โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

รวบหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์สุดโหด พร้อมสมุน 12 คน บังคับทำยอดสัปดาห์ละ 20 ล้าน ทำรายได้นับพันล้านต่อปี

สยามนิวส์

อัพเดต 18 พ.ค. 2567 เวลา 05.46 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2567 เวลา 05.46 น. • สยามนิวส์
รวบหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์สุดโหด พร้อมสมุน 12 คน บังคับทำยอดสัปดาห์ละ 20 ล้าน ทำรายได้นับพันล้านต่อปี

สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายรายหนึ่งได้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นพนักงานธนาคารกสิกรไทย (สาย1) โทรมาหลอกว่าผู้เสียหายเป็นหนี้บัตรเครดิต หากไม่ได้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวอาจมีบุคคลแอบอ้างต้องแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองตาก เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ มิจฉาชีพจึงโอนสายต่อไปให้คนที่สองซึ่งปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองตาก (สาย2 : สวมบทข่มขู่) จากนั้นจึงให้ผู้เสียหายแอด LINE แล้วข่มขู่ว่ามีพยานหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฟอกเงินต้องโดนดำเนินคดี ผู้เสียหายเกิดความกลัว มิจฉาชีพจึงให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์โดยการโอนเงินให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

จากนั้นจึงมีการโอนสายต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมที่อ้างตัวเป็นผู้กอง (สาย 3 : สวมบทปลอบโยน) โดยให้คำแนะนำและโน้มน้าวให้ผู้เสียหายโอนเงินไปตรวจสอบ เมื่อเสร็จแล้วและจะโอนคืนให้ในวันถัดไป จึงแจ้งข้อมูลบัญชีธนาคารให้ผู้เสียหายโอนเงิน ผู้เสียหายได้โอนไปหลายครั้ง รวมทั้งสิ้น 2,370,000 บาท และยังแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเพิ่มอีก จนผู้เสียหายรู้ตัวว่าโดนหลอก จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมา

จากนั้นจึงได้สืบสวนหาข้อมูลจนพบพยานหลักฐานต่างๆ ที่สอดคล้องว่าผู้เสียหายรายนี้โดนหลอกโดยแก็งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองโอเสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา จึงได้ประสานไปตำรวจประเทศกัมพูชา จึงทราบว่ามีคนไทยถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และได้หาทางติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถานทูตไทยในกัมพูชา ต่อมาสามารถช่วยเหลือออกมาได้จำนวน 4 คน

ต่อมา พนักงานสอบสวน บก.สอท.2 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานจนทราบข้อมูลบุคคลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองโอเสม็ดดังกล่าว จนสามารถขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 15 คน สามารติดตามจับกุมมาได้ได้ ทั้งสิ้น 12 คน คือ 1.นายปฏิภาณ หรือ อาฉิ่ง อายุ 21 ปี (หัวหน้าแก๊ง และ โอเปอเรเตอร์ สาย 3) 2.นายภาณุ หรือตี๋ อายุ 23 ปี (โอเปอเรเตอร์ สาย 1 และ 2) 3.นายพงศกร หรือ เบล อายุ 29 ปี (โอเปอเรเตอร์ สาย 1) 4.นายกฤษณะ หรือ เบส อายุ 21 ปี (โอเปอเรเตอร์ สาย 1) 5.นายอภิรัฐ อายุ 23 ปี (โอเปอเรเตอร์ สาย 1 และ 2) 6.น.ส.ฤทัยรัตน์ อายุ 29 ปี (โอเปอเรเตอร์ สาย 1)

7.น.ส.ธวัลกร หรือ น.ส.กุสุมา หรือโฟม อายุ 28 ปี (โอเปอเรเตอร์ สาย 1 และ 2) 8.นายธวัชชัย หรือ ตังค์ อายุ 24 ปี (โอเปอเรเตอร์ สาย 1 และ 2) 9.นายพงศธร หรือ ปราย อายุ 24 ปี (โอเปอเรเตอร์ สาย 1 และ 2) 10. น.ส.พัชสร หรืออุ้ม อายุ 23 ปี (โอเปอเรเตอร์ สาย 1) 11.นายอดิศักดิ์ อายุ 35 ปี (คนพาข้ามแดนโดยช่องทางธรรมชาติ) 12.น.ส.ใบเฟิรส์ อายุ 21 ปี อายัดตัวที่เรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ (เจ้าของบัญชีม้า) ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย พบว่าได้หลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติไปแล้ว

ตำรวจพบหลักฐานสำคัญของ นายปฏิภาณ หรือ อาฉิ่ง คือ พบว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานของแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์เก็บไว้ในแฟลชไดรฟ์จำนวนมาก เช่น ข้อมูลเหยื่อกว่า 12,000 ราย ข้อมูลบทพูดหลอกลวงผู้เสียหาย ของสาย 1 และ สาย 2 ข้อมูลการแก้ปัญหากรณีเหยื่อสอบถามกลับ ข้อมูลคลิปวีดีโอของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ทำการตัดต่อเสียงแล้ว ข้อมูลบัตรข้าราชการตำรวจปลอม ข้อมูลวิธีการจัดทำซิม และบัญชีม้า และข้อมูลอื่นๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในรูปแบบภาษาจีนอีกเป็นจำนวนมาก

จากการสอบสวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ทุกคนให้การยืนยันว่า นายปฏิภาณ หรือ อาฉิ่ง คือผู้ควบคุมสั่งการทั้งหมด โดยพักอาศัยในอาคารมีรั้วสูงรอบขอบชิด มี รปภ. เฝ้าตลอดเวลา ไม่สามารถออกไปไหนได้ หากใครทำยอดไม่ได้ ทำผิดกฎข้อห้าม หรือ พยายามหลบหนี อาฉิ่งจะบังคับให้ยืนตากแดด 2-3 ชั่วโมง หรือทำร้ายร่างกายโดยการทุบตี และ ชอร์ตด้วยเครื่องชอร์ตไฟฟ้า โดยบังคับให้ทำงานตั้งแต่ 08.00 – 18.00 น. ไม่มีวันหยุด มีอาหารให้ 4 มื้อ (เช้า กลางวัน เย็น และค่ำ) แต่ในเวลางานอนุญาตให้ดื่มแค่น้ำเปล่า ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ และห้ามคุยกันข้ามสาย อีกทั้ง อาฉิ่งยังเป็นผู้เรียบเรียงบทพูดในการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยนายอาฉิ่งพูดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาจีน

ผู้ต้องหายังให้การว่า ทำงานอยู่แก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2565 ถึงกลางปี 2566 ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและข้าราชการเกษียณอายุ โดยในการทำงานนั้น หัวหน้าแก๊งจะสั่งให้คัดลอกและท่องบทพูดจนคล่องและนั่งประกบรุ่นพี่จนสามารถทำงานได้ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องหลอกเหยื่อให้โอนเงินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 20 ล้านบาท (หรือ ประมาณเดือนละ 80 ล้านบาท) ทำให้มีแก๊งดังกล่าวมีรายได้หมุนเวียนนับพันล้านต่อปี

หากทีมใดทำยอดถึงเป้าจะได้หยุด 1 วัน หากทีมไหนยอดไม่ถึงเป้า ก็จะไม่มีวันหยุดพัก โดยช่วงเวลา 18.00 น. ของทุกวันจะประกาศผลการทำยอดของแต่ละคน ซึ่งหากใครทำยอดได้เยอะจะได้รับเสียงปรบมือจากทุกคนและได้รับรางวัลพิเศษในที่ประชุม และในส่วนเงินตอบแทนจะได้รับตามเปอร์เซ็นต์ของยอดเงินที่หลอกได้ คือ สาย 1 ได้ 6 เปอร์เซ็นต์ สาย 2 ได้ 5 เปอร์เซ็น และ สาย 3 ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ หากคนเดียวทำได้ทั้งสาย 1 และสาย 2 ก็จะได้รับรวมกันถึง 11 เปอร์เซ็นต์

คดีที่ 2 จับกุมเว็บพนันรายใหญ่ "หวานเจี๊ยบ777" เงินหมุนเวียนนับพันล้านต่อเดือน ยึดเงินสดเกือบ 24 ล้านบาท และทรัพย์สินกว่า 30 ล้าน

โดยตำรวจได้สืบสวนและประสานข้อมูลกับศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 จนพบการกระทำผิดในการจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ whanjeab777a.com เบื้องต้นพบว่ามียอดสมาชิกผู้เล่นประมาณ 40,000 คน มีเงินหมุนเวียนประมาณหนึ่งพันล้านบาทต่อเดือน จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 9 คน จนกระทั่งวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ระดมกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุด และจับกุมผู้ต้องหาสำคัญได้ 3 ราย คือ 1.นายชินดนัย ผู้ทำหน้าที่บริหารด้านการเงิน ได้ที่คอนโดมิเนีตมหรูย่านรัชดา 2.นายสุทธิชัย ผู้ทำหน้าที่บริหารด้านการเงิน ที่คอนโดมิเนียมหรูย่านรัชดา และนางสาวนงลักษณ์ อายุ 49 ปี ผู้หน้าที่กดเงิน ที่บ้านพักในอำเภอท่าเคือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องได้หลายรายการ เช่น เงินสดเกือบ 24 ล้านบาท, รถยนต์ 2 คัน, คอมพิวเตอร์ 1 ชุด, สมุดบัญชีธนาคาร 2,341 เล่ม, บัตรกดเงินอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 1,779 ใบ, แท็ปเล็ต จำนวน 1 เครื่อง แบะโทรศัพท์มือถือ จำนวน 46 เครื่อง รวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท

และคดีที่ 3 จับกุมเจ้าพ่อหวยลาวรายใหญ่ เพจเฟสบุ๊คชื่อ “บ้านเพชรมณีนาคา” มีเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านต่อปี

โดยตำรวจนำหมายค้นศาลแขวงชลบุรี เข้าค้นที่บ้านเลขที 554/87 หมู่บ้านเดอเทอเรส หมู่ 3 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จับกุม นายวินัย ชาวหนองบัว อายุ 30 ปี พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ, บัตรเบอร์หวย บัตรเบอร์เงิน 17,554 ใบ, สมุดจดหวย 140 เล่ม กล่องใช้สำหรับบรรจุบัตรเบอร์หวย เบอร์เงิน ส่งให้แก่ลูกค้า 11 กล่อง เครื่องคิดเลข 1 อัน สมุดบันทึกรายรับรายจ่าย 1 เล่ม รถยนต์ 2 คัน สร้อยทองคำ, พระเครื่องเลี่ยมทอง, สมุดบัญชีธนาคาร และอุปกรณ์สำหรับส่งขายต่อให้แก่ลูกข่ายหรือแม่ทีมเพื่อนำไปขายต่อให้แก่บุคคลทั่วไปที่เล่นการพนัน

ตรวจสอบทราบว่า นายวินัยเป็นเจ้าของเฟสบุ๊คดังกล่าว เป็นเจ้ามือหวยลาวมาประมาณ 1 ปีเศษ มีรายได้ประมาณ 300,000 บาทต่อเดือน มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

ผู้สื่อข่าวนครบาล ทีมข่าวสยามนิวส์ รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...