โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ข้ามขั้วฉบับเกาหลีใต้! เมื่อเพื่อนรักนักต่อสู้ประชาธิปไตย หันไป “ซบอก” ฝ่ายเผด็จการ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ก.ย 2568 เวลา 19.54 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2568 เวลา 19.50 น.
คิม ยอง-ซัม (ขวา) กับคิม แด-จุง (ซ้าย) ในเดือนตุลาคม 1987 เพื่อหารือการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี ปี 1987 (ภาพจาก The Korea Herald)

“ข้ามขั้ว” ฉบับเกาหลีใต้ เมื่อเพื่อนรักนักต่อสู้ประชาธิปไตย หันไป “ซบอก” ฝ่ายเผด็จการ

คำกล่าวที่ว่า การเมืองไม่มี “มิตรแท้และศัตรูถาวร” เป็นจริงอยู่เสมอ อย่างในการเมืองเกาหลีใต้ เมื่อ คิม ยอง-ซัมและ คิม แด-จุงนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งร่วมกันต่อสู้กับเผด็จการอย่างยาวนาน กลับหันมาห้ำหั่นกันเอง ท้ายสุดก็แพ้การเลือกตั้ง และเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน แต่แล้ว คิม ยอง-ซัม ก็กลับพลิกขั้วทางการเมือง หันไปซบอก โน แท-อูอดีตเผด็จการที่ชนะการเลือกตั้ง และเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่เคยกดขี่ชาวเกาหลีใต้เสียอย่างนั้น

เผด็จการจงพินาศ

นับตั้งแต่เป็นเอกราชเมื่อ ค.ศ. 1948 เกาหลีใต้ก็อยู่กับระบอบเผด็จการอำนาจนิยมมาอย่างยาวนาน เพราะประธานาธิบดีหลายคนพยายามรวบอำนาจไว้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น อี ซึง-มัน(Yi Seung-man) ประธานาธิบดีคนแรกซึ่งเป็นเผด็จการพลเรือน ปกครองประเทศตั้งแต่ปี 1948-1960 หรือ นายพลพัก จ็อง ฮี(Park Chung Hee) ประธานาธิบดีซึ่งมาจากการก่อรัฐประหารเมื่อปี 1961 และปกครองประเทศยาวนานถึงปี 1979 และ ช็อน ดู-ฮวัน(Chun Doo-hwan) ซึ่งก่อรัฐประหารในเดือนธันวาคม 1979 และปกครองเกาหลีใต้จนถึงปี 1987

ความไม่พอใจของประชาชนชาวเกาหลีใต้ต่อระบบเผด็จการค่อย ๆ สั่งสม และแสดงออกอยู่เสมอ อย่างการประท้วงประธานาธิบดีอี ซึง-มัน จนสามารถบีบให้ยอมลาออกและลี้ภัยไปฮาวายได้เมื่อปี 1960 หรือ การเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี 1980 นำสู่เหตุการณ์การลุกฮือที่กวางจูในเดือนพฤษภาคมปีนั้น เพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารช็อน ดู-ฮวัน ท้ายที่สุดก็จบลงอย่างน่าสลด เพราะประชาชนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถูกสังหารนับร้อยราย

ช็อน ดู-ฮวัน พยายามรักษาอำนาจโดยใช้การเลือกตั้งเป็นฉากบังหน้า ให้ดูเหมือนว่ายังมีกระบวนการประชาธิปไตยอยู่ แต่สิทธิต่าง ๆ ของประชาชนถูกจำกัดอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ยังคงเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ความก้าวหน้าทางด้านสังคมเติบโตขึ้นด้วย ผู้คนเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

จนมาถึงเดือนมิถุนายน ปี 1987 สังคมเกาหลีใต้ไม่อาจอดทนกับความโหดร้ายภายใต้ระบอบเผด็จการได้อีกต่อไป เพราะช็อน ดู-ฮวัน พยายามสืบทอดอำนาจโดยวางให้ นายพลโน แท-อู(Roh Tae-woo) ลูกน้องคนสนิทลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยถัดไป และยังจับกุมสื่อมวลชนและนักศึกษาที่ต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง พัคจงชอลนักศึกษาซึ่งเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ถูกจับกุมและถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิต สร้างความโกรธแค้นให้ชาวเกาหลีใต้ จนรวมตัวกันประท้วงครั้งใหญ่ตลอดเดือนมิถุนายน เรียกว่า เหตุการณ์ “June Democratic Struggle”

ตอนนั้น กลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตย นำโดยพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปไตยเพื่อการรวมชาติ(Democratic Reunification Party) เป็นฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่ารัฐบาล เพราะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนหลายภาคส่วน ทั้งปัญญาชน นักศึกษา กลุ่มผู้ใช้แรงงาน รวมถึงองค์กรทางศาสนา ช็อน ดู-ฮวัน จึงยอมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อปูทางสู่ระบอบประชาธิปไตย และประกาศการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงในปี 1987

การ “ต่อกร” ในฝ่ายประชาธิปไตย

ทว่า กลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยกลับเกิดการแบ่งแยกภายใน ระหว่าง คิม ยอง-ซัม(Kim Young-sam) กับ คิม แด-จุง(Kim Dae-jung) สองผู้นำพรรคประชาธิปไตยเพื่อการรวมชาติ ซึ่งเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยร่วมกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีพัก จ็อง ฮี ฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกันมามากมาย ถึงขั้นโดนลักพาตัวและขังคุกกันมาแล้ว แต่การเลือกตั้งประธานาธิบดี ปี 1987 ทั้งสองคนกลับแยกกันลงเลือกตั้ง

คิม แด-จุง แยกตัวออกจากพรรคประชาธิปไตยเพื่อการรวมชาติ และก่อตั้ง พรรคสันติภาพและประชาธิปไตย(Peace Democratic) ขึ้น เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแข่งกับโน แท-อู และ คิม-ยองซัม จนเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1987 มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของฝ่ายประชาธิปไตยก็เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ผลการเลือกตั้งกลับสร้างความผิดหวังให้คนที่ต่อสู้มา เพราะโน แท-อู ชนะการเลือกตั้งอย่างฉิวเฉียดด้วยคะแนน 36.5% ส่วนคิม ย็อง-ซัม ได้คะแนน 28% และคิม แด-จุง ได้คะแนน 27% บางคนจึงมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านตัดคะแนนกันเอง

แม้เผด็จการคนเดิมจะลงจากเก้าอี้ไปแล้ว แต่ โน แท-อู ประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีใต้ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็ดูเหมือนจะสืบทอดอำนาจต่อไป โดยมีพรรคของคิม ยอง-ซัม และ คิม แด-จุง ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน กระบวนการฟื้นฟูประชาธิปไตยในเกาหลีใต้จึงช้าไปอีก 5 ปี

“ข้ามขั้ว” เพื่อชัยชนะ

วันที่ 22 มกราคม ปี 1990 ชาวเกาหลีใต้ผู้รักประชาธิปไตยก็ต้องตะลึง เมื่อ คิม ยอง-ซัม ตัดสินใจ “ข้ามขั้ว” ทางการเมือง ไปร่วมมือกับโน-แทอู โดยรวมพรรคประชาธิปไตยเพื่อการรวมชาติของตนเอง เข้ากับพรรคประชาธิปไตยยุติธรรม (Democratic Justice Party) ของโน-แทอู เพื่อก่อตั้งเป็น พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย(Democratic Liberal Party) ซึ่งการตัดสินใจของคิม ยอง-ซัม ทำให้นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหลายคนโกรธแค้นและมองว่าเขาเป็นคนทรยศ

หลังจากนั้น คิม-ยองซัม ได้เข้าร่วมกับพรรครัฐบาลในยุคโน-แทอู ปล่อยให้พรรคของคิม-แดจุง เป็นพรรคฝ่ายค้าน และตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ ซึ่งให้ประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1993 คิม ยอง-ซัม จึงได้รับแรงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายรัฐบาลของโน แท-อู สู้กับ คิมแด-จุง อดีตเพื่อนรักที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งลงสมัครในนามพรรคประชาธิปไตย (Democratic Party)

คิม ยอง-ซัม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายรัฐบาลสามารถหาเสียงได้อย่างกว้างขวาง แม้จะเป็นพื้นที่ชนบทแต่นโยบายของเขาก็เข้าไปถึง ต่างจากพรรคของคิม แด-จุง ที่มีศักยภาพในการหาเสียงจำกัด ไม่สามารถถ่ายทอดนโยบายแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้

ท้ายสุด คิม ยอง-ซัม ก็สามารถชนะการเลือกตั้ง กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 7 ของเกาหลีใต้

สะสางมรดกเผด็จการ

แม้คิม ยอง-ซัม จะได้อำนาจจากการ “ข้ามขั้ว” ไปร่วมมือกับโน แท-อู แต่เมื่อขึ้นสู่อำนาจก็ได้สะสางมรดกเผด็จการ โดยคืนความเป็นธรรมให้กับประชาธิปไตย ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐและเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ปราบปรามการทุจริต กวาดล้างอิทธิพลทางการเมืองของกองทัพ รวมไปถึงการจับกุมและดำเนินคดีกับช็อน ดู-ฮวัน และโน แท-อู ในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวงและก่อกบฏจากการทำรัฐประหาร ช็อน ดู-ฮวัน ถูกตัดสินประหารชีวิต ต่อมาได้รับการลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่โน แท-อู ถูกจำคุก 22 ปี และอุทธรณ์ลดเหลือเป็น 17 ปี การพิพากษาครั้งนี้ ทำให้สังคมเกาหลีใต้ได้เห็นว่า ไม่ว่าใครหน้าไหน หรือจะเคยยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

คิม ยอง-ซัม ยังนิรโทษกรรมให้นักโทษทางการเมืองหลายพันคน และถอนคำพิพากษาในคดีอาญาของผู้ประท้วงเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งถูกจับในเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในกวางจู ปี 1980 ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในเกาหลีใต้มีความเข้มแข็งและน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ช่วงท้ายวาระ รัฐบาลของเขาต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชียเมื่อปี 1997

คิม แด-จุง ซึ่งผิดหวังและหยุดพักบทบาททางการเมืองในช่วงรัฐบาลคิม ยอง-ซัม กลับมาตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ในชื่อ พรรคสมัชชาเพื่อการเมืองใหม่(National Congress for New Politics) เขาลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อประชาชนไม่พอใจรัฐบาลเดิม เพราะทำให้เศรษฐกิจประเทศย่ำแย่ คิม แด-จุง จึงคว้าชัย กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 8 ของเกาหลีใต้

คิม ยอง-ซัม ในฐานะพรรครัฐบาล ได้ถ่ายโอนอำนาจตามวิถีทางประชาธิปไตยสู่ คิม แด-จุง ผู้ชนะการเลือกตั้งด้วยความสงบเรียบร้อย พร้อมกับอภัยโทษให้ช็อน ดู-ฮวัน และ โน แท-อู ตามคำแนะนำของคิม แด-จุง ประธานาธิบดีคนใหม่ แต่อดีตเผด็จการทั้งสองรายยังต้องแสดงความสำนึกผิดต่ออาชญากรรมที่ก่อไว้ต่อหน้าสาธารณชน และชดใช้ความเสียหายให้รัฐจากทรัพย์สินที่ได้จากการฉ้อราษฎร์บังหลวง รวมไปถึงการเป็นสักขีพยานของระบอบประชาธิปไตยที่เคยต่อต้าน โดยเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของคิม แด-จุง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ปี 1998

หลังจากนั้น เกาหลีใต้ก็กลายเป็นประเทศประชาธิปไตย พัฒนาศักยภาพหลายด้านจนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และเผยแพร่วัฒนธรรมไปทั่วโลก แต่ประเทศก็ยังคงมีปัญหาต่าง ๆ เช่น สิทธิสตรี สังคมผู้สูงอายุ หรือ นักการเมืองทุจริต อย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวเกาหลีใต้ยังคงยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และไม่อยากให้ประเทศกลับไปเป็นเผด็จการอีก

คิม ยอง-ซัม และ คิม แด-จุง นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ร่วมกันต้านอำนาจเผด็จการมาอย่างยาวนาน นับเป็นบุคคลทรงอิทธิพลที่สามารถผลักดันให้เกาหลีใต้เป็นประเทศประชาธิปไตยได้ในที่สุด แม้ครั้งหนึ่งต่างคนต่างเป็นคู่แข่งทางการเมืองของอีกฝ่าย แต่ก็ต่อสู้ตามกติกาประชาธิปไตย และได้เป็นประธานาธิบดีด้วยกันทั้งคู่

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

“Kim Dae-Jung’s Role in the Democratization of South Korea.” n.d. Association for Asian Studies. Online. Accessed 26 July 2023 fromhttps://www.asianstudies.org/publications/eaa/archives/kim-dae-jungs-role-in-the-democratization-of-south-korea/

“Kim Remembered as Democracy Fighter, Economic Reformer.” The Korea Herald. Accessed 26 July 2023 from https://www.koreaherald.com/view.php?ud=20151122000422.

Yoon, Sanghyun. “South Korea’s Kim Young Sam Government: Political Agendas.” Asian Survey 36, no. 5 (1996): 511–22.

จักรกริช สังขมณี. “เมื่อวันนั้นมาถึง: สามัญชนกับกระบวนการประชาธิปไตย. the 101 World.” สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2566. จากhttps://www.the101.world/june-struggle/

ชญานิษฐ์ เชิดธรรมธร. “เส้นทางประชาธิปไตยกับการเมืองบนท้องถนนในสาธารณรัฐเกาหลี.” ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2566 จากhttp://polsci.tu.ac.th/direk/view.aspx?id=482.

นภดล ชาติประเสริฐ. เกาหลีปัจจุบัน = Korea today. (2560). ปทุมธานี : ศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียศึกษาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 กรกฎาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ข้ามขั้วฉบับเกาหลีใต้! เมื่อเพื่อนรักนักต่อสู้ประชาธิปไตย หันไป “ซบอก” ฝ่ายเผด็จการ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...