โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

นักวิทย์ฯ ไขปริศนา ‘โอมูอามูอา’ ไม่ใช่เอเลี่ยน แต่ที่ความเร่งประหลาด เพราะปล่อยแก๊สเมื่อใกล้ดวงอาทิตย์

The MATTER

เผยแพร่ 27 มี.ค. 2566 เวลา 06.41 น. • Brief

ยังจำกันได้ไหม? ‘โอมูอามูอา’ หรือ ‘Oumuamua’ วัตถุจากนอกระบบสุริยะ (interstellar object) ที่ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2017 และเฉียดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในปีเดียวกัน แต่เมื่อเดินทางออกห่างจากดวงอาทิตย์ กลับมีความเร่งที่ประหลาด

จนมีคนคาดการณ์กันว่า หรือจะเป็นยานอวกาศของเอเลี่ยน?

แต่ล่าสุด งานวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐฯ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เพิ่งเสนอคำอธิบายใหม่ ที่หวือหวาน้อยกว่านั้น โดยบอกว่า ความเร่งที่เพิ่มขึ้นของโอมูอามูอานั้น เป็นผลมาจากการปล่อยแก๊สไฮโดรเจนเมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้นจากแสงของดวงอาทิตย์

‘โอมูอามูอา’ ในภาษาฮาวายแปลว่า ผู้ส่งสารจากทางไกล ถูกพบครั้งแรกโดยกล้องโทรทรรศน์ Pan-STARRS1 ของมหาวิทยาลัยฮาวาย (University of Hawaii) มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ 1I/2017 U1ปัจจุบันคาดการณ์ว่ามีขนาดอยู่ที่ 115x111 เมตร และหนาา 19 เมตร

แรกเริ่ม นักวิจัยบอกว่า โอมูอามูอา อาจมีต้นกำเนิดคล้ายๆ ดาวหางอื่นๆ คือ ก่อตัวขึ้นในรูปแบบที่เรียกว่า ‘planetesimal’ หมายถึงวัตถุเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการกำเนิดดาวเคราะห์ กลายเป็นหินอวกาศขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยน้ำแข็ง

เมื่อมันลอยออกมาจากระบบดาวฤกษ์ของมัน ก็ต้องเผชิญกับรังสีพลังงานสูงขณะที่เดินทางท่องอวกาศ จนทำให้เคมีของมันเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นน้ำแข็ง ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นแก๊สไฮโดรเจนที่ถูกกักอยู่กับน้ำแข็งทั้งหมด

เช่นเดียวกับในขณะที่เดินทางผ่านระบบสุริยะของเรา เมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้น โครงสร้างน้ำแข็งของโอมูอามูอาก็เปลี่ยนไป ส่งผลให้เกิดการปล่อยแก๊สไฮโดรเจนที่ติดอยู่ในนั้นออกมา ทำให้มีความเร่งที่เพิ่มขึ้นในขณะที่เดินทางออกจากดวงอาทิตย์ กระบวนการนี้เรียกว่า ‘outgassing’ และจะไม่ทำให้เกิดหางที่มองเห็นได้

“ข้อค้นพบหลักก็คือ โอมูอามูอา อาจจะเริ่มมาจากการเป็น ‘planetesimal’ ที่เต็มไปด้วยน้ำและน้ำแข็ง คล้ายๆ กับดาวหางในระบบสุริยะ โมเดลนี้สามารถอธิบายพฤติกรรมประหลาดของโอมูอามูอาได้ โดยไม่ต้องใช้คำอธิบายทางฟิสิกส์หรือเคมีที่ประหลาดออกไป” เจ็นนี เบิร์กเนอร์ (Jenny Bergner) ผู้ร่วมวิจัย จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) กล่าว

อ้างอิงจาก

reuters.com

nytimes.com

futurism.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...