โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรงทศวรรษใหม่ อัปเดตสถานการณ์ไทย-ญี่ปุ่น-จีน-สหรัฐ ปี 2568

The Bangkok Insight

อัพเดต 03 มี.ค. 2568 เวลา 01.49 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2568 เวลา 01.49 น. • The Bangkok Insight

ไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรงทศวรรษใหม่ ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูลสถานการณ์ไทย-ญี่ปุ่น-จีน-สหรัฐ ปี 2568 เพิ่มความซับซ้อน คาดการระบาดจะลดลงในเดือนมีนาคม เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ระบุว่า ไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรงทศวรรษใหม่: เปิดข้อมูลสถานการณ์ไทย-ญี่ปุ่น-จีน-สหรัฐ ปี 2568

ไข้หวัดใหญ่ระบาด

วิเคราะห์อัตราการตายของไข้หวัดใหญ่ ปี 2568

สหรัฐ อัตราการตายสูง (0.0556%) โดยสูงที่สุดในกลุ่มประเทศที่เปรียบเทียบ (ประมาณ 1 ต่อ 1,800 ผู้ติดเชื้อ)

สาเหตุที่อาจทำให้อัตราการตายสูง

  • การระบาดร่วมกันของเชื้อหลายชนิด (Quad-demic)-ในสหรัฐ คือการระบาดพร้อมกันของเชื้อโรค 4 ชนิด ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ (Influenza), RSV, โควิด-19 และโนโรไวรัส ซึ่งทำให้ระบบสาธารณสุขตึงตัวและเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อซ้อน
  • ผู้ป่วย 1 ใน 3 ที่เข้ารับการรักษาพบปอดบวมจากแบคทีเรียหลังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
  • ผู้สูงอายุ (65+ ปี) มีอัตราการรักษาในโรงพยาบาลสูงสุด
  • อัตราการตายในกลุ่มคนผิวดำและชาวอเมริกันพื้นเมือง/อะแลสกาสูงกว่ากลุ่มอื่น

จีน อัตราการตายปานกลาง (0.01%)

อัตราการตายประมาณ 1 ต่อ 1 หมื่นผู้ติดเชื้อ โดยข้อมูลเป็นการประมาณการณ์เนื่องจากไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการ มีการระบาดของเชื้อ HMPV ร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี

ไทย อัตราการตายปานกลาง (0.0091%)

อัตราการตายประมาณ 1 ต่อ 1.1 หมื่นผู้ติดเชื้อ โดยผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต

ทั้งนี้ แม้เด็กอายุ 5-9 ปีจะมีอัตราการติดเชื้อสูงสุด แต่อัตราการเสียชีวิตในกลุ่มนี้ต่ำ และอัตราป่วยตายที่กระทรวงสาธารณสุขไทยรายงานคือ 0.008% (ใกล้เคียงกับการคำนวณจากข้อมูล)

ญี่ปุ่น อัตราการตายต่ำ (0.0011%)

อัตราการตายต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่เปรียบเทียบ (ประมาณ 1 ต่อ 95,230 ผู้ติดเชื้อ) ขณะที่มีจำนวนผู้ป่วยสูงมากถึง 9.5 ล้านคน แต่จำนวนผู้เสียชีวิตประมาณการณ์ไว้ไม่มาก และมีรายงานกรณีเด่นของนักแสดงชาวไต้หวัน (บาร์บี้ ซู) เสียชีวิตในญี่ปุ่นจากปอดบวมที่เกิดจากไข้หวัด

ภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรงในปี 2567-2568

ประเทศไทย

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ระบาดในไทยปี 2568 รุนแรงกว่าปีก่อน ๆ โดยมีผู้ป่วยเพิ่มสูงในเวลาอันสั้น เด็กเป็นกลุ่มป่วยหลัก แต่ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเสี่ยงเสียชีวิตมากที่สุด พื้นที่ภาคเหนือ (พะเยา) เป็นจุดระบาดหนัก สายพันธุ์ A/H1N1 ยังครอง แต่ควบคุมได้ด้วยวัคซีนและยา แนะนำให้ประชาชนป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัดในช่วงนี้

จำนวนผู้ป่วยสะสม: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 24 กุมภาพันธ์ 2568 มีผู้ป่วยสะสม 131,826 ราย (กรมควบคุมโรค, 25 ก.พ. 2568) เพิ่มขึ้นจาก 99,057 รายเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ แสดงถึงการระบาดที่รวดเร็วในช่วงต้นปี โดยในรอบ 15 วัน (25 ม.ค. - 10 ก.พ.) ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึง 91,238 ราย

อัตราการป่วย: สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง และสูงกว่าปี 2567 (2024) ถึง 1.6 เท่า

ผู้เสียชีวิต: สะสม 12 ราย ณ 24 ก.พ. 2568 เพิ่มจาก 9 รายเมื่อต้นเดือน (กระทรวงสาธารณสุข, 16 ก.พ. 2568) อัตราป่วยตายอยู่ที่ 0.008%

กลุ่มอายุและพื้นที่ระบาด

กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด: เด็กอายุ 5-9 ปี รองลงมาคือ 0-4 ปี และ 10-14 ปี ซึ่งเด็กเป็นกลุ่มแพร่เชื้อหลักในชุมชนและโรงเรียน

จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด (ต่อประชากร 1 แสนคน): 1. พะเยา (638.55) 2. ลำพูน (591.61) 3. เชียงราย (469.88) 4. ภูเก็ต (456.36) 5. เชียงใหม่ (443.04)

จังหวัดภาคเหนือ (พะเยา ลำพูน เชียงราย เชียงใหม่) มีอัตราป่วยไข้หวัดใหญ่สูงสุด เนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็นยาวนานในต้นปี 2568 ที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อ ประกอบกับการอยู่ในพื้นที่ปิดและรวมกลุ่มกันมากขึ้นในช่วงอากาศหนาว ส่วนภูเก็ตอาจมีอัตราป่วยสูงเพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่นและมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก

กรุงเทพมหานคร มีอัตราการระบาดของไข้หวัดใหญ่ไม่สูงเท่าจังหวัดในภาคเหนือเนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น สภาพอากาศที่ร้อนและไม่เอื้อต่อการแพร่เชื้อเท่าอากาศหนาวเย็นในภาคเหนือ ความตระหนักรู้และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ดีกว่า รวมถึงพฤติกรรมการสวมหน้ากากอนามัยที่ยังคงมีอยู่ในเมืองใหญ่หลังจากช่วงการระบาดของโควิด-19

ภาคเหนือมีอัตราป่วยสูงสุด (258.44 ต่อแสนคน) ตามด้วยภาคกลาง (222.48) และภาคอีสาน (175.88)

การระบาดเป็นกลุ่มก้อน: พบ 15 เหตุการณ์ ส่วนใหญ่ในโรงเรียน

สายพันธุ์และการรักษา

สายพันธุ์หลัก: A/H1N1 (pdm09) เป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในประเทศไทยในปี 2568 โดยคิดเป็นสัดส่วน 39.46% ของผู้ป่วย รองลงมาคือสายพันธุ์ B Victoria และ A/H3N2 ซึ่งยังคงมีการระบาดร่วมกัน แต่อัตราส่วนที่แน่นอนยังไม่มีการระบุชัดเจน สาธารณสุขไทยยืนยันว่า วัคซีนที่ใช้ในไทยยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันความรุนแรงจากสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้

ยาต้านไวรัส: มีการใช้ Oseltamivir รักษาและลดความรุนแรง โดยพบการดื้อยาน้อยมาก

ปัจจัยที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก

ภูมิคุ้มกันต่ำ: ช่วงโควิด-19 (2563-2565) การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ลดลงจากมาตรการเข้มงวด ทำให้ประชากรขาดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ

สภาพอากาศ: ฤดูหนาวที่ยาวนานและหนาวเย็นในต้นปี 2568 โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน ส่งเสริมการแพร่เชื้อ

การตรวจง่ายขึ้น: การใช้ ATK ทำให้พบผู้ป่วยมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ตรวจน้อย

แนวโน้ม คาดว่าผู้ป่วยทั้งปี 2568 จะสูงถึง 7-8 แสนราย มากกว่าปี 2567 (6.50 แสนราย) และปี 2566 (4.86 แสนราย) ขณะที่การเสียชีวิตอาจสูงกว่าปี 2567 (51 ราย) เล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงระดับวิกฤต

มาตรการรับมือ

วัคซีน: แนะนำให้ 7 กลุ่มเสี่ยง (ผู้สูงอายุ 65+, เด็กเล็ก, หญิงตั้งครรภ์, ผู้มีโรคเรื้อรัง) ฉีดวัคซีนทุกปีเพื่อลดความรุนแรงและการเสียชีวิต (กรมควบคุมโรค)

การป้องกัน: สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด, ล้างมือบ่อยๆ, หยุดเรียน/ทำงานหากป่วย 3-7 วัน

โรงเรียน: มีการคัดกรองและแยกผู้ป่วยเพื่อลดการแพร่ระบาด

ญี่ปุ่น

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ระบาดในญี่ปุ่นฤดูกาล 2567–2568 รุนแรงที่สุดในรอบ 26 ปี โดยมีผู้ป่วยรวมกว่า 9.5 ล้านคนจนถึงปลายมกราคม 2568 และถึงแม้จะผ่านจุดสูงสุดในธันวาคม (64.39 รายต่อสถานพยาบาลหรือจุด) แต่ยังมีผู้ป่วยต่อเนื่อง (2.21 รายต่อจุดในกุมภาพันธ์) สายพันธุ์ B เด่นขึ้นในช่วงหลัง ระบบสาธารณสุขตึงตัว และมีการสำรองยารองรับแล้ว กระทรวงฯ ยังคงเน้นย้ำมาตรการป้องกันต่อไป

สถานการณ์ทั่วไป

ญี่ปุ่นเผชิญการระบาดของไข้หวัดใหญ่ครั้งใหญ่ในฤดูกาล 2567–2568 โดยเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2567 และทวีความรุนแรงในต้นปี 2568

ข้อมูลจากสถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติญี่ปุ่นระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2567 ถึง 26 มกราคม 2568 มีผู้ป่วยสะสมประมาณ 9.523 ล้านคน ในระยะเวลา 144 วัน หรือเฉลี่ยวันละ 66,132 คน ซึ่งถือเป็นการระบาดที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 2542

โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2567 (2024) ที่มีผู้ป่วยสูงถึง 317,812 ราย จากสถานพยาบาล 5,000 แห่ง เฉลี่ย 64.39 รายต่อสถานพยาบาล (จุด) เกินระดับเตือนภัย (30 ราย) อย่างมาก

อัปเดตล่าสุด (กุมภาพันธ์ 2568) จากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น

สัปดาห์ที่ 8 (17–23 กุมภาพันธ์ 2568) จำนวนผู้ป่วยต่อจุดรายงานลดลงเหลือ 2.21 ราย จาก 2.63 รายในสัปดาห์ก่อนหน้า และลดลงอย่างมากจากจุดสูงสุดของฤดูกาลนี้ที่ 64.39 ราย (ปลายธ.ค. 2567) แสดงว่าการระบาดเริ่มชะลอตัวหลังผ่านจุดพีค

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยยังคงมีอยู่ และกระทรวงฯ แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยในบางสถานการณ์เพื่อป้องกันทั้งไข้หวัดใหญ่และโรคอื่นๆ เช่น โควิด-19 (ที่รายงาน 4.95 รายต่อจุดในสัปดาห์เดียวกัน)

สายพันธุ์และความรุนแรง

สายพันธุ์หลัก: รายงานระบุถึงทั้งสายพันธุ์ A และ B โดยช่วงต้นฤดูกาล (กันยายน–ธันวาคม 2567) สายพันธุ์ A (เช่น A/H1N1) มีบทบาทเด่น แต่ตั้งแต่ต้นปี 2568 สายพันธุ์ B เริ่มระบาดหนักขึ้น โดยเฉพาะในโตเกียวและโอซาก้า ซึ่งสายพันธุ์ B มักทำให้เกิดอาการรุนแรงในบางกลุ่ม เช่น เด็กและผู้สูงอายุ

ภาวะแทรกซ้อน: มีรายงานผู้เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม โดยกรณีเด่นคือ บาร์บี้ ซู (Barbie Hsu) นักแสดงชาวไต้หวัน เสียชีวิตในญี่ปุ่นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2568 จากปอดบวมที่เกิดจากไข้หวัดใหญ่ สะท้อนความรุนแรงของโรคในฤดูกาลนี้

ผลกระทบและการตอบสนอง

ระบบสาธารณสุข: การระบาดหนักในโตเกียว โอซาก้า และเมืองใหญ่ ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งรับผู้ป่วยเพิ่มไม่ได้หากอาการไม่รุนแรง และเกิดการขาดแคลนยาต้านไวรัส เช่น Oseltamivir (Tamiflu) และ Favipiravir ตั้งแต่ปลายธันวาคม 2567 อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ รายงานเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ว่ามีการสำรองยา 1.263 ล้านคน เพื่อรับมือสถานการณ์

คำแนะนำ: ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำให้ฉีดวัคซีน ซึ่งยังคงมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดูแลสุขอนามัย เช่น ล้างมือ สวมหน้ากากในที่แออัด และพกยาต้านไวรัสสำหรับนักท่องเที่ยว
บริบทสำหรับนักท่องเที่ยวไทย

พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น โตเกียว โอซาก้า และฮอกไกโด (ที่คาดว่าระบาดสูงในฤดูหนาว) ยังมีความเสี่ยง แม้จำนวนผู้ป่วยลดลงในปลายกุมภาพันธ์ แนะนำให้คนไทยที่วางแผนไปญี่ปุ่นช่วงนี้ป้องกันตัวเองอย่างเข้มงวด

สหรัฐ

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ระบาดในสหรัฐฤดูกาล 2567–2568 รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ มีการระบาด 2 ระลอกต่อเนื่อง โดยมีผู้ป่วยกว่า 27 ล้านราย เข้ารักษา 3.3 แสนราย และเสียชีวิต 1.5 หมื่นราย

ณ สิ้นกุมภาพันธ์ 2568 สายพันธุ์ A(H1N1) และ A(H3N2) ครองการระบาด คลื่นลูกที่สองยังดำเนินต่อไป และระบบสาธารณสุขเผชิญความท้าทายจากโรคทางเดินหายใจหลายชนิด แนะนำให้ฉีดวัคซีนและป้องกันตัวเองอย่างเข้มงวด

จำนวนผู้ป่วยสะสม: CDC ประเมินว่าในฤดูกาล 2567–2568 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2568 มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมอย่างน้อย 27 ล้านราย เพิ่มจาก 24 ล้านรายในสัปดาห์ก่อนหน้า ถือเป็นฤดูกาลที่รุนแรงที่สุดในรอบอย่างน้อย 15 ปี และอาจสูงสุดในรอบ 28 ปีตามการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยนอก

การรักษาในโรงพยาบาล: มีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากไข้หวัดใหญ่สะสม 3.3 แสนราย เพิ่มจาก 3.1 แสนรายในสัปดาห์ก่อนหน้า

ผู้เสียชีวิต: เสียชีวิตสะสม 1.5 หมื่นราย รวมถึงเด็ก 68 ราย, 1 มี.ค. 2568) เพิ่มจาก 1.3 หมื่นรายและเด็ก 57 รายในสัปดาห์ก่อนหน้า

ระดับการระบาด: CDC รายงานว่าในสัปดาห์ที่ 7 (9–15 ก.พ. 2568) 42 รัฐและวอชิงตัน ดี.ซี. มีระดับการระบาด สูงมาก (Very High) หรือ สูง (High) ลดลงจาก 46 รัฐในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ยังคงสูงผิดปกติ โดยอัตราการเข้ารับการรักษาพุ่งถึง 15.7 ต่อประชากร 1 แสนคน

จุดสูงสุดของไข้หวัดใหญ่ระบาดระลอกที่สอง: ฤดูกาลนี้มีการระบาด คลื่นลูกที่สอง เริ่มตั้งแต่ต้นกุมภาพันธ์ หลังจากพีคแรกในปลายธันวาคม 2567 คาดว่าการระบาดจะดำเนินต่อไปอีกหลายสัปดาห์

ความรุนแรง: CDC จัดระดับฤดูกาลนี้เป็น "High Severity" จากตัวชี้วัด 3 ด้าน (ผู้ป่วยนอก, การรักษาในโรงพยาบาล, การเสียชีวิต) ซึ่งสูงกว่าฤดูกาล 2566–2567 ที่ปานกลาง

สายพันธุ์หลัก: Influenza A คิดเป็น 97.9% ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา โดยแบ่งเป็น A(H1N1)pdm09 (54.4%) และ A(H3N2) (45.6%) Influenza B พบเพียง 1.9% แต่เริ่มเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง

กลุ่มอายุที่ได้รับผลกระทบ: ผู้สูงอายุ (65+ ปี) มีอัตราการรักษาในโรงพยาบาลสูงสุด (181.8 ต่อแสนคน) รองลงมาคือ 50–64 ปี (68.9) และเด็ก 0–4 ปี (52.😎 เด็กมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 68 ราย โดย 13% มีภาวะสมองอักเสบจากไข้หวัดใหญ่

เชื้อชาติ: อัตราการรักษาในโรงพยาบาลสูงสุดในกลุ่มคนผิวดำไม่ใช่ฮิสแปนิก (92.8 ต่อแสนคน) รองลงมาคือชาวอเมริกันพื้นเมือง/อะแลสกา (83.2)

ประสิทธิภาพวัคซีน: ระบุว่าวัคซีนฤดูกาล 2567–2568 ลดการไปพบแพทย์และการรักษาในโรงพยาบาลได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่เมื่อเทียบกับผู้ไม่ฉีด วัคซีนครอบคลุมสายพันธุ์ A(H1N1)pdm09 100%

การฉีดวัคซีน: CDC แนะนำให้ทุกคนอายุ 6 เดือนขึ้นไปฉีดวัคซีนทุกปี แต่ยังไม่มีข้อมูลการครอบคลุมล่าสุด

การระบาดร่วม: สหรัฐเผชิญ Quad-demic (ไข้หวัดใหญ่, RSV, โควิด-19, โนโรไวรัส) ทำให้ระบบสาธารณสุขตึงตัว โรงพยาบาลหลายแห่งมีเตียงเต็มและรอคอยนาน

ภาวะแทรกซ้อน: ผู้ป่วย 1 ใน 3 ที่เข้ารับการรักษาพบปอดบวมจากแบคทีเรียหลังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

H5N1 (ไข้หวัดนก): พบผู้ป่วยในมนุษย์ 1 รายในหลุยเซียนา (เสียชีวิต) และกรณีอื่นๆ จากการสัมผัสสัตว์ แต่ยังไม่มีการแพร่จากคนสู่คน

จีน

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ระบาดในจีนฤดูกาล 2567–2568 เป็นการระบาดตามฤดูกาลที่รุนแรงปานกลาง โดยมี Influenza A และ HMPV เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เด็กและผู้สูงอายุได้รับผลกระทบมากในจีนตอนเหนือ ถึงแม้จะมีรายงานโรงพยาบาลแออัด แต่ทางการยืนยันว่าระบบสาธารณสุขยังรับมือได้ และไม่มีความเสี่ยงระดับโลกในขณะนี้ แนะนำให้ประชาชนใช้มาตรการป้องกันพื้นฐานต่อไป

จำนวนผู้ป่วย: ข้อมูลจาก China CDC ระบุว่าในช่วงฤดูหนาว 2567–2568 (2024–2025) มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ โดยไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก ร่วมกับ Human Metapneumovirus (HMPV) และเชื้ออื่นๆ เช่น Mycoplasma pneumoniae และ Rhinovirus อย่างไรก็ตาม ไม่มีตัวเลขผู้ป่วยสะสมทั้งหมดที่ชัดเจนจากทางการจนถึงสิ้นกุมภาพันธ์ แต่คาดว่ามีผู้ป่วยหลายล้านรายจากการระบาดในฤดูหนาว

แนวโน้ม: China CDC รายงานว่าในช่วงต้นมกราคม 2568 อัตราการตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza positivity rate) ชะลอตัวลง โดยคาดว่าจะลดลงในช่วงกลางถึงปลายมกราคม แต่จำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้น ถึงกุมภาพันธ์ การระบาดเริ่มทรงตัวแต่ยังไม่สิ้นสุด

ความรุนแรง: การระบาดในปีนี้รุนแรงน้อยกว่าปี 2566–2567 ซึ่งเป็นปีแรกหลังยกเลิกมาตรการโควิด-19 ที่เข้มงวด

สายพันธุ์หลัก: Influenza A เป็นสายพันธุ์เด่น โดยเฉพาะ A(H1N1)pdm09 และ A(H3N2) คิดเป็น 30.2% ของการตรวจพบเชื้อในช่วงปลายธันวาคม 2567 HMPV พบสูงขึ้นในเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี โดยเฉพาะในจีนตอนเหนือ (6.2% ของการตรวจพบเชื้อ) และเป็นที่สนใจจากสื่อทั่วโลกเนื่องจากมีรายงานโรงพยาบาลแออัด Influenza B เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในช่วงหลังของฤดูกาล แต่ยังไม่แซงหน้า Influenza A

กลุ่มเสี่ยง: เด็กเล็ก (ต่ำกว่า 14 ปี), ผู้สูงอายุ, และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดย HMPV มีรายงานเด่นในเด็ก

พื้นที่ระบาด: จีนตอนเหนือ (เช่น ปักกิ่ง) มีอัตราการป่วยสูง เนื่องจากอากาศหนาวเย็นยาวนานถึงมีนาคม

ระบบสาธารณสุข: มีรายงานจากโซเชียลมีเดีย ว่าโรงพยาบาลและสถานฌาปนสถานในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่งและหางโจว แออัดหนัก แต่ WHO และ China CDC ยืนยันว่าไม่มีภาวะฉุกเฉิน และระบบสาธารณสุขยังรับมือได้

ผู้เสียชีวิต: ไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการถึงจำนวนผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะ แต่สื่อบางแห่ง อ้างว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในกลุ่มอายุ 40-80 ปี ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยัน

มาตรการ: ไม่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน แนะนำให้ระบายอากาศ ล้างมือ และสวมหน้ากากในที่แออัด ทดลองระบบเฝ้าระวังปอดบวมจากสาเหตุไม่ทราบที่มา

ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

ฤดูกาล: การระบาดสอดคล้องกับฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ ซึ่งเป็นช่วงปกติของโรคทางเดินหายใจ

ภูมิคุ้มกัน: การยกเลิก-มาตรการโควิด-19 ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันหมู่ต่อไข้หวัดใหญ่ลดลง ส่งผลให้มีการระบาดหนักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

HMPV ความสนใจพิเศษ: แม้ HMPV ไม่ใช่ไวรัสใหม่ (ค้นพบในปี 2001) แต่การระบาดที่เด่นชัดในเด็กทำให้เกิดความกังวลระดับโลก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าไม่ใช่สถานการณ์เช่นโควิด-19

เปรียบเทียบและแนวโน้ม

เมื่อเทียบกับปี 2566–2567 ที่ Influenza A(H1N1) และ A(H3N2) ระบาดหนักหลังยกเลิกมาตรการโควิด ปีนี้การระบาดเบากว่า แต่ HMPV เพิ่มความซับซ้อน
คาดว่าการระบาดจะลดลงในเดือนมีนาคม เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...