โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

11 แบงก์ไทยตื่นตัว ESG คะแนนความยั่งยืนพุ่ง แซงหน้าญี่ปุ่น ทฤษฎีแน่น แต่ยังติดหล่มภาคปฏิบัติ

Thairath Money

อัพเดต 04 ก.พ. 2568 เวลา 12.48 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2568 เวลา 12.48 น.
ภาพไฮไลต์

ปัจจุบัน ธนาคารไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติและต้องปรับตัวรับมือกับภาวะโลกรวน โดยเฉพาะในบทบาทของการเป็นผู้จัดหาเงินทุนให้กับธุรกิจต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งมาพร้อมกับหน้าที่การเปิดเผยข้อมูล การประเมินโอกาสและความเสี่ยงจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างมาตรฐานทางการเงินและกำหนดแนวทางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2050

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย หรือ Fair Finance Thailand ได้เปิดเผยรายงานผลการประเมินธนาคารไทยตามเกณฑ์ "แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมนานาชาติ" ปีที่ 7 ซึ่งทำการประเมินนโยบายและแนวปฏิบัติในการลงทุนและการให้บริการทางการเงินตามมาตรฐานสากลความยั่งยืน (Fair Finance Guide International 13) ในงานเสวนาหัวข้อ “การปรับตัวรับโลกรวนและคะแนน ESG ของภาคธนาคารไทย”

ในรายงานดังกล่าวเผยแพร่ผลการประเมินนโยบายด้านต่าง ๆ ของสถาบันการเงินไทย 11 แห่ง ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย 8 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ในปี 2567 พบว่าในภาพรวมธนาคารไทยได้คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 25.94% ในปี 2566 เป็น 28.36% ในปี 2567 โดยเรียงลำดับคะแนนจากมากไปน้อยดังนี้

1. ธนาคารทหารไทยธนชาต (42.96%)
2. ธนาคารไทยพาณิชย์ (38.65%)
3. ธนาคารกสิกรไทย (37.25%)
4. ธนาคารกรุงเทพ (30.63%)
5. ธนาคารกรุงไทย (29.57%)
6. ธนาคารออมสิน (27.67%)
7. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (25.55%)
8. ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (24.59%)
9. ธนาคารทิสโก้ (19.32%)
10. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (18.64%)
11. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (17.15%)

โดยมีอันดับธนาคารที่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อันดับสองเป็นต้นไป โดยธนาคารไทยพาณิชย์ขยับจากอันดับที่ 4 มาเป็นอันดับที่ 2 แทนที่ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพขยับจากอันดับที่ 5 มาเป็นอันดับ 4

สาเหตุที่คะแนนเฉลี่ยของธนาคารทั้ง 11 แห่งปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากธนาคารหลายแห่งได้ปรับปรุงนโยบายที่สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินมากขึ้นและเปิดเผยสู่สาธารณะหรือมีการลงนามในมาตรฐานสากลหรือแนวปฏิบัติในการดำเนินงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ UN Global Compact (UNGC) หรือ Equator Principles ประกอบกับแนวร่วมฯ มีการปรับปรุงการให้คะแนนให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของธนาคาร ส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยในปีนี้เพิ่มขึ้น

สรุปพัฒนาการความยั่งยืนแบงก์ไทย

  • ธนาคารไทยโดยรวมตื่นตัวเรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แต่ยังขาดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน
  • ธนาคารหลายแห่งเปิดเผยรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามข้อแนะนำของ TCFD แต่ระดับการเปิดเผยข้อมูลยังไม่เท่ากัน โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เชื่อมโยงกับพอร์ตที่ธนาคารให้การสนับสนุนทางการเงินหรือลงทุน
  • ยังไม่มีธนาคารไทยแห่งใดเปิดเผยแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition plan) รายภาคที่มีกำหนดเวลาชัดเจนในการทยอยลดการสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงในพอร์ตสินเชื่อและพอร์ตการลงทุนของธนาคาร
  • ธนาคารไทยโดยรวมตื่นตัวมากขึ้นต่อการรับมาตรฐานสากลด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน แต่ยังขาดความชัดเจนและความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ
  • ธนาคารส่วนใหญ่ประกาศเคารพหลักการชี้แนะ UNGPs แต่ในภาพรวมยังขาดความชัดเจนและความสม่ำเสมอในการปฏิบัติตามหลักการชี้แนะ UNGPs เช่น ขาดความชัดเจนว่าผู้มีส่วนได้เสียของลูกค้าธนาคารสามารถเข้าถึงกลไกรับเรื่องร้องเรียนของธนาคารในการสะท้อนข้อกังวลต่อการดำเนินธุรกิจของลูกค้าธนาคารได้
  • คะแนนเฉลี่ยของธนาคารไทยตามมาตรฐานสากลความยั่งยืนสูงกว่าอินโดนีเซียและญี่ปุ่น และทัดเทียมกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย

โอกาสและความท้าทายแบงก์ปรับตัวสู่ ESG

ทุย ทู บุย (Thuy Thu Bui) หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุน กลุ่มสถาบันการเงิน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก, บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) มองว่าโอกาสทางธุรกิจของภาคการเงินจากการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน (ESG) คือ โอกาสในการจัดหาเงินทุนรองรับการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การระดมทุนผ่านตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่ปี 2558 ทั่วโลกมีการออกกรีนบอนด์ไปแล้ว มูลค่า 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับความท้าทายของภาคธนาคารในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ ESG มีด้วยกัน 3 ข้อ

1. ความสามารถของธนาคารในการเข้าใจโอกาสและความเสี่ยงทางการเงินจากภาวะโลกรวน เพื่อที่จะมองหาโอกาสสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ที่สอดคล้องกับกระแส ESG

“ขีดความสามารถภายในธนาคารเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือภาคธนาคาร ต้องร่วมกันส่งเสริมให้ภาคการเงินมีขีดความสามารถดังกล่าว”

2. ความชัดเจนแนวทางรับมือภาวะโลกรวนของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น รัฐบาล, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยการจัดทำ Thailand Taxonomy หรือมาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยระยะที่ 1 เสร็จสิ้นแล้ว การขับเคลื่อนไปสู่ระยะที่ 2 จึงสำคัญมาก หน่วยงานกำกับดูแลต้องกำหนดแนวทางสนับสนุนให้สถาบันการเงินสามารถเปิดเผยข้อมูลนโยบายและแนวปฏิบัติทางการเงินเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (ESG) ด้านต่างๆ ในระดับที่ใกล้เคียงกัน “การเปิดเผยข้อมูลทำให้เราเข้าใจและเห็นภาพโอกาสและความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่”

3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะภาคการเงิน แม้สถาบันการเงินจะมีการปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน แต่หากขาดความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดแนวทางให้สอดคล้องกัน โดยเฉพาะหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจออกบทลงโทษและสร้างแรงจูงใจสำหรับภาคส่วนต่างๆ ก็เป็นเรื่องยากที่ธนาคารจะบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนได้

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้การดำเนินการตามกรอบ ESG ของธนาคารไทยเกิดขึ้นจริงและมีตัวชี้วัดได้ตามมาตรฐานโลก และนำไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกให้เกิดขึ้นจริง

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...