โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ล้าหลังส่งท้ายเดือนไพรด์ กรณี ผู้หญิงข้ามเพศและผู้หญิง ถูกยุติการสอบใบวิชาชีพครู เพราะแต่งตัวไม่ตรงเพศกำเนิด ภาพสะท้อนความคิดเก่าๆ ของหน่วยงานราชการที่ยังตัดสินความสามารถคนด้วย ‘เครื่องแต่งกาย’ และ ‘เพศ’

Mirror Thailand

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 07.38 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 07.38 น.
ภาพไฮไลต์

ที่บางคนบอกว่า สังคมไทยเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศมากแล้ว เพราะเรามีสมรสเท่าเทียม และมีการฉลอง Pride Month อย่างยิ่งใหญ่ แต่เราอาจต้องทบทวนกันใหม่จากข่าวล่าสุดนี้ว่าสังคมเราเปิดกว้างมากพอแล้วจริงหรือ? เมื่อสิทธิในการเป็นตัวเองยังถูกลิดรอนและถูกพรากโอกาสบางอย่างในชีวิตไปจากการ ‘เป็นตัวเอง’ เมื่อผู้หญิงข้ามเพศหลายชีวิตออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์การโดนเชิญออกจากห้องสอบเพื่อยุติการสอบใบประกอบวิชาชีพครู เพียงเพราะพวกเธอใส่กระโปรงตามเพศสภาพที่เป็นหญิงแล้ว แต่ไม่ตรงเพศกำเนิด และไม่ถูกใจคุรุสภา (?) ซึ่งน่าสะเทือนใจไม่ใช่น้อยที่เหตุการณ์ที่ดูจะเป็นมุมมองโบร่ำโบราณนี้เกิดขึ้นในช่วงปลาย Pride Month ท่ามกลางธงสีรุ้งที่ประดับตกแต่งไปทั่วทุกพื้นที่ แต่คนในคอมมูนิตี้ในชีวิตจริงหลายคน กลับถูกเอาเปรียบ และสะท้อนถึงการตัดโอกาส ‘ครูข้ามเพศ’ ในระบบการศึกษา

ต้นข้าว-ปุณญพัฒน์ เดชบำรุง หนึ่งในคนที่เข้าไปสอบใบประกอบวิชาชีพครู เธอออกมาเล่าว่า ถูกให้ยุติการสอบกลางคัน แม้ว่าเธอจะเข้าไปนั่งสอบนานถึง 30 นาทีแล้วก็ตาม เนื่องจากประธานกรรมการคุมสอบแจ้งว่าเธอแต่งกายไม่ถูกต้องตามเพศสภาพ เพราะคำนำหน้าเธอเป็น ‘นาย’ แต่แต่งกายมาสอบด้วยกระโปรง ขณะที่ ลิลลี่ สาวข้ามเพศอีกคนก็โดนเชิญออกจากห้องสอบ เพราะเเต่งกายไม่ตรงกับเพศกำเนิด โดยเธอนั่งทำข้อสอบแล้ว 20 กว่าข้อ ก่อนถูกเชิญออกเช่นกัน ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นเรื่องซีเรียส

ทั้งสองกรณีนี้ ล้วนโดนเชิญออกเพราะเพศกำเนิดของพวกเธอ และขณะที่ถูกบอกว่าให้ไปดูระเบียบการของคุรุสภาที่ลงผ่านเว็บไซต์ ก็ไม่มีข้อไหนที่บอกว่า ‘ให้แต่งกายตามเพศสภาพ’ หรือ ‘ให้แต่งกายเพศกำเนิด’ มีแต่แจ้งว่า ผู้ชายควรแต่งอย่างไร ผู้หญิงควรแต่งอย่างไร ซึ่งนั่นหมายความว่า คุรุสภา ไม่นับรวมหญิงข้ามเพศไว้ในสมการ หรือมีความละเอียดอ่อนเรื่องเพศมากพอ และหากมองในมุมกลับ สมมติว่ามีการแจ้งอย่างชัดเจนว่า ให้แต่งกายตามเพศกำเนิดเท่านั้น นั่นก็นับว่าเป็นชุดความคิดที่ล้าหลัง และชัดเจนว่าหน่วยงานข้าราชการยังไม่เปิดรับและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากพอ มีการเอาเรื่องเพศและการแต่งกายมาเป็นตัวกำหนด ‘ความสามารถ’ ขัดแย้งกับความก้าวหน้าเรื่องเพศที่ควรผลักดันให้ไปข้างหน้าอยู่ไม่น้อย โดยลิลลี่ กล่าวว่า “ถ้าเราจะสอนให้เด็กยอมรับความหลากหลายทำไมถึงไม่ยอมรับความหลากหลายของคนที่เป็นครูบ้าง”

ท่ามกลางคอมเมนต์ให้กำลังใจ และมีคนไทยจำนวนมากมีความเห็นไปทางเดียวกันว่าคุรุสภายังล้าหลังทางความคิดอยู่มาก ความน่าเศร้าคือยังพบเห็นบางคอมเมนต์ที่กล่าวโทษพวกเธอ และหยิบยกเรื่องเพศกำเนิดขึ้นมาพูดถึงว่าให้แต่งกายตามนั้น ซึ่งเราอยากจะบอกว่า คนที่ไม่ได้เป็นเจ้าตัว ไม่มีทางเข้าใจความเจ็บปวดจากการไม่ได้เป็นตัวเอง และการที่พวกเธอผ่านกระบวนการข้ามเพศมาเป็นหญิงแล้ว นั่นก็หมายความว่าพวกเธอต้องการจะใช้ชีวิตเฉกเช่นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเอง การไม่ยอมรับในเพศสภาพของพวกเธอ นั่นคือส่วนหนึ่งของการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ เพราะหากพวกเธอมีองค์ความรู้ และถูกทดสอบว่ามีความสามารถมากพอที่จะเป็น ‘ครู’ ได้ เหตุใดถึงจำเป็นต้องเอาเรื่อง ‘เพศ’ ของพวกเธอมาเป็นตัวชี้วัดเพิ่มด้วย?

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่หากย้อนดูข่าว จะพบว่า มีคนที่เป็นครูข้ามเพศหลายโรงเรียน ถูกบังคับให้ตัดผม หรือกระทั่งไม่อนุญาตให้ใส่ชุดตามเพศสภาพของตน จนเกิดการเรียกร้อง และบางคนก็สู้จนได้แต่งกายตามเพศสภาพของตน ซึ่งก็ยังคงเป็นการตัดสินเป็นกรณีไป เช่นเดียวกับที่ปัจจุบัน มีบางโรงเรียนที่อนุญาตให้ครูข้ามเพศแต่งกายตามเพศสภาพของตัวเอง ทั้งครูหญิงข้ามเพศที่ได้แต่งกายเป็นหญิง หรือครูชายข้ามเพศที่ได้แต่งกายเป็นชาย ที่การเป็นตัวเองล้วนส่งเสริมศักยภาพและความสุขในการเรียนการสอนได้มากเลยทีเดียว ขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกหลายโรงเรียนที่ไม่อนุญาต และยังยึดโยงตามเพศกำเนิด นั่นแปลว่า จะดีกว่านี้ไหม หากมีกฎหมายและระเบียบชัดเจนว่า ให้ครูทุกโรงเรียนสามารถแต่งกายตามเพศสภาพได้ รวมถึง ผู้เข้าสอบวิชาชีพครูสามารถแต่งกายตามเพศสภาพได้ จนถึง ข้าราชการทุกหน่วยงาน สามารถแต่งกายตามเพศสภาพได้ เพื่อลดการถูกเลือกปฏิบัติ อันเป็นเหตุให้บุคคลเกิดบาดแผลในใจ หรือลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล

ไม่ใช่แค่คนข้ามเพศที่ถูกเชิญออกในวันสอบที่ผ่านมา แต่ผู้หญิงตรงเพศกำเนิดหลายคน ก็ออกมาแชร์ประสบการณ์เช่นกันว่าพวกเธอก็ถูกเชิญออก เพราะ ‘ใส่กางเกง’ เข้าไปสอบ โดยมีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์คุรุสภาว่า ก่อนหน้าวันสอบไม่มีการกำหนดว่า ห้ามผู้หญิงใส่กางเกงแต่อย่างใด แต่พอในวันสอบ กลับมีการแจ้งหน้าเพจอย่างกระชั้นชิดก่อนถึงเวลาสอบว่า ให้ผู้หญิงใส่กระโปรงเข้าสอบ ทำให้หลายคนไม่สามารถเตรียมตัวหรือเปลี่ยนได้ทัน และถูกเชิญออกขณะสอบ โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งออกมาเล่าว่า เธอผ่านการตรวจเครื่องแบบแล้วถึง 2 รอบ และได้เข้าไปสอบแล้ว 40 กว่าข้อ แต่ผ่านไปสักพัก ก็มีกรรมการคุมสอบเดินมาบอกว่าแต่งกายผิดระเบียบไม่สามารถใส่กางเกงได้ ต้องใส่ให้ ‘ตรงตามเพศสภาพ’ แล้วก็เก็บข้อสอบไปทันที

เห็นได้ว่าคำว่า เพศสภาพ และ เพศกำเนิด ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกเอามาวัดความสามารถของผู้คนเสมอ ผู้หญิงข้ามเพศห้ามแต่งกายตามเพศสภาพ ส่วนผู้หญิงตรงเพศกำเนิดห้ามแต่งกายขัดกับเพศสภาพ กระโปรงและกางเกงยังคงเป็นสัญลักษณ์วัดความดีงามของผู้คนแบบงงๆ ซึ่งการกีดกันความหลากหลายในวงการครู ก็นับว่าต่อยอดไปถึงการไม่เปิดรับความหลากหลายของนักเรียน แล้วประเทศไทยจะเจริญทางความคิดกี่โมง? ถ้าเรายังยึดติดกับการละเมิดสิทธิในการเป็นตัวเองของผู้คนจนเคยชินกันแบบนี้

อ้างอิง:

https://www.facebook.com/share/p/1LfkXcKFFP/

https://www.facebook.com/share/p/15Z89VXyAj/

https://www.facebook.com/share/p/1Dpz3muzUf/

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...