โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คิม จองอิล อำนาจพ่ายสุขภาพ เมื่อป่วยต้องวางมือทางการเมือง

SpringNews

อัพเดต 22 พ.ค. 2568 เวลา 03.51 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2568 เวลา 03.30 น.

คิม จองอิล (Kim Jong-il) เป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือระหว่างปี ค.ศ. 1994 ถึง 2011 โดยสืบทอดอำนาจต่อจากบิดาคือ คิม อิลซุง (Kim Il-sung) ผู้ก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือ ภายใต้การปกครองของเขา เกาหลีเหนือตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม (authoritarian dictatorship) ที่รวมศูนย์อำนาจไว้ในครอบครัวเดียว การควบคุมสื่อ การบูชาบุคคล (cult of personality) และการใช้อำนาจทหารเป็นหลัก

แม้ในช่วงหนึ่ง คิม จองอิลจะได้รับการมองว่าเป็นผู้นำที่ไร้เทียมทาน ผู้บงการด้านนิวเคลียร์ และมีอำนาจเบ็ดเสร็จในประเทศ แต่เมื่อสุขภาพของเขาทรุดลงจากอาการโรคหลอดเลือดในสมอง (stroke) ในช่วงปลายทศวรรษ 2000 สถานการณ์ทางการเมืองในเกาหลีเหนือก็เริ่มสั่นคลอน เขาต้องค่อย ๆ ถอยจากอำนาจ และวางรากฐานสืบทอดให้ลูกชาย คือ คิม จองอึน (Kim Jong-un)

ภูมิหลังและการขึ้นสู่อำนาจ

คิม จองอิล เกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941 หรือ 1942 (มีข้อถกเถียงด้านปีเกิดระหว่างแหล่งตะวันตกและเกาหลีเหนือ) โดยถือกำเนิดในครอบครัวผู้นำปฏิวัติ บิดาของเขา คิม อิลซุง เป็นผู้นำคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และกลายเป็นประมุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีในปี 1948

คิม จองอิล เริ่มมีบทบาทในการเมืองตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทายาททางการเมืองอย่างเป็นทางการในปี 1980 และภายหลังขึ้นดำรงตำแหน่ง "ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพประชาชน" และผู้นำพรรคแรงงานเกาหลี หลังจากคิม อิลซุงเสียชีวิตในปี 1994 คิม จองอิลก็ควบรวมอำนาจทั้งหมดไว้ในตัว

อำนาจ บารมี และเผด็จการส่วนบุคคล

ระหว่างดำรงตำแหน่ง คิม จองอิลสร้างระบบการปกครองที่เน้น “ซ็องกุน” (Songun) หรือ “นโยบายทหารมาก่อน” (Military-first policy) ซึ่งมุ่งให้อำนาจแก่กองทัพในการบริหารประเทศ ทำให้เกิดการใช้อำนาจแบบทหารนิยมและเผด็จการเบ็ดเสร็จ

ในช่วงวิกฤติการณ์ความอดอยาก (1994–1998) ซึ่งส่งผลให้ชาวเกาหลีเหนือตายไปหลายแสนถึงล้านคน คิม จองอิลยังคงรักษาอำนาจไว้ได้ด้วยการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม สร้างบุคลิกภาพลัทธิบูชาตนเอง และใช้นิวเคลียร์เป็นเครื่องต่อรองกับโลกภายนอก แม้ประเทศจะยากจนแต่ก็ยังเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์จนทดสอบสำเร็จในปี 2006

อาการป่วย ผลกระทบจนต้องวางมือทางการเมือง

ในปี 2008 สื่อเกาหลีใต้และตะวันตกรายงานว่า คิม จองอิลมีอาการ “เส้นเลือดในสมองแตก” (stroke) หรือ “โรคหลอดเลือดสมอง” ซึ่งทำให้เขาหมดสติและต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่ Pyongyang และอาจมีแพทย์จีนเข้ามาช่วยดูแลด้วย

ขณะที่ BBC News และ South Korean Intelligence (NIS) เคยระบุว่า คิม จองอิลไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ปกติในช่วงปี 2008–2010 และอาจเคยล้มลงหรือหมดสติชั่วครู่ภายในที่พักของตน

แม้ทางการเกาหลีเหนือจะปฏิเสธข่าวในช่วงแรก แต่ภาพถ่ายในภายหลังก็ยืนยันว่า คิม จองอิลมีรูปร่างซูบผอม เคลื่อนไหวลำบาก และต้องใช้ไม้เท้าหรือรถเข็นในบางครั้ง นอกจากนี้ เขายังลดบทบาทจากเวทีสาธารณะ และเริ่มเตรียมการส่งต่ออำนาจให้ลูกชายคนที่สาม คิม จองอึน ซึ่งปรากฏตัวข้างพ่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นไป

การล้มป่วยของคิม จองอิลถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากเป็นช่วงที่เขาจำเป็นต้องเร่ง “วางมือ” จากการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ แม้ยังรักษาตำแหน่งไว้ แต่การตัดสินใจและกิจกรรมหลักหลายอย่างกลับถ่ายเทไปยังผู้นำทหาร และคิม จองอึน ซึ่งถูกเร่งผลักดันให้มีสถานะทางการเมืองในพรรคและกองทัพอย่างรวดเร็ว

การวางรากฐานการสืบทอดอำนาจ

ในปี 2010 คิม จองอึนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "พลเอกสี่ดาว" และสมาชิกคณะกรรมการทหารกลางของพรรคแรงงาน ถือเป็นการประกาศอย่างไม่เป็นทางการว่าเขาคือทายาททางการเมืองของบิดา

กระบวนการส่งผ่านอำนาจนี้ถูกเร่งเนื่องจากอาการป่วยของคิม จองอิลไม่แน่นอน และท้ายที่สุด คิม จองอิลก็เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายในเดือนธันวาคม 2011 โดยมีคิม จองอึนรับช่วงต่อโดยสมบูรณ์ในฐานะผู้นำสูงสุดของประเทศ

คิม จองอิลคือผู้นำเผด็จการที่ใช้อำนาจทหาร สื่อ และความหวาดกลัวควบคุมประเทศอย่างเด็ดขาดตลอดช่วงเวลากว่า 17 ปีที่เขาครองอำนาจ แต่ทว่าสุขภาพที่ทรุดโทรมจากโรคหลอดเลือดในสมองในปี 2008 กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาต้องค่อย ๆ วางมือจากการบริหาร และเร่งกระบวนการสืบทอดอำนาจให้ลูกชาย

การเจ็บป่วยของคิม จองอิลจึงไม่เพียงส่งผลต่อชีวิตส่วนตัวของเขาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทิศทางของประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมและลัทธิบูชาบุคคล โดยถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่าระบบเผด็จการแบบครอบครัว สามารถเปลี่ยนผ่านอำนาจได้แม้ภายใต้เงื่อนไขสุขภาพที่ไม่อำนวย

เรื่องราวของคิม จองอิล จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า อำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ไม่อาจต้านทานความจริงของชีวิตและสุขภาพได้ สุขภาพที่ทรุดโทรมลงกลายเป็นปัจจัยที่บีบให้ผู้นำที่ทรงอำนาจต้องเริ่มกระบวนการถ่ายโอนอำนาจ และท้ายที่สุด ชีวิตก็สิ้นสุดลง การเจ็บป่วยของเขาไม่เพียงส่งผลต่อชีวิตส่วนตัว แต่ยังส่งผลต่อทิศทางของประเทศและกระบวนการสืบทอดอำนาจ ซึ่งสะท้อนว่าถึงเวลาที่ร่างกายไม่อำนวย การวางมือหรือการเปลี่ยนแปลงบทบาทก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้สำหรับผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จก็ตาม

อ้างอิง

The Real North Korea / SAGE Journals / The Guardian / The Cleanest Race /

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...