“ธุรกิจอังกฤษ” ลดพนักงานต่อเนื่องเดือนที่ 3 เหตุต้นทุนพุ่ง-สงครามการค้าฉุดความเชื่อมั่น
"ธุรกิจอังกฤษ" ลดพนักงานต่อเนื่องเดือนที่ 3 หลังรัฐบาลอังกฤษปรับขึ้นภาษีและค่าแรงขั้นต่ำ ขณะสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่ทรัมป์เปิดฉากยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่น
วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.10 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ภาคธุรกิจของสหราชอาณาจักรปลดพนักงานต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในเดือนเมษายน หลังมาตรการขึ้นภาษีมูลค่า 26,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผลบังคับใช้ และสงครามการค้าที่เปิดฉากโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร ระบุว่า จำนวนลูกจ้างในระบบประกันสังคมลดลง 33,000 คน ในเดือนเมษายน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าภาคธุรกิจกำลังตอบสนองต่อต้นทุนการจ้างงานที่พุ่งสูงขึ้น จากนโยบายในงบประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งรวมถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเกือบ 7% และการเพิ่มภาษีประกันสังคม (National Insurance Contributions) ซึ่งทำให้รัฐบาลแรงงานที่เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการจ้างงานต้องเผชิญแรงกดดัน เพราะในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขการจ้างงานหายไปกว่า 150,000 ตำแหน่ง
ขณะเดียวกันสงครามการค้าของทรัมป์ที่เริ่มต้นในเดือนเมษายนยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง เพราะบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค แม้มีการบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐกับสหราชอาณาจักร และการพักรบชั่วคราวระหว่างสหรัฐกับจีน แต่ผู้กำหนดนโยบายยังไม่เชื่อว่าข้อตกลงเหล่านั้นจะสามารถแก้ไขผลกระทบระยะสั้นได้
ข้อมูลแยกจากกันยังแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของค่าแรงเริ่มชะลอตัวเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของตลาดแรงงานที่เย็นลง แม้ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ต้องการเห็นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ค่าแรงในภาคเอกชน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ BOE ใช้ประเมินค่าจ้างพื้นฐาน (ไม่รวมโบนัส) ชะลอตัวลงจาก 5.9% เหลือ 5.6% แม้จะต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังสูงกว่าระดับ 3% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ของธนาคารกลาง โดยข้อมูลการตกลงค่าจ้างในปัจจุบันบ่งชี้ว่า การเติบโตของค่าแรงอาจอยู่ที่ประมาณ 3.7% ภายในสิ้นปี
ขณะที่แรงกดดันด้านราคาภายในประเทศที่ยังเหนียวแน่น ทำให้ผู้กำหนดนโยบายของ BOE ต้องใช้ความระมัดระวังในการลดอัตราดอกเบี้ย แม้เศรษฐกิจจะเผชิญความเสี่ยงจากสงครามการค้าของสหรัฐ โดยในการประชุมล่าสุดมีคณะกรรมการ 2 คนลงมติคัดค้านการลดดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่ผู้สนับสนุนการลดดอกเบี้ย 3 คน (รวมถึงผู้ว่าการ Andrew Bailey) ก็ยอมรับว่าการตัดสินใจครั้งนี้ยังลังเล
ต่อมาในการประชุมเมื่อวันจันทร์ รองผู้ว่าการ Clare Lombardelli และสมาชิกจากภายนอก Megan Green ก็แสดงความเห็นสอดคล้องกันว่า ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน เช่น ค่าจ้างและเงินเฟ้อในภาคบริการยังอยู่ในระดับสูง และควรได้รับความสำคัญมากกว่าผลกระทบจากภาษีศุลกากร โดย Lombardelli กล่าวว่าเธอยังอยู่ตรงกลางระหว่างการคงดอกเบี้ยกับการลด ส่วน Green ระบุว่าเธอรู้สึกขัดแย้งในการตัดสินใจ
อ้างอิง : bloomberg.com