับมาเป็นทางเลือกของการลงทุน ปัจจุบัน “ห้างทองแม่ทองสุก” เป็นธุรกิจทองคำครบวงจร มีหน้าร้าน ขายส่งให้กับร้านทองทั่วประเทศ และมีโรงงานผลิตของเราเอง เรามีระบบเทรดดิ้งขายทองออนไลน์และบริการออมทอง มีมูลค่าธุรกิจหลัก “แสนล้านบาท”* ปีนี้ด้วยราคาทองสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีแนวโน้มที่รายได้ของเราจะไปแตะ “ล้านล้านบาท” ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รุ่น 2 ตั้งไว้ให้ลูก ๆ 3 คนใน Generation 3 ทำงานร่วมกันเพื่อพาธุรกิจให้เดินหน้าต่อ”*
“กีรดิต” แชร์ประสบการณ์การรับส่งไม้ต่อธุรกิจครอบครัว “ห้างทองแม่ทองสุก” เพิ่มเติมว่า ในครอบครัวจะมีการพูดคุยและตกลงกันภายใน โดยคุณพ่อคุณแม่จะเป็นที่ปรึกษาและวางตัวการสืบทอดกิจการตามคาแรคเตอร์ของลูกแต่ละคน “พี่ชายคนโต” ถนัดคอมพิวเตอร์และไอที ก็ถูกวางตัวให้ดูแลระบบ Trading ส่วนตัวเป็น “ลูกคนกลาง” มีความเฟรนด์ลี่เข้ากับคนได้ดี ช่วงแรกจึงถูกส่งไปดูการตลาดและดูแลสาขา ส่วน“น้องสาว” เป็นคนเข้มงวดและละเอียดจึงเป็นคนคุมเงินทั้งหมดของบริษัท
อย่างไรก็ตาม“กีรดิต” ยอมรับว่าการทำงานร่วมกันกับคนในครอบครัวมีทั้งการพูดคุยที่ดีบ้างทะเลาะกันบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีกลยุทธิ์ในการบริการทั้งธุรกิจและครอบครัว โดยจะคุยเรื่องงานในที่ทำงานเท่านั้น ส่วนที่บ้านจะพูดคุยเฉพาะเรื่องของสารทุกข์สุกดิบเท่านั้น และกฏเหล็กของบ้านคือไม่ให้เขยหรือสะใภ้เข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจครอบครัวโดยเด็ดขาด
“บ้านเราจะไม่ให้เขยหรือสะใภ้มาช่วยงานที่บ้าน เพราะธุรกิจ “ห้างทองแม่ทองสุก” เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง เราไม่รู้ว่าความน่าเชื่อใจของคนที่เข้ามาในครอบครัวมีมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวจะไม่มีสิทธิ์มาเปิดเซฟได้ แต่จะให้การซัพพอร์ตอย่างเต็มที่หากเขยหรือสะใภ้อยากทำธุรกิจ”
อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัจจุบัน“ห้างทองแม่ทองสุก” จะยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ก็ใช้ระบบของ“บริษัทมหาชน” ทั้งการบริหารจัดการภายใน การจ่ายผลตอบแทนที่เหมาะสมตามตำแหน่ง การจ้างมืออาชีพด้านการลงทุนคนนอกเข้ามาช่วยธุรกิจ แต่ในส่วนของการผลิตทองคำซึ่งเป็นอาชีพเฉพาะ จะใช้การดันคนในองค์กรที่มีประสบการณ์เยอะขึ้นมาเป็น C-Level แทน
“เราเคยมีแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจบางอย่างจึงต้องหยุดชะงักไปก่อน และหันมาทำ ESG ทำธุรกิจให้โปร่งใสและยึดมั่นธรรมาภิบาลที่หนักแน่น เพราะทองคำไม่ว่าจะซื้อขายผ่านหน้าร้านหรือออนไลน์ “เราขายบนความน่าเชื่อถือ” ถ้าบริษัทไม่มีความน่าเชื่อถือก็ยากที่จะไปต่อได้
ทองคำเป็นสินค้า Community ราคาปรับขึ้นมา 26% แต่ปัจจุบันทองคำไม่ว่าจะซื้อแม่ทองสุกหรือซื้อที่ไหนก็ตามก็คือสินค้าเดียวกัน โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาซื้อเรา
นอกจากนี้เราตั้งเป้าที่จะใช้ทองคำที่ผลิตจากการรีไซเคิล 100% รวมทั้งร่วมงานกับธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ในการให้ความรู้เรื่องการลงทุนในทองคำ ซึ่งเรามีเครื่องมือการลงทุนค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่การเทรดดิ้ง, การซื้อทองคำแท่ง, ซื้อขาย Gold Futures ทั้งเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐ, ทองคํารูปพรรณ,ทองคำแท่ง และระบบออมทอง ผ่านพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ สิ่งที่เราอยากทำคือทำให้ธุรกิจของมั่นคง เพราะทองคำมีค่าขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งธุรกิจโปร่งใสก็ยิ่งทำงานง่ายขึ้น”
พร้อมกันนี้ทายาทรุ่นที่ 3 “ห้างทองแม่ทองสุก” ปิดท้ายแนวคิดในการบริหารธุรกิจครอบครัวว่า ทำบางสิ่ง - รักบางคน - ทนบางอย่าง พร้อมขยายความว่า “ทำบางสิ่ง” เราเป็นธุรกิจครอบครัวเราจะเลือกทำในสิ่งที่ถนัดที่สุด เก่งที่สุด“รักบางคน” เราจะต้องเลือกรักคนในครอบครัวมากกว่า“ทนบางอย่าง” ปัจจุบันคนมีความอดทนน้อย แน่นอนคนในครอบครัวมักมีปากเสียงกันตลอดเวลาบาง ดังนั้นเราต้องมีความอดทนในสิ่งที่เราไม่ถูกใจ”