โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 ต.ค. 2565 เวลา 12.25 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2565 เวลา 12.25 น. • rosepublishing
หลังจากฆ่าตัวตาย‘โม่หราน’ราชันเหยียบเซียนแห่งโลกบำเพ็ญเพียรที่ผู้คนกล่าวขานว่าโหดเหี้ยมก็กลับย้อนอดีตมาอยู่ในร่างตัวเองช่วงอายุสิบหกปี เป็นช่วงเวลาที่ความชั่วร้ายเลวทรามทั้งหมดในชีวิตเขายังไม่เกิดขึ้น

ข้อมูลเบื้องต้น

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา二哈和他的白猫师尊肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียนBou Ptrn แปลนิยาย 10 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

หลังจากฆ่าตัวตาย‘โม่หราน’ราชันเหยียบเซียนแห่งโลกบำเพ็ญเพียรที่ผู้คนกล่าวขานว่าโหดเหี้ยมก็กลับย้อนอดีตมาอยู่ในร่างตัวเองช่วงอายุสิบหกปี เป็นช่วงเวลาที่ความชั่วร้ายเลวทรามทั้งหมดในชีวิตเขายังไม่เกิดขึ้น

หลังจากฆ่าตัวตาย‘โม่หราน’ ราชันเหยียบเซียนแห่งโลกบำเพ็ญเพียรที่ผู้คนกล่าวขานว่าโหดเหี้ยมอำมหิตก็กลับย้อนอดีตมาอยู่ในร่างตัวเองช่วงอายุสิบหกปีเป็นช่วงเวลาที่ความชั่วร้ายเลวทรามทั้งหมดในชีวิตเขายังไม่เกิดขึ้น

และคนสมควรตายที่เขาแสนเกลียดชังผู้นั้นก็ยังอยู่‘ฉู่หว่านหนิง’ ยังเป็นอาจารย์ของเขาเช่นเดิมเริ่มแรกที่ย้อนกลับมาเขายังโกรธแค้นอาจารย์อย่างมากและพยายามหาทางเอาคืนทุกขณะแต่การณ์กลับกลายเป็นว่ายิ่งอยู่ไปยิ่งไม่เหมือนเมื่อก่อน

กับฉู่หว่านหนิงผู้นี้โม่หรานเกลียดชังเขานัก

แต่นอกจากความเกลียดชังแล้วไม่รู้เพราะเหตุใดมักระคนด้วยความรู้สึกซับซ้อนบางอย่าง

-----------------------------------------------------------

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

** หมายเหตุ :ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored TRIGGER WARNING: นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE* มีเนื้อหาเกี่ยวกับ among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา), Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน), Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน), child abuse (การทารุณกรรมเด็ก), coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย), depression (ภาวะซึมเศร้า), explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย) , gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม - ไม่เกี่ยวกับตัวละครหลัก), genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์), gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง), humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย), massacre (การสังหารหมู่), mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ), questionable principles (มีหลักการที่น่าสงสัย) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม), suicide (การฆ่าตัวตาย), starvation (ความอดอยาก), torture (การทรมาน), underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

1 ตัวข้าตายแล้ว

ตอนที่โม่หราน ยังไม่ได้เป็นจอมราชัน มักมีแต่คนก่นด่าเขาเป็นสุนัข

คนในหมู่บ้านด่าเขาว่าสุนัขกระจอก ญาติผู้น้องด่าเขาว่าสุนัขไร้ค่าแม่บุญธรรมของเขาร้ายกาจกว่าใคร ด่าเขาว่าไอ้ลูกสุนัข

แน่นอนว่าคำบรรยายเกี่ยวกับสุนัขที่ไม่นับว่าแย่นักก็มีอยู่บ้างอย่างเช่น บุพเพสันนิวาสชั่วครู่ชั่วยามพวกนั้นของเขามักมาพร้อมท่าทีแสร้งทำกะบึงกะบอน ตำหนิว่าแรงเอวของเขายามอยู่บนเตียงราวกับสุนัขตัวผู้บ้างละ คำหวานจากปากกระชากวิญญาณคนบ้างละ อาวุธร้ายที่ท่อนล่างคร่าชีวิตคนบ้างละ แต่เพียงประเดี๋ยวเดียวก็ไปโอ้อวดกับคนรอบข้าง จนชาวบ้านร้านตลาดรู้กันทั่วว่าโม่เวยอวี่รูปงามมีอาวุธดุดันผู้ใดได้ลองเป็นต้องพึงพอใจ ผู้ไม่เคยได้ลอง จิตใจต้องหวั่นไหว

ต้องบอกว่าคนเหล่านี้กล่าวได้ถูกต้องนัก โม่หรานเป็นเหมือนสุนัขโง่งมที่ส่ายหัวสะบัดหางตัวหนึ่งจริง ๆ

จนเมื่อเขาเป็นราชันแห่งโลกบำเพ็ญเพียร คำเรียกขานพรรค์นี้ก็หายไป

อยู่มาวันหนึ่ง สำนักเซียนเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างไกลมอบลูกสุนัขยังไม่หย่านมให้เขาตัวหนึ่ง

ลูกสุนัขตัวนั้นมีสีเทาขาว บนหน้าผากของมันมีลายเปลวไฟสามแฉกลักษณะคล้ายหมาป่าอยู่บ้าง เพียงแต่ขนาดตัวมันเท่าผลแตง หัวก็เหมือนลูกแตง อ้วนท้วนกลมดิก แต่ตัวมันกลับคิดว่าตนเองน่าเกรงขามเสียเต็มประดา วิ่งพล่านทั่วตำหนักใหญ่ หลายครั้งหลายคราพยายามปีนขึ้นบันไดสูง ๆ เพื่อจะได้มองคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ราชันอย่างสงบนิ่งเยือกเย็นผู้นั้นให้ชัด ๆ ทว่าขาสั้นเกินไป จึงได้แต่ลงเอยด้วยความล้มเหลว

โม่หรานจ้องเจ้าก้อนขนจอมพลังทว่าไร้สมองตัวนั้นครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา ยิ้มหัวเอ็ดเสียงเบาว่า “ไอ้สุนัขไร้ค่า”

ไม่นานสุนัขตัวน้อยก็โตเป็นสุนัขตัวใหญ่ สุนัขใหญ่กลายเป็นสุนัขแก่สุนัขแก่ก็กลายเป็นสุนัขตาย

โม่หรานหลับตา แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ชีวิตของเขามีทั้งได้รับการเอาอกเอาใจและถูกหยามหยัน อยู่อย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ ผ่านมาสามสิบสองปีแล้ว

เขาเล่นทุกอย่างจนเบื่อแล้ว รู้สึกเบื่อหน่ายและว้าเหว่เหลือเกินหลายปีนี้คนคุ้นหน้าคุ้นตาที่อยู่ข้างกายลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งเจ้าไฟสามแฉกก็กลับสวรรค์ไปแล้ว เขารู้สึกว่าตนเองก็อยู่มาสมควรแก่เวลาควรสิ้นสุดได้เสียที

เขาหยิบองุ่นแวววาวอิ่มน้ำลูกหนึ่งมาจากถาดผลไม้ บรรจงลอกเปลือกสีม่วงออก

ท่าทางของเขาเยือกเย็นและช่ำชองดุจเชียงหวัง[1]เปลื้องเสื้อผ้าของสตรีนอกด่านในกระโจมด้วยกิริยาเกียจคร้าน เนื้อผลไม้เป็นประกายไหวระริกอยู่ที่ปลายนิ้วเขา น้ำผลไม้ซึมเลอะเป็นสีม่วงจาง ๆ ดั่งห่านป่าคาบแสงตะวันรอน ดั่งไห่ถัง[2]หลับใหลในวสันตฤดู

ทั้งยังเหมือนโลหิตโสมม

เขากลืนรสชาติหวานเลี่ยนในปาก พลางพิจารณานิ้วมือตนเองจากนั้นก็ปรือตาอย่างเกียจคร้าน

เขาคิดว่า…สมควรแก่เวลาเสียที

ข้าเองก็ควรลงนรกแล้วเช่นกัน

โม่หราน นามรองเวยอวี่

ปฐมราชันแห่งโลกบำเพ็ญเพียร

กว่าจะมานั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ไม่ง่ายเลย ไม่เพียงต้องมีอาคมล้ำเลิศยังต้องมีหนังหน้าหนาแข็งแกร่งดุจหินผา

ก่อนหน้าเขา สิบสำนักใหญ่แห่งโลกบำเพ็ญเพียรมีอำนาจทัดเทียมกันดั่งมังกรขนดพยัคฆ์หมอบ ต่างถ่วงดุลกัน ไม่มีฝ่ายใดใช้กำลังของตนเพียงผู้เดียวพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้ ยิ่งกว่านั้น ประมุขทุกสำนักล้วนโดดเด่นเป็นเจ้าตำรับตำรา แม้อยากแต่งตั้งสถานะให้ตนเองเล่น ๆ สักหน่อยก็หวั่นเกรงปลายพู่กันของผู้บันทึกประวัติศาสตร์ กลัวว่าจะต้องแบกรับความอัปยศนับพันปี

แต่โม่หรานไม่เหมือนกัน

เขาคือจอมอันธพาล

เรื่องที่คนอื่นไม่กล้าทำ เขาล้วนทำมาแล้วทั้งสิ้น ดื่มสุรารสร้อนแรงที่สุดของโลกมนุษย์ แต่งสตรีงามที่สุดในใต้หล้า กลายเป็น “ท่าเซียนจวิน”ราชันเหยียบเซียนแห่งโลกบำเพ็ญเพียร ก่อนจะตั้งตนเป็นจอมราชัน

หมื่นพสกศิโรราบ

ผู้ที่ไม่ยอมคุกเข่าล้วนถูกเขาสังหารสิ้น หลายปีที่เขาปกครองใต้หล้าโลกบำเพ็ญเพียรเรียกได้ว่าโลหิตไหลนองเป็นสายน้ำ ภัยพิบัติแผ่คลุมทุกหย่อมหญ้า ผู้ผดุงคุณธรรมนับไม่ถ้วนล้วนทอดอาลัยมุ่งสู่อาสัญ สำนักหรูเฟิงหนึ่งในสิบสำนักใหญ่ยังถูกฆ่าล้างสำนัก

ต่อมา แม้กระทั่งอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้โม่หรานก็หนีไม่พ้นกรงเล็บปีศาจเช่นกัน เขาพ่ายแพ้ในการประลองชี้ชะตากับโม่หรานถูกศิษย์รักในวันวานนำตัวกลับไปกักบริเวณอยู่ในตำหนัก ไม่มีผู้ใดรู้ข่าวคราวของเขาอีก

แผ่นดินกว้างใหญ่ที่เดิมสงบสุขพลันตกอยู่ในความมืดมนอนธการ

ราชาสุนัขโม่หรานเล่าเรียนตำราเพียงไม่กี่วัน ทั้งยังเป็นคนที่ทำสิ่งใดไร้ขีดยับยั้ง ดังนั้นช่วงที่เขากุมอำนาจจึงปรากฏเรื่องเหลวไหลไม่สิ้นสุดอย่างเช่นเรื่องการกำหนดรัชศก

สามปีแรกที่เขาเป็นราชา รัชศก “หวังปา”[3]เป็นชื่อที่เขาคิดได้ขณะให้อาหารปลาอยู่ริมสระ

สามปีที่สอง รัชศก “กวา”[4]เพราะเขาได้ยินเสียงกบร้องอยู่ในลานเรือนช่วงคิมหันต์ จึงปักอกปักใจว่านี่คือแรงบันดาลใจที่ฟ้าประทานมาจะทำให้เสียความตั้งใจของสวรรค์ไม่ได้

ปัญญาชนในหมู่ชาวบ้านเคยคิดว่าคงไม่มีรัชศกใดน่ารันทดเกินรับได้ไปกว่า “หวังปา” และ “กวา” แล้ว แต่สุดท้ายพวกเขายังคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโม่เวยอวี่สักอย่าง

ช่วงสามปีที่สาม ในพื้นที่เริ่มมีการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะฝ่ายพุทธะฝ่ายเต๋า หรือว่าผู้ฝึกจิตวิญญาณ เหล่าผู้ผดุงคุณธรรมในยุทธภพที่ไม่อาจทนต่อความโหดเหี้ยมอำมหิตของโม่หรานได้ต่างเริ่มลุกฮือขึ้นต่อต้านไม่หยุดหย่อน

ดังนั้นครั้งนี้โม่หรานจึงคิดใคร่ครวญอย่างจริงจังอยู่ครึ่งค่อนวันหลังจากร่างชื่อนับไม่ถ้วน ชื่อรัชศกที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินจนเทพ ผีร่ำไห้ก็ถือกำเนิดขึ้น…“จี่ป้า”

ความหมายนั้นประเสริฐยิ่ง สองอักษรที่ปฐมราชันเค้นสมองคิดออกมา หมายให้สื่อถึง “การยุติสงคราม” เพียงแต่ยามชาวบ้านเอ่ยชื่อรัชศกขึ้นมาก็ดูกระดากปากอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะคนไม่รู้หนังสือ ฟังแล้วยิ่งอิหลักอิเหลื่อ

ปีแรกเรียก “จี่ป้าปีที่หนึ่ง” ฟังอย่างไรก็เหมือน “จีปา”[5]ปีที่หนึ่ง

ปีที่สองเรียก “จีปาปีที่สอง”

ไปจนถึง “จีปาปีที่สาม”

มีคนเคยปิดประตูด่าทอด้วยความแค้นเคืองว่า “เหลวไหลทั้งเพไยจึงไม่เรียกจี่ป้าเฉินเหนียน[6]เสียเลยเล่า! ต่อไปพบเจอบุรุษที่ใดก็ไม่ต้องถามไถ่อายุ ถามว่าองคชาตอายุเท่าใด! ตาเฒ่าร้อยปีก็เรียกว่าองคชาตร้อยปี!”

กว่าจะผ่านสามปีไปได้ช่างลำบากยากเย็น สุดท้ายรัชศก “จี่ป้า” นี้ก็ถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลง

คนทั่วหล้าล้วนรอรัชศกที่สี่ของท่านจอมราชันอย่างอกสั่นขวัญแขวนแต่ครั้งนี้โม่หรานกลับไม่มีความคิดจะตั้งชื่อแล้ว เพราะปีนี้ความไม่สงบในโลกบำเพ็ญเพียรปะทุขึ้นรอบด้าน ผู้ผดุงคุณธรรมในยุทธภพ เหล่าเซียนและนักรบผู้กล้าที่ทนกล้ำกลืนมาเกือบสิบปี ในที่สุดก็รวมตัวกันก่อตั้งกองทัพร้อยหมื่นอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร บีบให้โม่เวยอวี่ผู้เป็นปฐมราชันสละอำนาจ

โลกบำเพ็ญเพียรไม่ต้องการราชา

โดยเฉพาะทรราชเช่นนี้

หลังทำสงครามนองเลือดหลายเดือน ในที่สุดกองทัพคุณธรรมก็มาถึงเชิงเขาสื่อเซิง[7]เขาสูงชันอันตรายที่ตั้งอยู่ในดินแดนสู่จง[8]นี้ปกคลุมด้วยเมฆหมอกตลอดปี ตำหนักของโม่หรานตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาแห่งนี้

ศรพาดสายเตรียมพร้อม เหลือเพียงการโจมตีครั้งสุดท้ายเพื่อล้มล้างอำนาจ นี่คือการโจมตีที่ล่อแหลมที่สุด ทว่ายามเห็นโอกาสชนะอยู่รำไรในทัพพันธมิตรที่เดิมร่วมศัตรูเดียวกันกลับเริ่มมีใจแตกแยก อำนาจเก่าล่มสลาย อำนาจใหม่ย่อมต้องถูกสถาปนา ไม่มีผู้ใดอยากเสียกำลังของตนในยามนี้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดยินยอมเป็นแนวหน้าบุกขึ้นเขาไปก่อน

พวกเขาล้วนกลัวว่าทรราชที่เจ้าเล่ห์เพทุบายผู้นี้จะพลันร่อนลงมาจากฟ้า แสยะเขี้ยวขาววาววับเย็นเยียบดุจสัตว์ร้าย จับพวกคนที่บังอาจล้อมโจมตีตำหนักเขามาแหวะอกผ่าท้อง ฉีกทึ้งเป็นชิ้น ๆ

มีคนกล่าวด้วยสีหน้าตึงเครียด “โม่เวยอวี่พลังอาคมสูงล้ำ จิตใจอำมหิตโหดเหี้ยม เรารอบคอบไว้ก่อน อย่าหลงกลเขา”

เหล่าผู้นำต่างเห็นพ้อง

ทว่ายามนี้เอง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเย่อหยิ่งคนหนึ่งเดินออกมาเขาสวมเกราะเบาสีน้ำเงินขอบเงิน คาดเข็มขัดหัวสิงห์ รวบหางม้าสูงรัดด้วยรัดเกล้าสีเงินประณีต

สีหน้าของชายหนุ่มบึ้งตึง เขากล่าวว่า “ต่างก็มาถึงเชิงเขากันหมดแล้วแต่พวกท่านกลับยังรั้งรออยู่ที่นี่ไม่ยอมขึ้นไป หรือคิดจะรอให้โม่เวยอวี่ลงมาด้วยตนเอง ช่างเป็นเศษสวะขี้ขลาดโดยแท้!”

ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ทุกคนในที่นั้นต่างเดือดดาล

“คุณชายเซวียหมายความว่าอย่างไร อะไรคือขี้ขลาด ยามทหารกระทำการ ยึดความรอบคอบเป็นที่ตั้ง หากไม่สนใจสิ่งใดเช่นท่าน เกิดเรื่องขึ้นมาผู้ใดจะรับผิดชอบ”

มีคนเอ่ยเยาะทันที “เฮอะ ๆ คุณชายเซวียคือบุตรรักของสวรรค์เราเป็นเพียงปุถุชน ในเมื่อบุตรรักของสวรรค์ทนรอไม่ไหว อยากไปสู้กับราชาแห่งโลกมนุษย์ เช่นนั้นท่านก็ขึ้นเขาไปก่อนเถิด เราดื่มสุราสังสรรค์กันอยู่ที่เชิงเขา รอท่านไปหิ้วศีรษะของโม่เวยอวี่ลงมา เช่นนี้ประเสริฐนัก”

วาจานี้ออกจะรุนแรงอยู่บ้าง ภิกษุเฒ่ารูปหนึ่งในทัพพันธมิตรรีบรั้งชายหนุ่มที่กำลังจะบันดาลโทสะไว้ ปรับสีหน้าท่าทีให้ทรงภูมิ พลางเอ่ยโน้มน้าวด้วยไมตรี

“คุณชายเซวีย โปรดฟังอาตมาสักคำ อาตมารู้ว่าท่านกับโม่เวยอวี่มีความแค้นส่วนตัวลึกล้ำ แต่การบีบให้สละอำนาจเป็นเรื่องใหญ่ ท่านต้องคิดเผื่อทุกคน อย่ากระทำการวู่วามเป็นอันขาด”

“คุณชายเซวีย” ที่ตกเป็นเป้าผู้นี้มีนามว่าเซวียเหมิง สิบกว่าปีก่อนเขาเคยเป็นดรุณผู้โดดเด่น เป็นบุตรรักของสวรรค์ที่มีแต่คนประจบเอาใจ

ทว่ากาลเวลาผันผ่าน สถานการณ์แปรเปลี่ยน ดั่งพยัคฆ์ตกพื้นราบ[9]เขาต้องทนต่อคำเยาะเย้ยถากถางของคนเหล่านี้ เพียงเพราะขึ้นเขามาเพื่อเผชิญหน้ากับโม่หรานอีกครั้ง

เซวียเหมิงโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว ริมฝีปากสั่นระริก แต่ยังระงับโทสะเอาไว้สุดความสามารถ “เช่นนั้นพวกท่านจะรอถึงเมื่อใดกันแน่”

“อย่างน้อยก็ต้องรอดูความเคลื่อนไหวก่อน”

“ถูกต้อง หากโม่เวยอวี่ดักซุ่มอยู่เล่า”

ภิกษุเฒ่าที่พยายามไกล่เกลี่ยเมื่อครู่ก็โน้มน้าว “คุณชายเซวียอย่าได้ใจร้อน เรามาถึงเชิงเขาแล้ว ระวังสักหน่อยย่อมดีกว่า ถึงอย่างไรโม่เวยอวี่ก็ติดอยู่ในตำหนัก ไม่อาจลงเขามาได้ เวลานี้เขาเหมือนเกาทัณฑ์แผ่วปลายไม่มีพิษสงใดอีก ไยพวกเราจะต้องผลีผลามกระทำการยามนี้ เชิงเขามีคนมากมาย ที่เป็นทายาทผู้สูงส่งก็ตั้งมาก หากต้องมาจบชีวิตลง ผู้ใดจะรับผิดชอบเล่า”

เซวียเหมิงเสียงเกรี้ยว “รับผิดชอบ? เช่นนั้นข้าขอถามท่าน ผู้ใดรับผิดชอบชีวิตของอาจารย์ข้าได้บ้าง โม่หรานกักตัวอาจารย์ข้ามาสิบปี!สิบปีเต็ม ๆ! เวลานี้อาจารย์ข้าอยู่บนเขานี้ จะให้ข้ารอต่อไปได้อย่างไร”

ได้ยินเซวียเหมิงเอ่ยถึงอาจารย์ ทุกคนก็ประคองสีหน้าไว้ไม่อยู่

บ้างมีท่าทีละอาย บ้างเหลือบซ้ายแลขวา อึกอักพูดไม่ออก

“สิบปีก่อน โม่หรานตั้งตนเป็นท่าเซียนจวิน ไม่เพียงล้างเจ็ดสิบสองเมืองของสำนักหรูเฟิง ยังกำจัดเก้าสำนักใหญ่ที่เหลือ ต่อมาก็ประกาศตนเป็นจอมราชัน หมายสังหารพวกท่านให้หมดสิ้น วิบัติทั้งสองครานี้ สุดท้ายเป็นผู้ใดที่ขัดขวางเขา หากมิใช่อาจารย์ข้าเสี่ยงชีวิตปกป้อง พวกท่านจะยังอยู่รอด ซ้ำยังมายืนพูดคุยตรงหน้าข้าได้อีกหรือ”

สุดท้ายมีคนกระแอมแห้ง ๆ สองที เอ่ยเสียงอ่อนโยน “คุณชายเซวียท่านระงับโทสะก่อน เรื่องของปรมาจารย์ฉู่ พวกเรา…ล้วนละอายใจนักทั้งรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่ก็ดังที่ท่านว่า เขาถูกกักตัวมาสิบปีแล้ว หากเกิดเหตุอันใด ก็คง…ฉะนั้น ท่านก็รอมาแล้วสิบปี ยามนี้จึงไม่ควรใจร้อนแม้สักครึ่งขณะ ท่านว่าถูกหรือไม่”

“ถูก? ถูกมารดาเจ้าสิ!”

คนผู้นั้นเบิกตากว้าง “ท่านด่าคนเช่นนี้ได้อย่างไร”

“เหตุใดข้าจะด่าไม่ได้ อาจารย์ไม่ห่วงความตาย เพื่อที่จะช่วยพวกท่าน…พวกคน…”

เขากล่าวต่อไม่ออก คำพูดจุกอยู่ในลำคอ “ข้ารู้สึกแทนอาจารย์ว่ามันช่างไม่ควรค่า”

พูดถึงตอนท้าย เซวียเหมิงพลันเบือนหน้าไป ไหล่สั่นสะท้านเล็กน้อยพยายามข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้

“เราก็มิได้พูดว่าจะไม่ช่วยปรมาจารย์ฉู่…”

“นั่นน่ะสิ ในใจทุกคนล้วนจดจำความดีของปรมาจารย์ฉู่ไม่เคยลืมเลือน คุณชายเซวีย ท่านกล่าวเช่นนี้เท่ากับปรักปรำว่าทุกคนเนรคุณใครจะรับได้เล่า”

“แต่จะว่าไป โม่หรานเองก็เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ฉู่มิใช่หรือ” มีคนเอ่ยเสียงเบา “ข้าว่านะ ความจริงศิษย์ทำเรื่องชั่วช้า เขาเป็นอาจารย์ก็สมควรต้องรับผิดชอบ ดังคำว่าไม่สั่งสอนบุตรคือความผิดของบิดาไม่กวดขันศิษย์คือความเกียจคร้านของอาจารย์ เดิมนี่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยังต้องมาคร่ำครวญอะไรอีกเล่า”

วาจานี้ออกจะจาบจ้วงอยู่บ้าง มีคนเอ่ยปรามทันที “พูดเหลวไหลอะไร! ระวังปากเจ้าให้ดี!”

ก่อนจะหันไปเกลี้ยกล่อมเซวียเหมิงด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ “คุณชายเซวียท่านอย่าได้ใจร้อน…”

เซวียเหมิงตัดบทเขาทันควัน ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า “จะไม่ให้ข้าร้อนใจได้อย่างไร พวกท่านไม่ทุกข์ร้อนก็พูดได้สิ แต่นั่นอาจารย์ข้า!อาจารย์ของข้า! ข้าไม่ได้พบอาจารย์มาหลายปี! ไม่รู้ว่าอาจารย์เป็นตายร้ายดีอย่างไร ใช้ชีวิตเช่นไร พวกท่านคิดว่าข้ามายืนอยู่ที่นี่เพื่ออะไร”

เขาหอบหายใจ ขอบตาแดงก่ำ “หรือหากพวกท่านรออยู่เช่นนี้คิดว่าโม่เวยอวี่จะลงจากเขามาคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้าพวกท่านเองรึ”

“คุณชายเซวีย…”

“นอกจากอาจารย์ ข้าไม่มีคนใกล้ชิดผูกพันสักคนบนโลก” เซวียเหมิงสะบัดชายเสื้อออกจากการเหนี่ยวรั้งของภิกษุเฒ่า น้ำเสียงแหบพร่า “พวกท่านไม่ไป ข้าไปเอง”

ทิ้งวาจาไว้เท่านี้ หนึ่งคนหนึ่งกระบี่ก็ขึ้นเขาไปเพียงลำพัง

สายลมเหน็บหนาวพัดพาความชื้นมาพร้อมกับเสียงใบไม้ไหวกรูเกรียว ท่ามกลางหมอกหนาทึบคล้ายมีวิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วนกำลังกระซิบกระซาบส่งเสียงหวีดหวิวอยู่ในราวป่า

เซวียเหมิงมุ่งหน้าไปยังยอดเขาด้วยตัวคนเดียว ตำหนักใหญ่น่าเกรงขามที่โม่หรานอาศัยอยู่มีแสงเทียนสงบนิ่งส่องสว่างท่ามกลางม่านราตรี เขาพลันเหลือบไปเห็นสุสานสามหลุมตั้งอยู่หน้าเจดีย์ทงเทียน[10]เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ สุสานแรกมีหญ้าเขียวคลุมครึ้ม ป้ายสุสานสลักอักษรโย้เย้ตัวใหญ่ว่า ‘สุสานสนมฉู่ ชิงเจิน[11]กุ้ยเฟย’

ตรงข้ามกับสุสาน “ชิงเจิงกุ้ยเฟย” ผู้นี้ คือหลุมสุสานที่สองซึ่งเป็นหลุมใหม่ เนินดินเพิ่งกลบใหม่ ๆ บนป้ายสลักว่า ‘สุสานมเหสีโหยวเป้า[12]ซ่งซื่อ[13]’

“…”

หากเป็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน เซวียเหมิงได้เห็นเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้จะต้องอดหัวเราะไม่ได้แน่

ตอนที่เขากับโม่หรานร่วมสำนักเป็นศิษย์ของอาจารย์คนเดียวกันโม่หรานเป็นศิษย์ที่ชอบกลั่นแกล้งและหยอกล้อเก่งที่สุด แม้เซวียเหมิงจะเห็นเขาขวางหูขวางตามานาน แต่บางครั้งก็ถูกเขาแกล้งจนทนไม่ไหว

ชิงเจิงกุ้ยเฟยกับมเหสีโหยวเป้านี่ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งบ้าบออะไร คงเป็นหลุมศพที่ยอดอัจฉริยะโม่ตั้งให้ภรรยาสองคนนั้น รูปแบบดูคล้ายคลึงกับ“หวังปา” “กวา” และ “จี่ป้า” เพียงแต่เหตุใดเขาจึงตั้งนามหลังวายชนม์ให้ภรรยาทั้งสองเช่นนี้ก็สุดรู้ได้

เซวียเหมิงมองไปยังสุสานหลุมที่สาม

ใต้เงาราตรี สุสานนั้นเปิดอยู่ ภายในมีโลงศพโลงหนึ่ง เพียงแต่ในโลงไม่มีผู้ใด บนป้ายสุสานก็ยังไม่มีรอยหมึก

แต่สุราขาวดอกสาลี่ป้านหนึ่ง เกี๊ยวน้ำมันพริกที่เย็นชืดแล้วชามหนึ่งและกับข้าวรสเผ็ดชาอีกสองสามจานที่วางอยู่หน้าสุสาน ล้วนเป็นอาหารที่โม่หรานโปรดปราน

เซวียเหมิงจ้องมองอย่างอึ้งงัน ในใจพลันตระหนก…หรือว่าโม่เวยอวี่จะไม่คิดต่อต้าน ขุดหลุมศพให้ตนเอง ตัดสินใจที่จะตายนานแล้ว

เหงื่อกาฬผุดพราย

เขาไม่เชื่อ โม่หรานผู้นี้ แต่ไหนแต่ไรล้วนสู้ยิบตา ไม่เคยรู้จักว่าอะไรคือความอ่อนล้า อะไรคือการล้มเลิก ด้วยพฤติกรรมของเขา จะต้องแลกชีวิตกับทัพคุณธรรมจนถึงที่สุด เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะ…

สิบปีมานี้ โม่หรานยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งอำนาจ สุดท้ายแล้วเขาเห็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

เซวียเหมิงหันกายหายเข้าไปในความมืด สาวเท้าเข้าไปในตำหนักอูซานที่มีแสงไฟส่องสว่าง

ในตำหนักอูซาน โม่หรานหลับตาสนิท สีหน้าซีดเผือด

เซวียเหมิงเดาไม่ผิด เขาตัดสินใจตายจริง ๆ สุสานด้านนอกหลุมนั้นก็คือหลุมศพที่เขาขุดให้ตนเอง หนึ่งชั่วยามก่อน เขาใช้คาถาเคลื่อนย้ายไล่บริวารออกไป แล้วกินยาพิษที่มีฤทธิ์ร้าย ทว่าตบะของเขาสูงยิ่ง ฤทธิ์ยาจึงแพร่กระจายในร่างเขาเชื่องช้าเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ความเจ็บปวดจากการถูกกัดกร่อนสลายอวัยวะภายในจึงรุนแรงและชัดเจนยิ่งกว่า

แอ๊ด…เสียงประตูตำหนักเปิดออก

โม่หรานมิได้เงยหน้า เพียงเอ่ยเสียงแหบพร่า “เซวียเหมิง เป็นเจ้ากระมัง เจ้ามาแล้วหรือ”

เซวียเหมิงยืนเคว้งอยู่บนแผ่นกระเบื้องปูพื้นสีทองในตำหนัก ผมหางม้ากระจัดกระจาย เกราะเบาเปล่งประกายวาววับ

สหายร่วมสำนักในอดีตพบพานกันอีกครั้ง โม่หรานกลับไม่แสดงท่าทีใด ๆ เขานั่งเท้าคางเบี่ยงข้าง แพขนตาหนายาวหลุบลงปิดดวงตา

ผู้คนล้วนโจษจันกันว่าเขาคือปีศาจเจ้าเล่ห์สามเศียรหกกร แต่ความจริงคิ้วตาเขาชวนมองยิ่งนัก สันจมูกโค้งได้รูปดูอ่อนละมุน ริมฝีปากบางอิ่มน้ำ ใบหน้าอ่อนหวานโดยกำเนิดหลายส่วน มองเพียงรูปโฉมผู้ใดก็รู้สึกว่าเขาคือคนงามผู้น่ารัก

เซวียเหมิงเห็นสีหน้าเขา ก็รู้ว่าเขากินยาพิษแล้วดังคาด ในใจรู้สึกบอกไม่ถูก อยากจะเอ่ยบางอย่างแต่ยั้งไว้ สุดท้ายก็กำหมัดแน่น ถามเพียงว่า “อาจารย์เล่า”

“…อะไร”

เซวียเหมิงเสียงเข้ม “ข้าถามเจ้า อาจารย์เล่า! อาจารย์ของเจ้าและข้าอาจารย์ของเราเล่า!”

“อ้อ” โม่หรานแค่นเสียงเบา ๆ ในที่สุดดวงตาดำสนิทแทรกประกายม่วงที่ถูกคั่นด้วยกาลเวลาในอดีตอันสลับซับซ้อนก็เบิกขึ้นช้า ๆ จับจ้องมายังร่างของเซวียเหมิง

“นับดูแล้ว ตั้งแต่แยกจากกันที่วังท่าเสวี่ย[14]ของคุนหลุน เจ้ากับอาจารย์ก็ไม่ได้พบกันมาสองปีแล้ว”

โม่หรานเอ่ยพลางยิ้มน้อย ๆ

“เซวียเหมิง เจ้าคิดถึงอาจารย์หรือ”

“อย่ามัวพูดพล่าม! คืนอาจารย์ให้ข้า!”

โม่หรานมองเขาอย่างสงบนิ่ง ข่มอาการปวดบิดเป็นระยะในช่องท้องมุมปากยกยิ้มเยาะ หลังพิงพนักบัลลังก์

ภาพเบื้องหน้าดับวูบเป็นพัก ๆ เขาพอจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอวัยวะภายในกำลังบิดตัวและหลอมละลาย แปรสภาพเป็นโลหิตเน่าเหม็น

โม่หรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “คืนให้เจ้า? พูดโง่ ๆ เจ้าไม่ใช้สมองคิดดูสักหน่อย ข้ากับอาจารย์มีความแค้นฝังลึกเช่นนี้ ข้าจะยอมให้เขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร”

“เจ้า…!” ใบหน้าเซวียเหมิงพลันซีดเผือด สองตาเบิกกว้าง ถอยหลังกรูด “เป็นไปไม่ได้…เจ้าไม่มีทาง…”

“ข้าไม่มีทางอะไร” โม่หรานหัวเราะเบา ๆ “เจ้าลองว่ามาที ข้าไม่มีทางอะไร”

เซวียเหมิงเสียงสั่นเครือ “แต่ว่าสำหรับเจ้า เขาคือ…ถึงอย่างไรเขาก็คืออาจารย์เจ้า…เจ้าจะลงมือได้อย่างไร!”

เขาเงยหน้ามองโม่หรานซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ สวรรค์มีฝูซี[15]นรกมีพญายม โลกมนุษย์ย่อมมีโม่เวยอวี่

แต่สำหรับเซวียเหมิงแล้ว ต่อให้โม่หรานกลายเป็นจักรพรรดิแห่งโลกมนุษย์ ก็ไม่ควรกลายเป็นเช่นนี้

เซวียเหมิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แค้นจนน้ำตาไหล “โม่เวยอวี่ เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่ เขาเคย…”

โม่หรานเหลือบตาขึ้นมองอย่างเย็นชา “เคยอะไร”

เซวียเหมิงเสียงสั่น “เขาเคยปฏิบัติต่อเจ้าเช่นไร เจ้าก็รู้…”

โม่หรานพลันยิ้ม “เจ้าคิดจะเตือนข้าว่า เขาเคยตีข้าจนผิวหนังยับเยินไม่เหลือชิ้นดี เคยให้ข้าคุกเข่ารับผิดต่อหน้าผู้คน หรือคิดจะเตือนข้าว่าเขาเคยขวางอยู่เบื้องหน้าข้า ขัดขวางเรื่องของข้าจนเสียการใหญ่กี่ครั้งกี่หนเพื่อเจ้าและเพื่อคนที่ไม่เกี่ยวข้อง”

เซวียเหมิงส่ายหน้าด้วยความเจ็บปวด “…”

ไม่ใช่นะ โม่หราน

เจ้าลองคิดดูให้ดี ละวางความอาฆาตแค้นเหล่านั้นลง แล้วหันมามองดูสักหน่อย

เขาเคยพาเจ้าฝึกยุทธ์ ปกป้องคุ้มภัยให้เจ้า

เขาเคยสอนเจ้าฝึกอักษรอ่านตำรา แต่งโคลง วาดภาพ

เขาเคยหัดทำอาหารเพื่อเจ้า มือไม้งุ่มง่ามจนได้แผล

เขาเคย…เขาเคยรอเจ้ากลับมาทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่ฟ้ามืดจนฟ้าสาง…คนเดียว…

คำพูดมากมายเหล่านี้กลับติดอยู่ในลำคอ สุดท้าย เซวียเหมิงเพียงเอ่ยเสียงสะอื้น

“เขา…เขาอารมณ์ร้ายยิ่งนัก ซ้ำยังพูดจาไม่น่าฟัง ทว่าแม้แต่ข้าก็ยังรู้ว่าเขาดีต่อเจ้าเพียงนั้น เหตุใดเจ้า…เหตุใดเจ้าใจแข็ง…”

เซวียเหมิงเงยหน้าขึ้น ข่มกลั้นน้ำตาที่เอ่อท้นเอาไว้ ลำคอตีบตันไม่อาจเอื้อนเอ่ยต่อไปได้อีก

“ใช่แล้ว” ได้ยินเสียงทอดถอนใจแผ่วเบาของโม่หรานดังขึ้นในตำหนักหลังจากเงียบไปนาน “แต่ว่าเซวียเหมิง เจ้ารู้หรือไม่” น้ำเสียงของโม่หรานแผ่วโผยอย่างเห็นได้ชัด “เขาเคยทำร้ายคนที่ข้ารักเพียงหนึ่งเดียวเช่นกันเพียงหนึ่งเดียว”

เงียบงันเนิ่นนาน

ช่องท้องปวดร้าวราวกับถูกเพลิงแผดเผา เลือดเนื้อถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับพันนับหมื่นชิ้น

“แต่ว่า ชั่วดีอย่างไรก็เป็นศิษย์อาจารย์กัน ศพของเขาตั้งอยู่ในศาลาหงเหลียน[16]บนยอดเขาทิศใต้ ร่างของเขานอนอยู่ในดอกบัว รักษาสภาพไว้อย่างดี เหมือนกำลังนอนหลับอยู่” โม่หรานพรูลมหายใจ พยายามวางท่าสงบนิ่ง ขณะเอ่ยออกไปเช่นนี้ เขาไม่แสดงสีหน้า นิ้วมือวางนิ่งอยู่บนโต๊ะยาวไม้จื่อถาน ทว่าข้อนิ้วกลับขาวซีด

“ศพของเขาคงสภาพด้วยพลังวิญญาณของข้า จึงไม่เน่าเปื่อยหากเจ้าคิดถึงเขา ก็อย่ามัวสิ้นเปลืองคำพูดกับข้าอยู่ที่นี่ ฉวยโอกาสขณะข้ายังไม่ตาย รีบไปเสีย”

รสคาวขื่นตีขึ้นมาในลำคอ ขณะเอ่ยปากโม่หรานไอสองสามครั้งในปากและฟันล้วนเต็มไปด้วยโลหิตสด แต่สายตากลับผ่อนคลายเป็นอิสระ

เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า “ไปเถอะ ไปดูเขา หากไม่ทันการณ์ ข้าตายไปพลังวิญญาณถูกตัดขาด เขาก็จะแปรสภาพเป็นเถ้าธุลี”

กล่าวจบ เขาหลับตาอย่างโรยแรง พิษร้ายโจมตีหัวใจ เพลิงร้อนผลาญเผาทรมาน

ความเจ็บปวดรุนแรงดั่งฉีกทึ้งหัวใจ แม้แต่เสียงโหยไห้คร่ำครวญของเซวียเหมิงก็อยู่ไกลออกไป ราวกับดังมาจากทะเลลึกนับหมื่นจั้ง[17]

โลหิตไหลลงตามมุมปากไม่หยุด โม่หรานกำแขนเสื้อแน่น กล้ามเนื้อหดเกร็งเป็นระยะ

เขาลืมตาอันพร่าเลือน เซวียเหมิงวิ่งไปไกลแล้ว วิชาตัวเบาของเจ้าหนุ่มนั่นนับว่าไม่แย่ วิ่งจากที่นี่ไปยอดเขาทิศใต้คงใช้เวลาไม่มากนัก

การได้เห็นหน้าอาจารย์ครั้งสุดท้าย เขาคงทำได้

โม่หรานยันกายลุกขึ้นอย่างโงนเงน นิ้วมือเปรอะคราบเลือดเริ่มประสานอิน[18]ส่งตนเองไปยังหน้าเจดีย์ทงเทียนบนยอดเขาสื่อเซิง

ยามนี้เป็นปลายฤดูสารท ดอกไห่ถังบานสะพรั่ง

เขาไม่รู้ว่าเหตุใดสุดท้ายตนเองจึงเลือกจบชีวิตบาปหนาลงที่นี่ เพียงคิดว่าบุปผาบานตระการเช่นนี้ ยังนับว่าเป็นสุสานที่งดงาม

เขานอนลงในโลงศพที่เปิดไว้ เงยหน้ามองดูดอกไม้บานยามค่ำคืนที่ปลิดปลิวลงมาอย่างไร้สุ้มเสียง

โปรยปรายลงมาในโลงศพที่เปิดอยู่ พลิ้วผ่านแก้ม ดอกแล้วดอกเล่าเหมือนเรื่องราวในอดีตที่โรยราไป

ชีวิตนี้ จากบุตรนอกสมรสคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย จนกลายเป็นตี้จวิน[19]เพียงหนึ่งเดียวแห่งโลกมนุษย์

เขาชั่วร้ายถึงที่สุด สองมืออาบโลหิต รัก แค้น ชอบ ชัง สุดท้ายไม่เหลือสิ่งใดสักอย่าง

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้สลักข้อความอันเสรีไร้ขอบเขตลงบนป้ายสุสานของตนเองแม้แต่อักษรเดียว ไม่ว่าจะเป็น “จอมราชันตลอดกาล” อันไร้ยางอาย หรือคำเหลวไหลอย่าง “ทอดน้ำมัน” “นึ่งร้อน” เขาไม่ได้เขียนอะไรทั้งสิ้น สุสานของปฐมราชันแห่งโลกบำเพ็ญเพียร ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ทิ้งข้อความใดไว้

ละครชวนหัวอันต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี ในที่สุดก็ถึงกาลอวสาน

ผ่านไปอีกหลายชั่วยาม ขณะที่กลุ่มคนชูคบเพลิงสว่างโร่ดั่งงูเพลิงบุกเข้าไปในตำหนัก สิ่งที่รอพวกเขากลับเป็นตำหนักอูซานอันว่างเปล่ายอดเขาสื่อเซิงที่ไร้ผู้คน มีเพียงเซวียเหมิงฟุบลงกับพื้นร่ำไห้จนร่างชาอยู่ท่ามกลางเถ้ากระดูกเกลื่อนพื้นข้างศาลาริมน้ำหงเหลียน

และยังมี…โม่เวยอวี่ที่แม้กระทั่งศพก็เย็นเฉียบไปแล้วอยู่หน้าเจดีย์ทงเทียน

[1]หมายถึง ผู้นำชนเผ่าเชียง

[2]พืชในตระกูลแอ๊ปเปิ้ล ดอกสีขาว แดง หรือชมพู เป็นดอกไม้ที่ไม่ชอบความเย็น

[3]หมายถึง ตะพาบน้ำ

[4]เป็นคำเลียนเสียงร้องของกบ หรือเป็ดก็ได้

[5]หมายถึง องคชาต

[6]หมายถึง ยุติสงครามชั่วกาล

[7]เขาเป็นตาย

[8]ตอนกลางของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน)

[9]มาจากสำนวน “พยัคฆ์ตกพื้นราบ ถูกสุนัขรุมรังแก” อุปมาถึงยามเมื่อตกยาก หรือสูญสิ้นอำนาจ ย่อมถูกผู้ที่อ่อนแอกว่ารุมโจมตี

[10]เจดีย์ทะลวงฟ้า

[11]“ชิงเจิง” แปลว่า “นึ่งร้อน ๆ” ในที่นี้เป็นการล้อกับคำว่า “ชิงเจิน”

[12]หมายถึง ทอดน้ำมัน

[13]คำว่า “ซื่อ” หมายถึง สกุล โดยทั่วไปใช้ต่อท้ายแซ่ของหญิงที่ออกเรือนแล้ว เป็นธรรมเนียมการเรียกสตรีที่ออกเรือน เพื่อให้รู้ว่าเป็นสตรีที่แต่งมาจากสกุลใด บางครั้งอาจเติมแซ่ของฝ่ายชายไว้หน้าสุด เพื่อให้รู้ว่าเป็นสตรีที่แต่งเข้าสกุลใด

[14]วังย่ำหิมะ

[15]หนึ่งในสามจักรพรรดิแห่งยุคสามราชาห้าจักรพรรดิ ตามตำนานว่าไว้ว่าเป็นบรรพบุรุษและเทพผู้ปกครองมวลมนุษย์ มีร่างกายท่อนบนเป็นคนท่อนล่างเป็นงู

[16]ศาลาปทุมแดง

[17] 1 จั้ง เท่ากับประมาณ 3.33 เมตร ในที่นี้เป็นการเปรียบเปรยว่าลึกมาก

[18]คือท่าประสานสองมือเข้าด้วยกัน ทำเป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ตามแต่คาถาที่บริกรรมเพื่อเป็นการควบคุมจักระก่อนเรียกใช้คาถาให้ออกมาในรูปของพลังงาน

[19]คำเรียกยกย่องเทพเจ้า

2 ตัวข้าฟื้นแล้ว

“ใจข้าดั่งห้วงน้ำนิ่งสนิท หมื่นความคิดกลายกลับเป็นเถ้าถ่าน ไม่คาดว่าคืนเหมันต์ซานจิ่ว[1]กลับทอประกายวสันต์ ฤๅสวรรค์เวทนาทุ่งหญ้าเขียวในหุบเขา กลัวว่าใต้หล้าอันล้วนด้วยเล่ห์ลวงจะแสนเข็ญ”

ข้างหูได้ยินเสียงกังวานใสของสตรีดังเจื้อยแจ้ว ถ้อยเสนาะดั่งมุกและหยกกระทบกัน แต่กลับทำให้โม่หรานปวดศีรษะจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ

“หนวกหูอะไร! ผีที่ใดแผดเสียงโหยหวน! ใครไล่นางหญิงชั้นต่ำผู้นี้ลงเขาไปให้พ้นที!”

ตะโกนจบ โม่หรานก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง

…ข้าตายแล้วมิใช่หรือ

ความคับแค้นและความเหน็บหนาว ความเจ็บปวดและความเดียวดายจู่โจมเข้ามาจนปวดร้าวในอก โม่หรานลืมตาโดยพลัน

ภาพทุกอย่างก่อนตายดั่งลมพัดหิมะกระจาย เขาพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียง มิใช่เตียงบนยอดเขาสื่อเซิง เตียงนี้สลักลายมังกรหงส์ เนื้อไม้กำจายกลิ่นแป้งชาดเข้มข้น ผ้านวมเก่าที่ปูอยู่มีสีชมพูและม่วงอ่อน ปักลายยวนยาง[2]เล่นน้ำ หมอนผ้าห่มเช่นนี้มีแต่สตรีในหอเริงรมย์ที่ใช้

“…”

โม่หรานตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ

เขารู้ว่าที่นี่คือที่ใด

นี่คือ “เรือนมุงกระเบื้อง”[3]แห่งหนึ่งในละแวกยอดเขาสื่อเซิง

ที่เรียกว่า “เรือนมุงกระเบื้อง” ก็คือหอเริงรมย์ กล่าวคือ “ยามมากระเบื้องประกบ ยามจากกระเบื้องแยก”[4]แขกเหรื่อสาวงามพบกันแล้วแยกย้ายไปตามสะดวก

โม่หรานในวัยเยาว์ มีช่วงหนึ่งฝักใฝ่ในกามยิ่งนัก ในครึ่งเดือนนอนที่หอเริงรมย์อยู่สิบกว่าวัน เพียงแต่หอเริงรมย์นี้เปลี่ยนเจ้าของไปตั้งแต่ตอนเขาอายุยี่สิบกว่า ต่อมาเปลี่ยนเป็นหอสุรา ทว่าหลังจากเขาตายกลับมาปรากฏตัวอยู่ในหอเริงรมย์ที่ปิดกิจการไปนานแล้ว

นี่มันเกิดอะไรขึ้น

หรือว่าตอนเขามีชีวิตอยู่ก่อกรรมทำเข็ญหนักหนาเกินไป ทำร้ายชายหนุ่มหญิงสาวนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้จึงถูกพญายมลงโทษให้มาเกิดใหม่ในหอเริงรมย์เพื่อรับแขก?

โม่หรานคิดฟุ้งซ่านพลางพลิกตัวไปโดยไม่รู้ตัว

พลันเผชิญกับใบหน้าที่คุ้นเคย

“…”

อะไร! เหตุใดมีคนมานอนอยู่ข้างกายข้า

ซ้ำยังเป็นบุรุษเปลือยกายล่อนจ้อน!

บุรุษผู้นี้หน้าตาอ่อนเยาว์ เครื่องหน้าละเอียดอ่อน ขาวผุดผ่องน่ารักไม่อาจแยกแยะชายหญิง

ใบหน้าโม่หรานไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ทว่าในใจกลับมีเกลียวคลื่นโหมกระหน่ำ จ้องหนุ่มหน้าขาวที่จมอยู่ในนิทราอยู่เป็นครึ่งค่อนวัน ทันใดนั้นก็จำได้

นี่คือนายบำเรอที่ข้าโปรดปรานเป็นพิเศษในวัยเยาว์มิใช่หรือ เหมือนว่าจะชื่อหรงซาน?

หรือไม่ก็ชื่อหรงจิ่ว

จะซานหรือจิ่วก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ต่อมานายบำเรอผู้นี้ป่วยเป็นกามโรค ตายไปหลายปีแล้ว ศพก็น่าจะไม่เหลือซากนานแล้ว ทว่าตอนนี้เขากลับยังมีชีวิตอยู่ ตัวขาว ๆ นุ่ม ๆ ขดซุกอยู่บนเตียงเขา ลำคอและไหล่ที่มีรอยจ้ำเขียว ๆ ม่วง ๆ คลุมเครือเผยออกมาจากใต้ผ้าห่มปักลาย

โม่หรานหน้าตึง เลิกผ้าห่มขึ้น เลื่อนสายตาลงไปด้านล่าง

“…”

หรงที่ไม่รู้ว่าจิ่วหรือซานผู้นี้ เอาเป็นว่าเขาคือหรงจิ่วไปก่อนแล้วกันคนงามน้อยหรงจิ่วมีรอยแส้กระจายทั่วร่าง ต้นขาขาวนุ่มดุจหยกขาวมันแพะยังถูกมัดอย่างประณีตด้วยเชือกแดงหลายเส้น

โม่หรานเท้าคางลอบถอนหายใจพลางคิดว่า…ช่างน่าสนใจนัก

พิจารณาจากฝีมือผูกเชือกอันประณีตนี้ ทักษะช่ำชองเช่นนี้ ภาพอันคุ้นตานี้

นี่คงมิใช่ข้าเป็นคนมัดเองกระมัง!

เขาคือผู้ฝึกเซียน เรื่องการเกิดใหม่ก็พอจะเคยอ่านผ่านตามาบ้างเวลานี้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า หรือตนเองจะย้อนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

เพื่อพิสูจน์ความคิดตนเองมากขึ้นอีกขั้น โม่หรานหาคันฉ่องสำริดมาส่องดู คันฉ่องสำริดเก่าชำรุดมาก แต่ในประกายสีเหลืองหม่น ๆ ยังพอมองเห็นรูปโฉมของตนได้ราง ๆ

โม่หรานตายเมื่ออายุสามสิบสองปี นับเป็นวัยตั้งตัวแล้ว ทว่าเวลานี้ใบหน้าของสหายในคันฉ่องผู้นั้นกลับค่อนข้างเยาว์วัยอย่างเห็นได้ชัด คิ้วตาหล่อเหลาฉายความโอหังถือดีที่เป็นลักษณะเฉพาะของคนหนุ่ม ดูเหมือนน่าจะอายุสักสิบห้าสิบหก

ในห้องนี้ไม่มีคนอื่น โม่หรานผู้เป็นทรราชแห่งยุคบำเพ็ญเพียรจอมอิทธิพลแห่งแดนสู่จง จักรพรรดิแห่งโลกมนุษย์ ประมุขแห่งยอดเขาสื่อเซิง ท่าเซียนจวิน นิ่งเงียบไปนาน ก่อนแสดงความรู้สึกในใจออกมาด้วยความสัตย์จริง

“เวรแล้ว…”

คำว่า “เวรแล้ว” ที่หลุดออกไปปลุกหรงจิ่วให้ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย

คนงามลุกขึ้นนั่งอย่างเกียจคร้าน ผ้าห่มปักลายที่คลุมกายเลื่อนลงมาตามลาดไหล่ เผยให้เห็นร่างขาวผ่องสะดุดตา เขาเลี้ยงผมจนยาวอ่อนนุ่ม ดวงตาดอกท้อง่วงงุนหรี่ปรือ หางตามีสีแดงเรื่อ อ้าปากหาวหวอด

“ฮ้าว…คุณชายโม่ วันนี้ท่านตื่นเช้าจริง”

โม่หรานมิได้ส่งเสียง ย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน เขาชอบคนงามน้อยผู้อ่อนช้อยน่ารักที่ไม่อาจแยกแยะว่าชายหรือหญิงอย่างหรงจิ่วจริง ๆ ทว่าเวลานี้ ท่าเซียนจวินในวัยสามสิบสอง มองอย่างไรก็สงสัยว่าตอนนั้นหัวสมองของตนถูกลาถีบหรืออย่างไร ถึงได้รู้สึกว่าบุรุษประเภทนี้งดงาม

“หรือเมื่อคืนจะนอนไม่หลับ ฝันร้ายใช่หรือไม่”

ตัวข้าตายแล้ว เจ้าว่าเป็นฝันร้ายหรือไม่เล่า

หรงจิ่วเห็นเขาไม่เอ่ยคำ คิดว่าเขาอารมณ์ไม่ดี จึงลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่างไม้ฉลุลาย โอบโม่หรานจากทางด้านหลัง

“คุณชายโม่ ท่านสนใจข้าสักหน่อยสิ ไยเอาแต่นิ่งอึ้ง ไม่สนใจคน”

โม่หรานถูกเขาโอบกอดไว้เช่นนี้ ใบหน้าก็เขียวคล้ำ แทบอยากจะกระชากปีศาจน้อยตนนี้ออกจากหลังตนเองทันที แล้วตบใบหน้าที่หนังหน้าบอบบางของอีกฝ่ายสักสิบเจ็ดสิบแปดฉาดใหญ่ ทว่าสุดท้ายยังคงข่มกลั้นเอาไว้

เขายังงุนงงเล็กน้อย ไม่กระจ่างถึงสถานการณ์

ถึงอย่างไรหากตนกลับมาเกิดใหม่จริง ทั้งเมื่อคืนยังหลับนอนกับหรงจิ่ว หากตื่นขึ้นมาก็ต่อยคนจนจมูกเขียวหน้าบวม พฤติกรรมเช่นนี้คงไม่ต่างจากจิตวิปริต ไม่เหมาะสม…ไม่เหมาะสมเอามาก ๆ

หลังจากปรับอารมณ์แล้ว โม่หรานจึงถามคล้ายไม่ใส่ใจว่า “วันนี้คือวันใดเดือนใด”

หรงจิ่วชะงัก จากนั้นจึงยิ้มแล้วเอ่ย “ขึ้นสี่ค่ำเดือนห้าอย่างไรเล่า”

“ปีวอกธาตุไฟ?”[5]

“นั่นคือปีที่แล้ว ปีนี้คือปีระกาธาตุไฟต่างหาก คุณชายโม่ช่างเป็นผู้สูงศักดิ์ที่ขี้หลงขี้ลืมโดยแท้ นับวันความจำยิ่งถดถอย”

ปีระกาธาตุไฟ…

แววตาโม่หรานคลุมเครือสับสน ในหัวหมุนเร็วจี๋

ปีระกาธาตุไฟ เขาอายุสิบหกปี เพียงหนึ่งปีหลังจากได้รับการรับรองจากประมุขแห่งยอดเขาสื่อเซิงว่าเขาเป็นหลานที่พลัดพรากไปหลายปี ก่อนจะก้าวกระโดดจากสุนัขขี้เรื้อนที่ถูกรังแก กลายเป็นพญาหงส์บนยอดไม้

เช่นนั้นข้า…กลับมาเกิดใหม่แล้วจริง ๆ?

หรือว่าเป็นความฝันมายาหลังความตาย…

หรงจิ่วยิ้มแล้วเอ่ย “คุณชายโม่ ข้าว่าท่านน่าจะหิวจนเลอะเลือนแล้วแม้แต่วันนี้เป็นวันใดก็ยังจำไม่ได้ ท่านนั่งรอสักครู่ ข้าจะไปที่ครัวยกของกินมาให้ท่าน แป้งม้วนทอดดีหรือไม่”

ยามนี้โม่หรานเพิ่งกลับมาเกิดใหม่ ยังไม่รู้ว่าจะตอบสนองต่อเรื่องทั้งหมดนี้อย่างไร ได้แต่ยึดตามที่เคยเป็นมาย่อมไม่มีพลาด เขาหวนนึกถึงความเจ้าสำราญของตนเองในอดีต แล้วก็ต้องสะกดกลั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ ยิ้มพลางบีบขาหรงจิ่ว

“ดียิ่ง เพิ่มโจ๊กอีกสักชาม กลับมาป้อนข้าด้วย”

หรงจิ่วสวมเสื้อผ้าออกไป ไม่นานก็ยกถาดไม้กลับเข้ามา บนถาดมีโจ๊กฟักทองชามหนึ่ง แป้งม้วนทอดสองแผ่น และกับข้าวหนึ่งจาน

โม่หรานเริ่มหิวพอดี เตรียมจะคว้าแป้งทอดมากิน หรงจิ่วพลันผลักมือเขาออก เอ่ยเอาใจว่า “ให้ข้าป้อนคุณชาย”

“…”

หรงจิ่วหยิบชามโจ๊ก นั่งลงบนตักโม่หราน เขาสวมชุดคลุมเนื้อบางเบื้องล่างล่อนจ้อน มิได้สวมสิ่งใด ต้นขาเนียนนุ่มแยกออก แนบสนิทกับผิวหนังของโม่หราน ซ้ำยังถูไถไปมาด้วยกิริยาคลุมเครือทีสองที สื่อนัยยั่วยวนอย่างมิต้องเอื้อนเอ่ย

โม่หรานจ้องใบหน้าของหรงจิ่วครู่หนึ่ง

หรงจิ่วคิดว่าเขาเกิดอารมณ์กำหนัดขึ้นมาอีก จึงเอ่ยอย่างกะบึงกะบอนว่า “ไยคุณชายเอาแต่มองข้าเช่นนี้ อาหารเย็นหมดแล้วนะ”

โม่หรานนิ่งเงียบไปชั่วขณะ นึกถึงเรื่องดี ๆ เหล่านั้นที่หรงจิ่วทำลับหลังตนเองเมื่อชาติก่อนขึ้นมา มุมปากค่อย ๆ คลี่ยิ้มหวานชื่นและสนิทสนมไร้เทียบเทียม

เรื่องน่ารังเกียจทั้งหลาย ท่าเซียนจวินเช่นเขาทำมามากแล้ว ขอเพียงเขาอยากทำ เรื่องน่ารังเกียจยิ่งกว่านี้เขาก็ทำได้ เวลานี้ก็แค่เล่นสนุกเท่านั้นลูกไม้เด็กน้อยไม่คณามือเขาหรอก

โม่หรานพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ยิ้มเอ่ย “ขึ้นมานั่งสิ”

“ข้า…ก็นั่งอยู่มิใช่หรือ”

“เจ้าก็รู้ว่าข้าหมายถึงนั่งที่ใด”

หรงจิ่วหน้าแดง เอ่ยตำหนิ “ใจร้อนเช่นนี้ คุณชายกินเสร็จก่อนค่อย…อ๊ะ!”

ยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ถูกโม่หรานบังคับรั้งตัวมาข้างหน้า แล้วจับกดลงไป หรงจิ่วมือสั่น ชามโจ๊กพลิกคว่ำตกพื้น ท่ามกลางความตกใจยังไม่ลืมเอ่ยเสียงแผ่ว “คุณชายโม่ ชาม…”

“ปล่อยไว้”

“เช่นนั้น เช่นนั้นท่านก็กิน…อืม…อา…”

“ข้าก็กำลังกินอยู่มิใช่หรือ” โม่หรานเกาะเอวของเขาไว้ ดวงตาดำขลับเปล่งประกายวูบ แววตาสะท้อนรูปโฉมพริ้มเพราของหรงจิ่วที่กำลังแหงนหน้าขึ้นมา

ชาติที่แล้ว เขาเต็มใจจุมพิตริมฝีปากแดงสดขณะเคล้าเคลียกันเป็นพิเศษ ถึงอย่างไรเด็กหนุ่มผู้นี้ก็งดงาม ซ้ำยังรู้จักเอ่ยวาจาชวนปลุกเร้าหัวใจได้เก่งนัก หากกล่าวว่าไม่เคยเกิดความรู้สึกใดเลยแม้แต่น้อย นั่นย่อมเป็นคำปด

เพียงแต่พอรู้ว่าปากนี้ทำอะไรลับหลังเขาบ้าง โม่หรานก็รู้สึกว่าปากนี้เหม็นจนมิอาจดม หมดความสนใจที่จะจุมพิตไปสิ้น

โม่หรานในวัยสามสิบสองปีกับโม่หรานในวัยสิบหกปีมีหลายจุดที่แตกต่างกัน

อย่างเช่น เขาในวัยสิบหกปียังคงรู้จักความอ่อนโยนในยามมีรักในวัยสามสิบสองปี เหลือเพียงความรุนแรง

หลังเสร็จกิจ เขามองหรงจิ่วที่ถูกตนกระทำจนลมหายใจรวยรินสลบไสลไป ดวงตางามลึกล้ำหยีโค้งนิด ๆ ริมฝีปากประดับรอยยิ้มหวาน ยามเขาแย้มยิ้มช่างชวนมองยิ่งนัก ลูกตาดำสนิทดูลึกล้ำอย่างยิ่ง เมื่อมองจากบางมุม คล้ายแตะแต้มด้วยสีม่วงเข้มหรูหราชั้นหนึ่ง ขณะนี้เขายิ้มน้อย ๆพลางคว้าเส้นผมของหรงจิ่ว หิ้วตัวคนที่สลบเหมือดไปบนเตียง หยิบเศษชามกระเบื้องชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ถือค้างไว้เหนือใบหน้าของหรงจิ่ว

แต่ไหนแต่ไรเขาก็เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นแม้กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆเวลานี้ก็เช่นกัน

เมื่อนึกถึงว่าชาติก่อนตนเองอุดหนุนกิจการของหรงจิ่วอย่างไร ถึงขั้นคิดจะไถ่ตัวให้เขา แล้วหรงจิ่วสมคบกับคนอื่นจัดการเขาอย่างไร เขาก็ยิ้มตาหยีอย่างอดไม่ได้ จรดคมกระเบื้องลงบนแก้มของหรงจิ่ว

สิ่งที่เจ้าคนผู้นี้ทำคือค้าเรือนร่าง หากไม่มีใบหน้านี้ ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว

บุรุษที่ใฝ่ในทางต่ำผู้นี้จะต้องระเหเร่ร่อน ตะเกียกตะกายอยู่กับพื้นถูกเตะถีบ ถูกบดขยี้ ถูกด่าทอ ถูกผลักไสไม่ต่างจากสุนัขข้างถนน โอ๊ะโอ…แค่คิดก็ทำให้เขาสุขกายสบายใจแล้ว กระทั่งความสะอิดสะเอียนที่เพิ่งชำเราคนผู้นี้ก็มลายหายไป

รอยยิ้มโม่หรานน่ารักยิ่งกว่าเดิม

กดน้ำหนักที่มือ โลหิตแดงสดซึมออกมาริ้วหนึ่ง

คนที่สลบไสลคล้ายรับรู้ถึงความเจ็บปวด ครางเบา ๆ ด้วยเสียงแหบพร่า น้ำตาเกาะพราวบนขนตา ดูน่าเอ็นดูเหลือใจ

มือของโม่หรานพลันหยุดชะงัก

เขานึกถึงสหายเก่าผู้หนึ่งขึ้นมา

“…”

จากนั้นก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้ตนกำลังทำอะไรอยู่ อึ้งไปชั่วขณะในที่สุดก็ลดมือลงช้า ๆ

เขาทำชั่วจนเป็นนิสัยแล้วจริง ๆ ลืมไปว่าตนเองได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว

เวลานี้ เรื่องราวทั้งหมดยังมิได้เกิดขึ้น ความผิดมหันต์ล้วนยังไม่ก่อกำเนิด คนผู้นั้น…ก็ยังไม่ตาย ไยเขาต้องเดินซ้ำบนหนทางแห่งความโหดเหี้ยมอำมหิตอีก เขาสามารถเริ่มต้นใหม่ได้แล้วแท้ ๆ

เขานั่งลง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดขอบเตียง เล่นเศษกระเบื้องในมืออย่างใจลอย พลันเหลือบไปเห็นว่าแป้งม้วนทอดมันเลี่ยนยังวางอยู่บนโต๊ะจึงหยิบมา ลอกกระดาษเคลือบน้ำมันทิ้ง แล้วกัดคำโต เคี้ยวกินจนเต็มปากริมฝีปากมันย่อง

แป้งทอดนี้ถือเป็นของเด่นของหอเริงรมย์แห่งนี้ อันที่จริงก็ไม่นับว่าอร่อยล้ำ หากเทียบกับรสชาติอันโอชะที่เขาเคยได้ลิ้มลองในเวลาต่อมาก็ไม่ต่างจากเคี้ยวเทียนไข[6]แต่หลังจากหอเริงรมย์ปิดกิจการ โม่หรานก็ไม่เคยได้กินแป้งม้วนทอดนี้อีกเลย เวลานี้รสชาติที่คุ้นเคยของแป้งม้วนทอด ผ่านเรื่องราวในอดีต ย้อนกลับมาสู่ปลายลิ้นอีกครั้ง

ทุกครั้งที่โม่หรานกลืนลงไปหนึ่งคำ ก็รู้สึกว่าความไม่สมจริงที่ได้เกิดใหม่น้อยลงไปหนึ่งส่วน

กระทั่งกินแป้งม้วนทอดจนหมดชิ้น ในที่สุดเขาก็ค่อย ๆ คืนสติมาจากความงุนงงเมื่อตอนแรก

ข้ากลับมาเกิดใหม่แล้วจริง ๆ

ความชั่วร้ายเลวทรามทั้งหมดในชีวิตเขา เรื่องราวทั้งหลายที่ไม่อาจย้อนกลับไปได้ ล้วนยังไม่เริ่มขึ้น

ยังไม่ได้สังหารท่านลุงท่านป้า ยังไม่ได้ฆ่าล้างเจ็ดสิบสองเมือง ยังไม่ได้ล้างอาจารย์เนรคุณบุพการี ยังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่…

ไม่มีผู้ใดตาย

เขาเดาะลิ้นดังป๊อก เลียฟันขาวที่เรียงชิดเป็นระเบียบ สัมผัสได้ว่ากระแสความสุขเล็ก ๆ ในอกแผ่ซ่านอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความตื่นเต้นกระตือรือร้นที่ถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นทะลัก ชาติก่อนเขามีอำนาจบารมีสามเคล็ดวิชาต้องห้ามหลักของโลกมนุษย์ล้วนผ่านตามาแล้ว ทั้งยังเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาต้องห้ามอีกสองวิชา มีเพียงเคล็ดวิชา “เกิดใหม่” ที่ต่อให้เขาฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด ก็มิอาจเข้าถึงได้

ไม่นึกว่า สิ่งที่มิอาจไขว่คว้ายามมีชีวิต หลังตายไปจะกลับกลายเป็นจริง

ความไม่ยินยอม ความซึมเซา ความเดียวดายอ้างว้างทั้งหลายในชาติก่อนล้วนยังค้างคาอยู่ในใจ ภาพเหตุการณ์ที่เปลวไฟลุกโหมเผายอดเขาสื่อเซิง ทั้งกองทัพบุกประชิด ราวกับยังอยู่ตรงหน้า

ในตอนนั้นเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริง ๆ ผู้คนต่างบอกว่าเขาถูกลิขิตให้มีชีวิตโดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตร สุดท้ายตัวเขาเองก็รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ใช้ชีวิตอย่างเบื่อหน่าย ว้าเหว่ยิ่งนัก

แต่ไม่รู้เกิดความผิดพลาดที่ใด คนชั่วช้าสามานย์เช่นเขา หลังจากจบชีวิตตนเองกลับได้รับโอกาสให้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เหตุใดเขาจะต้องชำระแค้นส่วนตัวในกาลก่อนด้วยการทำลายโฉมของหรงจิ่วด้วยเล่า

หรงจิ่วละโมบทรัพย์เป็นที่สุด ก็แค่เที่ยวประเวณีครั้งนี้แบบกินเปล่าและฉวยทรัพย์สินเขาติดมือไปสักจำนวนหนึ่ง ถือเป็นการให้บทลงโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็พอ ชีวิตคน…สำหรับตอนนี้ โม่หรานไม่อยากแบกรับเป็นภาระ

“เอาเปรียบเจ้าแล้ว หรงจิ่ว”

โม่หรานยิ้มตาหยี ออกแรงที่ปลายนิ้วดีดเศษกระเบื้องไปนอกหน้าต่าง

จากนั้นเขาก็เอาของมีค่าและเครื่องประดับทั้งหมดของหรงจิ่วมาใส่ไว้ในกระเป๋าตน ค่อย ๆ จัดแจงตัวเองจนเรียบร้อย แล้วออกจากหอเริงรมย์ไปอย่างสงบเยือกเย็น

ท่านลุงท่านป้า ญาติผู้น้องเซวียเหมิง อาจารย์ ยังมี…

พอนึกถึงคนผู้นั้น แววตาของโม่หรานก็อ่อนโยนลงทันที

ศิษย์พี่ ข้ามาหาท่านแล้ว

[1]นับจากวันตงจื้อ (เรียกอีกอย่างว่า “วันเริ่มนับเก้า”) หรือวันเหมายัน (Winter Solstice)ไป 9 วัน เป็นรอบที่ 3 (หรือก็คือ 27 วันนับจากวันตงจื้อ) จึงจะเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของปีโดยมากมักจะตรงกับเดือนมกราคม

[2]เป็ดแมนดารินคู่ เป็นเป็ดที่มีคู่ตัวเดียวตลอดชีวิต จึงเป็นสัญลักษณ์ของความรักมั่น

[3]ภาษาจีนคือ “หว่าจึ” หรือ “หว่าเซ่อ” เป็นคำที่ใช้เรียกแหล่งเริงรมย์ในสมัยซ่ง ให้บริการความบันเทิงด้านต่าง ๆ แก่แขกเหรื่อ ทั้งร้องรำทำเพลง รวมทั้งบริการทางเพศด้วย ที่เรียกเช่นนี้ เพราะกระเบื้องมุงหลังคาของจีนมีลักษณะเป็นกระเบื้องกาบู หรือกระเบื้องกาบกล้วยที่ประกอบด้วยกระเบื้องสองแผ่นวางคร่อมกัน เรียกว่ากระเบื้องตัวผู้และกระเบื้องตัวเมีย กระเบื้องแผ่นคว่ำคือตัวผู้ มีลักษณะเหมือนกาบกล้วย ข้างใต้มี “งวง” ทำหน้าที่เป็นขอยึดกับระแนง ส่วนแผ่นหงายคือตัวเมีย มีลักษณะแบน ขอบทั้งสองด้านงอขึ้น มีขอด้านบนใช้เกี่ยวกับระแนง คนจึงมองว่าลักษณะเหมือนชายหญิงกำลังร่วมคู่กัน

[4]กล่าวไว้ในบันทึก เมิ่งเหลียงลู่ ของอู๋จื้อมู่ นักเขียนสมัยซ่งใต้ เป็นท่อนที่บรรยายลักษณะกิจการของสถานเริงรมย์ว่ามาง่ายไปง่าย แขกมาเที่ยวนางโลม เสร็จกิจแล้วก็แยกย้ายเหมือนลักษณะของกระเบื้องสองแผ่นที่คร่อมกันและถอดออกจากกันได้ง่ายดาย

[5]เป็นการระบุวันเวลาดั้งเดิมของจีนตามหลักวงจร 60 ปี โดย ยาม วัน เวลา และปีจะถูกระบุด้วยนักษัตร (12 ก้านดิน) และธาตุ (10 กิ่งสวรรค์) ทั้งนี้ยังใช้เป็นข้อมูลในการคำนวณดวงชะตาที่เรียกว่า “ปาจื้อ” (โป๊ยหยี่ - สี่เถียว) ด้วย

[6]อุปมาถึงรสชาติจืดชืด

3 ศิษย์พี่ของตัวข้า

อืม…ในเมื่อวิญญาณตนเองกลับมาแล้ว เช่นนั้นพื้นฐานการบำเพ็ญอันแข็งแกร่งเมื่อชาติก่อนจะติดตัวกลับมาด้วยหรือไม่

โม่หรานลองบริกรรมคาถา รับรู้ได้ถึงการโคจรของพลังวิญญาณในร่าง แม้พลังวิญญาณจะเต็มเปี่ยม แต่ก็มิได้แข็งแกร่ง หมายความว่าพื้นฐานการฝึกบำเพ็ญของเขาไม่ได้กลับมาด้วย

แต่ไม่เป็นไร เขาเฉลียวฉลาด ซ้ำยังมีพลังหยั่งรู้สูง อย่างมากเริ่มฝึกปรือใหม่อีกครั้งก็มิใช่เรื่องใหญ่ ยิ่งกว่านั้น การเกิดใหม่เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างใหญ่หลวง แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติโม่หรานคิดเช่นนี้ ไม่นานก็ระงับอารมณ์หม่นมัวและท่าทีดุร้ายของตนเองเตรียมกลับสู่สำนักด้วยท่าทีลิงโลดเช่นที่เด็กหนุ่มวัยสิบหกพึงมี

กลางฤดูคิมหันต์ทางแถบชานเมือง มีรถม้าวิ่งผ่านเป็นครั้งคราวล้อรถกลิ้งขลุก ๆ ไปบนพื้นถนน ไม่มีผู้ใดสนใจโม่หรานที่ยามนี้เพิ่งมีอายุสิบหกปี

แต่บางครั้งบางคราวก็มีหญิงชาวบ้านที่ง่วนอยู่กับงานในไร่นาเผอิญเงยหน้าขึ้นซับเหงื่อ ครั้นเห็นเด็กหนุ่มที่งดงามเป็นพิเศษผู้หนึ่งเข้า ก็ถึงกับจ้องจนดวงตาลุกวาว

โม่หรานเองก็ยิ้มแย้ม มองตอบอย่างไม่เกรงใจ มองจนสตรีที่มีสามีเหล่านั้นหน้าแดง รีบก้มหน้าลง

ยามโพล้เพล้ โม่หรานมาถึงตำบลอู๋ฉาง ที่นี่ใกล้กับยอดเขาสื่อเซิงยิ่งนัก ตะวันสายัณห์แดงดั่งโลหิต แผดเผาเมฆหมอกขับเน้นยอดเขาสูงตระหง่าน พอลูบท้องก็รู้สึกหิวอยู่บ้าง เขาจึงเข้าไปในหอสุราแห่งหนึ่งอย่างชำนาญเส้นทาง เหลือบมองป้ายอาหารพื้นหลังสีแดงตัวอักษรสีดำที่หน้าตู้ จากนั้นเคาะโต๊ะเก็บเงิน สั่งอาหารอย่างคล่องแคล่ว “จ่างกุ้ย[1]เอายำไก่ทุบ[2]หนึ่งจาน เครื่องในน้ำมันพริกหนึ่งจาน สุราขาวสองชั่ง[3]แล้วก็เนื้อวัวหั่นชิ้นสักจาน”

มีคนแวะพักกินอาหารที่นี่มากมาย บรรยากาศจึงคึกคักยิ่งนักนักเล่านิทานโบกพัดอยู่บนยกพื้น กำลังเล่าเรื่องยอดเขาสื่อเซิงด้วยสีหน้าตื่นเต้นเบิกบาน น้ำลายแตกฟอง

โม่หรานขอห้องรับรองส่วนตัวติดหน้าต่าง กินข้าวพลางฟังนักเล่านิทานไปพลาง

“ทุกคนล้วนรู้ดี โลกบำเพ็ญเพียรของเราแบ่งแยกตามสภาวะ แบ่งเป็นการฝึกบำเพ็ญระดับสูงและการฝึกบำเพ็ญระดับล่าง วันนี้เราจะพูดถึงสำนักที่เก่งกาจที่สุดของโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างกัน ยอดเขาสื่อเซิง หึต้องรู้ไว้ว่า ร้อยปีก่อนตำบลอู๋ฉางของเราแห่งนี้เคยเป็นตำบลแร้นแค้นเล็ก ๆ เปลี่ยวร้างและไม่สงบสุข เพราะอยู่ใกล้กับทางเข้าโลกภูตผี พอฟ้ามืด ชาวบ้านก็ไม่กล้าออกจากบ้าน หากจำเป็นต้องเดินทางดึก ๆ ดื่น ๆต้องสั่นกระดิ่งไล่ผี โปรยเถ้ากำยานและเงินกระดาษ พลางตะโกนว่า‘คนมาข้ามเขา ผีมาข้ามกระดาษ’ พร้อมกับรีบผ่านทางไปอย่างรวดเร็วแต่วันนี้ดูแล้วตำบลของเราคึกคักรุ่งเรืองไม่แตกต่างจากที่อื่น ๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะการดูแลจากยอดเขาสื่อเซิง ตำหนักเซียนแห่งนี้สร้างขึ้นตรงทางเข้าด่านประตูผีพอดิบพอดี ขวางอยู่ระหว่างเขตแดนอินและหยางแม้จะสร้างได้ไม่นาน แต่…”

ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ โม่หรานฟังจนหูแทบขึ้นหนังด้านแล้ว จึงหมดความสนใจ เริ่มทอดสายตามองไปด้านล่างหน้าต่างอย่างใจลอย บังเอิญนักด้านล่างมีแผงลอยตั้งอยู่พอดี คนต่างถิ่นแต่งกายเช่นนักพรตหลายคนกำลังลำเลียงกรงที่คลุมด้วยผ้าดำออกมา เตรียมแสดงปาหี่ข้างถนน

นี่น่าสนใจกว่าฟังนิทานของเซียนเซิง[4]เฒ่าตั้งเยอะ

โม่หรานถูกดึงดูดความสนใจไปแล้ว

“มา ๆ เข้ามาดู เข้ามาดู นี่คือลูกผีซิว[5]สัตว์ดุร้ายแห่งบรรพกาลที่ถูกข้ากำราบแล้ว บัดนี้ทั้งเชื่องทั้งเชื่อฟังราวกับเด็กน้อย ซ้ำยังเล่นกายกรรมคิดคำนวณตัวเลขได้! เป็นผู้กล้านั้นไม่ง่าย หากทุกท่านมีอัฐ ก็ให้เป็นรางวัลสักหน่อย หากไม่มีอัฐ ก็ปรบมือสักนิด มาชมการแสดงแรกกันเลย…ผีซิวดีดลูกคิด!”

นักพรตเหล่านั้นเลิกผ้าดำขึ้น สิ่งที่ถูกขังอยู่ในกรงคือสัตว์อสูรหน้าเป็นคนตัวเป็นหมีหลายตัว

โม่หราน “…”

แค่ลูกหมีขนปุยท่าทางเชื่อง ๆ นี่น่ะรึ ยังกล้าบอกว่าเป็นผีซิว?

นี่มันขี้โม้เกินไปจริง ๆ ใครเชื่อก็สมองลาแล้ว

ทว่าไม่นานโม่หรานก็ได้ประจักษ์ สมองลายี่สิบสามสิบคนกรูกันเข้าไปห้อมล้อมพวกเขาเพื่อชมการแสดง ร้องตะโกนพลางปรบมือเป็นระยะ ความคึกคักนั้น กระทั่งคนในหอสุรายังอดชะโงกหน้าออกไปดูไม่ได้ทำเอานักเล่านิทานเก้อกระดากยิ่งนัก

“บัดนี้ประมุขของยอดเขาสื่อเซิง เรียกได้ว่าบารมีแผ่ไพศาล ชื่อเสียงระบือไกล…”

“ดี! เอาอีก!”

นักเล่านิทานได้รับกำลังใจ จึงหันไปมองตามเสียง เห็นแขกผู้นั้นใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นจนผิดวิสัย ทว่าสายตาของเขามิได้มองมาที่ตนเอง แต่เป็นแผงปาหี่ด้านล่าง

“โอ ผีซิวดีดลูกคิดหรือ”

“อา ร้ายกาจนัก!”

“ดี! ยอดเยี่ยม! แสดงผีซิวโยนผิงกั่ว[6]อีก!”

คนทั้งหอสุราหัวเราะลั่น ต่างเฮละโลไปที่หน้าต่างเพื่อชมความสนุกด้านล่าง นักเล่านิทานยังเล่าเรื่องต่ออย่างน่าสงสาร “อาวุธเลื่องชื่อที่สุดของประมุข ก็คือพัดเล่มนั้นของเขา เขา…”

“ฮ่า ๆ ๆ ผีซิวสีขนอ่อนที่สุดตัวนั้นจะแย่งผิงกั่วมากิน ดูมันกลิ้งกับพื้นสิ!”

นักเล่านิทานหยิบผ้าซับเหงื่อมาเช็ดใบหน้า โกรธจนริมฝีปากสั่นระริก

โม่หรานเม้มริมฝีปากยิ้ม ตะโกนเสียงเนิบจากหลังม่านมุก “อย่าเล่าเรื่องยอดเขาสื่อเซิงเลย เล่า สิบแปดลูบคลำ[7]รับรองดึงคนกลับมาได้แน่”

นักเล่านิทานไม่รู้ว่าคนหลังม่านคือคุณชายโม่หรานแห่งยอดเขาสื่อเซิง จึงเอ่ยติด ๆ ขัด ๆ ออกมาอย่างรู้ผิดชอบชั่วดี “วา…วาจาหยาบโลนไม่เหมาะ…ไม่เหมาะกับสถานที่โอ่โถง”

โม่หรานยิ้ม “ที่นี่ยังนับเป็นสถานที่โอ่โถง? เจ้าเองก็ไม่รู้จักอายสักนิด”

กล่าวจบก็ได้ยินเสียงอึกทึกที่ด้านล่าง

“ไอ้หยา! ม้านั่นวิ่งเร็วนัก!”

“เป็นเซียนจวินแห่งยอดเขาสื่อเซิงกระมัง!”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ม้าดำตัวหนึ่งวิ่งมาจากทิศทางของยอดเขา สื่อเซิงฝ่าเข้ามากลางวงปาหี่อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า!

บนหลังม้ามีคนสองคน คนหนึ่งสวมหมวกโต่วลี่[8]ติดผ้าโปร่งสีดำสวมชุดคลุมดำ ปกปิดมิดชิด มองไม่ออกว่าอายุเท่าใด เป็นหญิงหรือว่าชาย อีกคนเป็นสตรีอายุสามสี่สิบปี มือเท้างุ่มง่าม สีหน้าอิดโรย

พอสตรีผู้นี้เห็นหมีมนุษย์พวกนั้นก็ร้องไห้ ลงจากหลังม้าอย่างทุลักทุเล ล้มลุกคลุกคลานพุ่งเข้าไปกอดหมีมนุษย์ตัวหนึ่งในนั้นเอาไว้ พลางคุกเข่าร้องคร่ำครวญ “ลูกรัก! ลูกรักของแม่…”

คนโดยรอบต่างตกตะลึง มีคนเกาศีรษะพึมพำว่า “เอ๋? นี่คือลูกผีซิวสัตว์เทพบรรพกาลมิใช่หรือ เหตุใดหญิงผู้นี้จึงเรียกมันว่าลูก”

“นี่คงมิใช่แม่ผีซิวหรอกกระมัง”

“โอ๊ะโอ น่าทึ่งถึงเพียงนั้นเชียว แม่ผีซิวฝึกตบะจนได้ร่างมนุษย์แล้ว”

ชาวบ้านที่นี่ไม่มีความรู้ จึงพูดจาส่งเดช แต่โม่หรานกลับคิดถึงเรื่องหนึ่ง

เล่ากันว่า มีนักพรตในยุทธภพจำนวนหนึ่งมักลักพาตัวเด็กเล็ก ๆจากนั้นก็ตัดลิ้น ทำให้พวกเขาพูดไม่ได้ แล้วเอาน้ำร้อนลวกผิวหนัง ขณะที่เลือดเนื้อเหวอะหวะ ก็จะติดหนังสัตว์ลงบนร่างพวกเขา พอเลือดแข็งตัวหนังและขนจะผสานเป็นเนื้อเดียวกับตัวเด็กน้อย ดูแล้วไม่ต่างจากปีศาจเด็กเหล่านี้พูดไม่ได้ อ่านเขียนไม่ได้ ได้แต่ให้คนอื่นรังแก แสดงปาหี่อย่าง“ผีซิวดีดลูกคิด” หากดื้อดึงไม่เชื่อฟัง สิ่งที่ตามมาคือกระบองฟาด แส้เฆี่ยน

มิน่าก่อนหน้านี้โม่หรานจึงไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายปีศาจแม้แต่น้อย “ผีซิว”เหล่านี้มิใช่ปีศาจ แต่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต…

ทางนี้กำลังครุ่นคิด ทางด้านโน้น คนสวมโต่วลี่ชุดคลุมดำผู้นั้นกำลังพูดจากับนักพรตเหล่านั้นเสียงเบา พอพวกนักพรตได้ยิน สีหน้าก็เดือดดาลทันที ตะคอกว่า “ขออภัยรึ ปู่เจ้า[9]ไม่รู้ว่าคำว่าขออภัยเขียนอย่างไร!”

“ยอดเขาสื่อเซิงมีอันใดร้ายกาจ”

“ยุ่งเรื่องชาวบ้าน ตีมันเลย!”

จากนั้นก็ยกพวกพุ่งเข้าไปล้อมตีคนชุดดำ

“โอ๊ย”

เห็นสหายร่วมสำนักถูกตี โม่หรานกลับหัวเราะเบา ๆ “ดุจริง”

เขาไม่คิดจะยื่นมือเข้าช่วยแม้แต่น้อย ชาติก่อน เขาละชังบรรยากาศสำนักที่พอพบความไม่เป็นธรรมก็ชักดาบเข้าช่วยเหลือทำนองนี้นัก หนึ่งคนสองคนพุ่งเข้าไปอย่างคนโง่เง่า ลูกแมวของป้าหวังที่ปากทางเข้าหมู่บ้านปีนต้นไม้แล้วลงมาเองไม่ได้ก็ต้องให้พวกเขาไปช่วยเหลือ ในสำนักตั้งแต่ประมุขจนถึงคนรับใช้ล้วนไร้หัวคิด

เรื่องอยุติธรรมในใต้หล้ามีตั้งมาก จะสนใจไปทำไม เหนื่อยตายเปล่า ๆ

“ตีกันแล้ว ๆ! เฮ! หมัดนี้ร้ายกาจนัก!”

ผู้คนทั้งหอสุรามุงดูกันอย่างสนุกสนาน

“คนมากรุมตีคนเดียว ไม่ละอายหรือไร!”

“เซียนจวินระวังข้างหลัง! ไอ้หยา! เฉียดไปแล้ว! ย้าก…”

“หลบได้ดี!”

คนเหล่านี้ล้วนชอบดูการชกต่อย แต่โม่หรานไม่ชอบดู เขาพบเจอฝนเลือดพายุคาวมานักต่อนัก เรื่องตรงหน้าสำหรับเขาไม่ต่างอะไรจากแมลงวันส่งเสียงหึ่ง ๆ เขาปัดเปลือกถั่วลิสงบนเสื้อผ้าอย่างเกียจคร้านก่อนจะลุกขึ้น

ลงมาชั้นล่าง นักพรตเหล่านั้นก็ยังตะลุมบอนกันอยู่กับคนชุดดำอีนุงตุงนัง ไม่รู้ว่าใครได้เปรียบใครเสียเปรียบ ปราณกระบี่แหวกอากาศฟิ้ว ๆ โม่หรานยืนเอามือกอดอกพิงกรอบประตูหอสุรา เหลือบตามองพลางส่งเสียง “ชิ” อย่างอดไม่ได้

ขายขี้หน้า

ปกติแล้วคนของยอดเขาสื่อเซิงหนึ่งคนสู้สิบคนได้อย่างเหี้ยมหาญแต่การต่อสู้ของคนชุดดำผู้นี้กลับไม่ร้ายกาจ ขนาดถูกนักพรตในยุทธภพหลายคนดึงลงจากหลังม้า รุมเตะถีบอยู่กลางวง ก็ยังไม่ลงมือเอาจริงเสียที

กลับตะโกนอย่างอ่อนแอ “วิญญูชนใช้ปากไม่ใช้มือ ใช้เหตุผลกับพวกท่าน ไยพวกท่านจึงไม่ฟัง!”

เหล่านักพรต “…”

โม่หราน “…”

สิ่งที่เหล่านักพรตคิด อะไรกัน เจ้าคนผู้นี้ ถูกตีจนเลอะเลือนแล้วยังมาวิญญูชนใช้ปากไม่ใช้มือ? นี่มันสมองหมั่นโถวไม่มีไส้กระมัง

สีหน้าโม่หรานพลันเปลี่ยนไป ฟ้าดินหมุนเคว้ง เขากลั้นหายใจดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ…เสียงนี้…

“ซือเม่ย!” โม่หรานตะโกนเสียงต่ำ ปรี่เข้าไป ซัดฝ่ามือใส่พวกนักพรตอันธพาลทั้งห้าคนด้วยพลังวิญญาณเต็มเปี่ยมจนกระเด็นกระดอน!เขาคุกเข่าลงกับพื้น พยุงคนชุดดำที่เนื้อตัวมอมแมมด้วยฝุ่นดินและรอยเท้าน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย…

“ซือเม่ย เป็นท่านหรือ”

[1]เรียกคนดูแลร้าน ผู้จัดการร้าน

[2]“ปั้งปั้งจี” เป็นอาหารที่นำเนื้อไก่มาทุบแล้วฉีกเป็นเส้น ๆ จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำราดผสมเครื่องเทศ คำว่า “ปั้งปั้ง” คือการเลียนเสียงไม้เวลาทุบเนื้อไก่

[3] 1 ชั่ง / จิน เท่ากับครึ่งกิโลกรัม

[4]หรือ “ซินแส” เป็นคำเรียกบัณฑิต หรือบุคคลผู้มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญในแขนงต่าง ๆในเชิงยกย่อง

[5]หรือ “ปี่เซียะ” เป็นสัตว์ในเทพนิยาย เป็นลูกมังกรตัวที่เก้า เนื่องจากไม่มีรูทวารจึงถือเป็นสัตว์นำโชคลาภ (มีแต่ทรัพย์เข้า ไม่มีทรัพย์ออก)

[6]แอ๊ปเปิ้ล

[7]สือปามัว คือลำนำนิทานที่มีเนื้อหาปลุกเร้าทางเพศ

[8]หมวกตอกสานทรงสามเหลี่ยม ยอดแหลม

[9]เป็นลักษณะการใช้สรรพนามเรียกตนเองในเชิงก้าวร้าว ใช้ในเวลาโกรธ หรือเพื่อวางอำนาจข่ม ดูหมิ่นผู้อื่น

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...