เปิดเทรนด์ Core Banking 4th Gen ขับเคลื่อนธุรกิจแบงก์ยุคดิจิทัล
แบงก์รับกระแส บริการการเงินแบบ Daily Lifestyle เร่งพัฒนา Core Banking สู่ 4th Generation เน้น ยืดหยุ่น รวดเร็ว ปลอดภัย ปรับขนาดได้ พร้อมส่งมอบบริการตลอด 24 ชม.
การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป เกิดการใช้ชีวิตผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปรับตัว ด้วยการพัฒนาบริการทางการเงินในช่องทางออนไลน์ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล
[caption id="attachment_68901" align="aligncenter" width="563"]
rpt[/caption]
นายอูรชา พงษ์วัฒนา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย ซิลเวอร์เลค แอ็คซิส แสดงความเห็นเกี่ยวกับภาพของภูมิทัศน์ทางการเงินในยุคดิจิทัลและพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมให้สัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร ถึงพัฒนาการของระบบหลักธนาคาร (Core Banking) ที่ก้าวไปสู่ 4th Generation ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องความยืดหยุ่น สามารถปรับขนาดเพื่อรับมือกับความท้าทายซึ่งเกิดจากความคาดหวังของลูกค้า ที่ต้องการประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมง
ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่
พร้อมส่งบริการถึงมือลูกค้า
นายอูรชากล่าวว่า ธนาคารในปัจจุบันต้องสามารถให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากผู้บริโภคมองว่า บริการทางการเงินคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน (Daily Lifestyle) ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินถูกออกแบบมาให้สอดรับกับ Lifestyle ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น สินเชื่อผ่อนสินค้า, การยืนยันตัวตนผ่านช่องทางดิจิทัล หรือการทำธุรกรรมแบบไร้ค่าธรรมเนียม เป็นต้น
ขณะเดียวกัน การเข้ามามีบทบาทของ Fintech ยังทำให้รูปแบบการทำธุรกิจของธนาคารเปลี่ยนไป เนื่องจาก Fintech สามารถส่งมอบโซลูชั่นทางการเงินถึงมือผู้บริโภครายย่อยได้ครอบคลุมและทั่วถึง โดยไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการดำเนินการที่มหาศาลเช่นเดียวกับธนาคาร ส่งผลให้ธนาคารต้องเร่งพัฒนาโซลูชั่นและนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อย พร้อมเดินหน้าลงทุนเทคโนโลยีเพื่อต่อกรกับแพลตฟอร์ม Fintech
“หากธนาคารยังใช้กระบวนการทำงานและเทคโนโลยีรูปแบบเดิมที่ขาดความยืดหยุ่น สิ่งที่ตามมาคือ ภาระด้านต้นทุนที่สูง ศักยภาพในการแข่งขันลดลง การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทำได้ช้า จนถึงไม่สามารถเชื่อมต่อไปยัง Ecosystem อื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้”
แน่นอนว่า สิ่งที่ช่วยให้ธนาคารสามารถปรับตัวเพื่อรับกับความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันได้คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยธนาคารจำเป็นต้องลงทุนในด้านนี้เพื่อพัฒนาระบบ Core Banking ให้สามารถรับกับการให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินยุคปัจจุบัน ลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการการเงินทั้งสำหรับภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน และต้องพร้อมบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
Core Banking 4th Generation
เป็น “แพลตฟอร์ม” มากกว่า “ระบบ”
นายอูรชา กล่าวว่า เพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการในปัจจุบัน สิ่งที่ธนาคารต้องพัฒนาคือ ระบบ Core Banking ซึ่งปัจจุบันถูกพัฒนาจนเข้าสู่ Generation 4 แล้ว และถือเป็นเรื่องใหม่ในอุตสาหกรรมธนาคาร เพราะปัจจุบันระบบ Core Banking ของธนาคารส่วนใหญ่ยังอยู่ใน Generation 3 ที่บางระบบเป็นระบบเก่าอยู่
โดย Core Banking Generation 4 นั้น ถูกนิยามว่าเป็นระบบที่สร้างมาเพื่อรับมือกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่มีความเข้มข้น มีการแข่งขันสูง และมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ออกมาให้บริการกับผู้บริโภคแบบรายวัน ดังนั้น เพื่อจะสร้างความได้เปรียบ ธนาคารจำเป็นต้องมีการปรับการทำงานบางส่วนของระบบ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนบางส่วนที่ไม่จำเป็นออก แต่ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วและดีขึ้นไปพร้อมกัน
ทำให้ภาพรวมของ Core Banking Generation 4 มีความเป็น “แพลตฟอร์ม” มากกว่า “ระบบ” ซึ่งการทำงานในลักษณะแพลตฟอร์มคือ การวางกรอบการทำงานที่ต้องอำนวยความสะดวกในการใช้งาน มีความยืดหยุ่น สามารถเพิ่มหรือลดฟังก์ชั่นการทำงานและการใช้ทรัพยากรได้ตามความต้องการ แยกออกเป็นอิสระซึ่งกันและกันในแต่ละด้านอย่างชัดเจน เพื่อรองรับการโต้ตอบกับลูกค้า ปริมาณธุรกรรมมหาศาล หรือแม้กระทั่งการแลกเปลี่ยนสินค้าบริการหรือข้อมูล ที่เกิดขึ้นบนบริการของธนาคารได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นายอูรชากล่าวต่อว่า Core Banking ในรูปแบบแพลตฟอร์มนั้นสามารถเพิ่มคุณค่าในผลิตภัณฑ์ และสร้างผลตอบรับที่น่าพอใจให้กับธนาคารและลูกค้าได้แบบทวีคูณ นำไปสู่การขยายการทำธุรกิจของธนาคารไปยังรูปแบบอื่น ไม่จมอยู่กับการนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบเดิม และอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น Core Banking Generation 4 จะเปิดให้โอกาศให้ธนาคารสามารถ บริหารจัดการกับปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาลไปจนถึงการต่อยอด เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มตลาดหรือพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แบงก์ Transform สู่ Gen 4
มุ่งดิจิทัลแบงก์รูปแบบใหม่
นายอูรชากล่าวว่า ซิลเวอร์เลค แอ็คซิส ได้มีการสำรวจเพื่อหาผลวิจัยข้อมูลเชิงลึกร่วมกับสถาบัน IDC Financial Insights เพื่อสำรวจแนวโน้มการ Transform ระบบ Core Banking ของธนาคารไปสู่ Generation 4 โดยผลสำรวจระบุว่า ธนาคารส่วนใหญ่ Transform ระบบ Core Banking เพื่อมุ่งสู่การเป็น ดิจิทัลแบงก์รูปแบบใหม่ โดยในช่วงระหว่างปี 2564-2566 มีธนาคารที่ปรับเปลี่ยนจากระบบเดิมมาสู่ธนาคารดิจิทัลสูงถึง 100 แห่ง และส่วนใหญ่เป็นธนาคารในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
“หลังจากที่พัฒนาระบบ Core Banking จนแข็งแรงแล้ว จะเห็นว่าหลายธนาคารเริ่มออกผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบไมโครเซอร์วิสมากขึ้น รวมถึงมีการเชื่อมต่อกับช่องทางการใช้งานแอปพลิเคชั่น ผ่านการทำ Open API เข้ากับระบบ Core Banking”
นอกจากนี้ อีกจุดเด่นที่พบจากการสำรวจคือการที่ธนาคารเลือกใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้วเป็น Module มาใช้งาน โดยมีการปรับใช้สำหรับ Core Banking โดยเฉพาะ เพื่อให้ธนาคารสามารถปรับปรุง เพิ่มหรือลดระบบได้ตลอดเวลาตามความต้องการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านรับผิดชอบแต่ละ Module โดยตรง
นายอูรชากล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธนาคารสามารถใช้ Core Banking Generation 4 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีให้กับพนักงานทุกคน รวมถึงการปรับเปลี่ยนเชิงเทคนิคภายในองค์กร เพื่อให้การบริการมีมาตรฐาน เกิดความผิดพลาดน้อย งานที่ออกมาสามารถเชื่อถือได้ มีการทำงานไปในทิศทางเดียวกันและให้บริการลูกค้าได้ตรงจุด
ติดตามคอลัมน์ต่าง ๆ ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนตุลาคม 2566 ฉบับที่ 498 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/