เปิดธุรกิจ บีบีกัน ในไทย 20 ปีเงินสะพัด 7 หมื่นล้านบาท
เป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนในปัจจุบันหลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญคนไทยทั้งประเทศจากเยาวชนวัย 14 ปีนำอาวุธปืนดัดแปลงกราดยิงในห้างใจกลางกรุงเทพฯ จนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
นำมาซึ่งมาตรการเร่งด่วนจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในการควบคุมอาวุธปืนและสิ่งเทียมอาวุธซึ่งได้รับผลกระทบมาถึง “บีบีกัน” ที่กฎหมายประเทศไทยจัดอยู่ในหมวดหมู่สิ่งเทียมอาวุธ แต่ยังมีอีกหลายคนที่มองว่าบีบีกันเป็นเพียงแค่ของเล่น
การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายกิตติพงษ์ โพธิ์ทอง กัปตัน ICS ประจำประเทศไทย ผู้ผลิตของเล่น Airsoft Gun รายใหญ่จากประเทศไต้หวัน และ นายอนุสรณ์ เงินแสงสวย ผู้จัดการสนามบีบีกัน Rogue Marina โดย บริษัท แอร์ซอฟท์ อินเตอร์แอคทีช จำกัด ถึงกระแสที่เกิดขึ้น ว่ามีผลกระทบต่อภาพรวมตลาดบีบีกันในประเทศไทยอย่างไร
รวมถึงประเมินภาพรวมธุรกิจบีบีกันในประเทศไทยทั้งในมุมของผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายและในมุมของผู้ให้บริการสนามบีบีกัน จากมาตรการควบคุมอาวุธปืนและสิ่งเทียมอาวุธที่กระทบต่อผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับบีบีกันโดยตรง
บีบีกัน อยู่คู่คนไทย มาแล้วกว่า 20 ปี
นายกิตติพงษ์ เริ่มเล่าว่า ปืนบีบีกัน ในระดับสากลแล้วนั้นจะถูกเรียกว่า Airsoft Gun เป็นของเล่นที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นจนได้รับความนิยมทำให้ปัจจุบันมีฐานการผลิตหลักอยู่ใน 3 ประเทศได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน มีผู้นิยมเล่นและสะสมอยู่ทั่วโลกจนได้รับการพัฒนามาเป็นการแข่งขันเชิงสันทนาการและการกีฬา
“สำหรับในประเทศไทย คำว่า Airsoft Gun เพี้ยนมาเป็น บีบีกัน เนื่องจากลูกกระสุนที่ใช้ยิงเป็นลูกขนาด 6 มิลลิเมตรเรียกว่าลูก BB จึงทำให้คนไทยเรียกติดปากว่า บีบีกัน”
นายกิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า บีบีกันเป็นของเล่นที่เริ่มเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยมามากกว่า 20 ปีแล้ว และมีสนามที่ให้บริการในไทยทั่วประเทศ อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลเกินกว่า 10 สนาม ส่วนมากจะเปิดให้บริการวันเสาร์-อาทิตย์มีผู้เล่นประมาณ 30 ถึง 60 คนต่อวันต่อสนาม ราคาในการเล่นต่อครั้งมีตั้งแต่ 100 ถึง 350 บาท
คนที่มาเล่นต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันโดยเฉพาะหน้ากากป้องกันใบหน้าแต่หากไม่มีมาเอง ทางสนามก็มีบริการให้เช่า ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องฝึกยุทธวิธีทางทหารมาก็สามารถเล่นได้เพื่อความสนุกสนาน ส่วนเยาวชนที่มาใช้บริการจะมีเจ้าหน้าที่สนามให้การดูแลอย่างรัดกุม ทำให้บีบีกันกลายเป็นกิจกรรมยามว่างของใครหลายคนในช่วงวันหยุด
แม้ว่าบีบีกันจะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่คล้ายปืนจริง แต่จะทำจากวัสดุในเกรดของเล่น เช่น พลาสติก อะลูมิเนียม CNC เกรดต่ำ และมีระบบการยิงที่แตกต่างจากปืนจริงโดยสิ้นเชิง
ซึ่ง บีบีกัน ส่วนใหญ่ภายในจะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้มอเตอร์ในการขับเคลื่อนเฟืองเพื่อสร้างแรงลมในการดันลูกกระสุนออกไป
ส่วนการแปลงบีบีกันเป็นปืนจริงนั้นแม้ในทางเทคนิคจะทำได้ แต่ก็ยากไม่คุ้มทุน นอกจากนี้ด้วยวัสดุของบีบีกันหากนำชุดยิงปืนจริงมาแปลงใส่จะทำให้วัสดุในเกรดของเล่นไม่สามารถรับแรงดันจากการจุดระเบิดได้
“ถ้าจะแปลงบีบีกันเป็นปืนจริง แทบจะต้องรื้อวัสดุทุกอย่างออกแล้วแทนที่ด้วยอุปกรณ์ปืนจริง หรือพูดง่ายๆ ว่าแทบไม่ต่างจากการซื้อปืนจริงใหม่ทั้งหมด ซึ่งปืนที่แปลงออกมานั้นก็จะไม่มีมาตรฐาน ไม่คุ้มทุนในการทำ
ที่สำคัญคือผิดกฎหมายและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นและตัวผู้ใช้เองด้วย ต่างจากปืนประเภทแบลงก์กันที่มีระบบการและวัสดุคล้ายปืนจริง เปลี่ยนอุปกรณ์แค่บางชิ้นก็ยิงกระสุนจริงได้”
คาด 20 ปี ซื้อขาย บีบีกัน กว่า 70,000 ล้านบาท
นายกิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากบีบีกันมีการซื้อขายในประเทศมากว่า 20 ปี หากประเมินโดยคร่าวๆ น่าจะมีบีบีกันถูกขายไปแล้วในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านกระบอก เนื่องจากมีกลุ่มคนที่ชอบสะสมของเล่นประเภทนี้ ทำให้บางคนมีสะสมมากกว่า 100 กระบอก
อีกทั้งในแต่ละปีผู้ผลิต Airsoft Gun ก็จะมีการออกคอลเลกชั่นใหม่อยู่ตลอด ทำให้มีนักสะสมตัวยงทยอยตามเก็บอยู่
ส่วนราคาของบีบีกันนั้นมีตั้งแต่ประมาน 3,000 ถึง 20,000 บาท ซึ่งยิ่งราคาถูกวัสดุที่ใช้ก็จะยิ่งมีความทนทานและความแข็งแรงน้อยตามราคา แต่โดยเฉลี่ยแล้วบีบีกันทั่วไปจะราคาอยู่ที่กระบอกละ 7,000 บาท ซึ่งหากนับจำนวนบีบีกันที่ถูกขายมามากกว่า 20 ปีแล้วตีเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาท
“ถ้าเป็นผู้เล่นส่วนใหญ่ก็จะมีไม่ต่ำกว่า 1 กระบอกอยู่แล้ว บางคนมี 3-4 กระบอก ยิ่งถ้าเป็นนักสะสมบางคนตามทุกคอลเลกชั่น มีเป็นหลักร้อยกระบอกก็มี อีกทั้งบีบีกันเมื่อนำมาใช้เล่นก็จะมีอายุการใช้งาน พอเสียหรือมีบางส่วนชำรุดคนก็ต้องซื้ออะไหล่หรือซื้อใหม่เพื่อนำมาเล่น ทำให้ 1 ปีมีบีบีกันถูกขายและหมุนเวียนอยู่ในตลาดหลายพันกระบอก”
นอกจากนี้ในการสั่งบีบีกันเข้ามาขายแต่ละครั้งผู้ขายรายใหญ่ในประเทศจะสั่งเข้ามาทางเรือทุกๆ 3 เดือน ในการสั่งแต่ละครั้งมีมูลค่าหลายสิบล้านแตกต่างกันไปตามคอลเลกชั่นที่ออกในแต่ละปี และแม้ว่าบีบีกันจะเป็นของเล่นแต่จัดอยู่ในอุปกรณ์ประเภทสิ่งเทียมอาวุธทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มจากราคาที่ผู้ขายสั่งซื้อไปเพิ่มอีก 30% เช่นเดียวกับสิ่งเทียมอาวุธประเภทอื่นและเสีย VAT เพิ่มอีก 7% ทำให้ในแต่ละปีมีเงินที่ใช้จ่ายในการนำเข้าบีบีกันมาจำหน่ายในประเทศไทยไม่น่าจะต่ำกว่า 500 ล้านบาท
ขึ้นทะเบียนบีบีกัน แรงกระแทกจากมาตรการรัฐ
สำหรับในเรื่องมาตรการควบคุมอาวุธปืนและสิ่งเทียมอาวุธที่พึ่งประกาศใช้ นายกิตติพงษ์ให้ความเห็นว่า กระทบต่อผู้ทำธุรกิจจัดจำหน่ายและนำเข้าบีบีกันโดยตรงเนื่องจาก รัฐบาลได้มีการจำกัดไม่ให้นำเข้าสิ่งเทียมอาวุธ ทำให้ร้านค้าไม่สามารถสั่งคอลเลกชั่นใหม่เข้ามาขายได้ หรือแม้กระทั่งของที่เคยสั่งไปแล้วและกำลังเดินทางมาก็ต้องถูกระงับการนำเข้ามาจัดจำหน่ายไว้ก่อน ซึ่งทำให้ในอนาคตบีบีกันที่สต็อกอยู่ในประเทศมีราคาสูงขึ้นอย่างแน่นอน และหากมีการผ่อนปรนมาตรการนี้ก็เชื่อการตรวจสอบจากภาครัฐต่อของเล่นประเภทนี้จะมีความเข้มข้นขึ้น อาจทำให้ต้นทุนการดำเนินการของผู้ขายเพิ่มขึ้นเพราะอาจเสียเวลาตรวจสอบโดยละเอียดมากขึ้น
“ในอนาคตหากนำเข้ามา 200 กระบอก ก็เชื่อว่าภาครัฐต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดทั้ง 200 กระบอก เพื่อป้องกันการลักลอบปนอาวุธปืนจริงผสมมา ก็จะทำให้ใช้เวลาตรวจสอบนานขึ้น กว่าจะนำมาขายได้อาจกินเวลาในการตรวจสอบ 2-3 เดือน ผู้ขายก็ต้องแบกรับต้นทุนที่ลงทุนไปนานกว่าเดิม และเมื่อกระบวนการนำเข้าเป็นไปได้ยาก บีบีกันคอลเลกชั่นใหม่ก็นำเข้ามาขายได้น้อยลง ราคาจึงสูงขึ้นตามกลไกตลาด”
ส่วนบีบีกันต้องขึ้นทะเบียนหรือไม่ นายกิตติพงษ์ให้ความเห็นต่อว่า จากมาตรการที่กำหนดให้ “แบลงก์กันหรือสิ่งเทียมอาวุธที่สามารถดัดแปลงเป็นอาวุธปืนได้โดยง่าย” ต้องมีการขึ้นทะเบียน ตนคิดว่าบีบีกันที่ใช้เล่นและสะสมนั้นยังไม่ต้องนำไปขึ้นทะเบียนเนื่องจาก แม้บีบีกันจะเป็นสิ่งเทียมอาวุธแต่ไม่สามารถดัดแปลงได้โดยง่าย จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียน แต่หากผู้ครอบครองไม่สบายในการพกพาก็สามารถนำไปขึ้นทะเบียนได้ตามความเหมาะสม
ธุรกิจสนามบีบีกัน โดนผลกระทบความเชื่อมั่น
นายอนุสรณ์ กล่าวถึงการลงทุนในการทำธุรกิจเปิดสนามบีบีกัน เริ่มต้นผู้ลงทุนควรจะหาพื้นที่ขั้นต่ำประมาณ 150 ตารางเมตร มีเงินลงทุนตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับพื้นที่ วัสดุโครงสร้างที่ใช้ในปรับปรุงหรือการสร้างจุดกำบังในพื้นที่สนาม
นอกจากนี้ยังต้องลงทุนอุปกรณ์ป้องกันและบีบีกัน เพื่อให้บริการในกรณีลูกค้าหรือผู้เล่นใหม่ไม่มีอุปกรณ์ของตนเองมาใช้บริการ โดยเฉลี่ยควรจะมีขั้นต่ำประมาณ 10 ชุดขึ้นไป รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานดูแลสนาม ค่าเช่าพื้นที่ ค่าบำรุงรักษาสนามและอุปกรณ์ต่างๆ ประมานเดือนละ 1 แสนบาท
“ปัจจัยหลักในการทำสนามบีบีกันคือเรื่องค่าเช่าที่ เพราะต้องหาพื้นที่ขนาดใหญ่พอประมาณในการรองรับคนจำนวนมากได้ ซึ่งหากมีพื้นที่เป็นของตนเองก็จะลดค่าใช้จ่ายได้เยอะ อีกเรื่องที่สำคัญคือการอบรมพนักงานให้มีคุณภาพ สามารถดูแลความปลอดภัย ปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากเกิดอุบัติเหตุในสนาม”
ส่วนเหตุการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมา หลายสนามบีบีกันได้รับผลกระทบโดยตรงในเรื่องความเชื่อมั่น ความไว้วางใจในการใช้บริการ เนื่องจากลูกค้าบางคนไม่มั่นใจว่าสามารถนำอุปกรณ์ที่ตนเองมีพกพามาเล่นที่สนามได้หรือไม่ นอกจากนี้ผู้ปกครองที่ลูกหลานยังอยู่ในวัยผู้เยาว์ ก็มีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยที่จะให้ลูกหลานใช้บริการ แต่โดยรวมสนามยังคงเปิดให้บริการได้ตามปกติ เด็กและเยาวชนสามารถมาใช้บริการได้ แตกต่างจากสนามฝึกซ้อมยิงปืนจริงที่ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป
“ปัจจุบัน ผู้เล่นยังสามารถใช้บริการสนามได้เช่นเดิม เพราะบีบีกันนั้นเป็นเพียงของเล่นที่ถูกทำขึ้นมาคล้ายอาวุธปืน เพื่อใช้สะสมรวมถึงเล่นเป็นกิจกรรมสันธนาการและการกีฬาเท่านั้น เชื่อว่าสนามบีบีกันทุกสนามให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้เล่นเป็นลำดับแรกเสมอ”