โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จังหวัดเมืองรองรายได้โต สวนทางยอดขายภาคค้าปลีกโดยรวมที่แนวโน้มชะลอตัว จากความหนาแน่นร้านค้าน้อย เป็นพื้นที่ศักยภาพ

BTimes

อัพเดต 01 เม.ย. 2568 เวลา 15.04 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2568 เวลา 06.45 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ยอดขายภาค ค้าปลีก มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง โดยในช่วงปี 2567-2568 โตเฉลี่ย 3.4% เทียบกับในช่วงปี 2565-2566 ที่โต 5.9% จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงการแข่งขันรุนแรงกับแพลตฟอร์มค้าปลีกต่างชาติอย่าง E-Commerce

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ยอดขายภาคค้าปลีกจะชะลอลง แต่ผู้ประกอบการยังมีแผนขยายสาขาอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ตามการขยายตัวของความเป็นเมือง และการท่องเที่ยวที่ยังโต ทำให้สัดส่วน GPP ของค้าปลีกในต่างจังหวัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 42% ในปี 2568

นอกจากจังหวัดเมืองหลักแล้ว ยังมีหลายจังหวัดเมืองรองเป็นพื้นที่ศักยภาพในการลงทุน เช่น ชุมพร ลพบุรี ที่รายได้ประชากรและการใช้จ่ายในภาคค้าปลีกยังขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ รวมถึงความหนาแน่นของร้านค้ายังน้อย

ภาคค้าปลีกมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร?
ภาคค้าปลีก ถือเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีความเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วนทั้งภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรมอื่น เช่น การผลิต ขนส่ง ครอบคลุมสินค้าหลากหลายที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ปัจจุบันภาคค้าปลีกมีมูลค่าราว 4 ล้านล้านบาท โดยมีสัดส่วนมูลค่าใน GDP สูงเป็นอันดับ 2 หรือคิดเป็น 16% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งประเทศ (รูปที่ 1) หรือคิดเป็น 26% ของมูลค่า GDP ในภาคบริการ ทั้งนี้ ภาคค้าปลีกของไทยเน้นพึ่งพากำลังซื้อของคนในประเทศเป็นหลัก ซึ่งในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 การใช้จ่ายในภาคค้าปลีกของคนไทยมีสัดส่วนราว 75% ของมูลค่าค้าปลีกทั้งหมด ส่วนอีก 25% มาจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ในช่วงที่ผ่านมา ยอดขายภาคค้าปลีกของไทยเริ่มมีสัญญาณการเติบโตชะลอลง สะท้อนจากในช่วงปี 2567-2568 ที่โตเฉลี่ย 3.4% เทียบกับในช่วงปี 2565-2566 ที่โต 5.9% (รูปที่ 2) ซึ่งมาจากหลายปัจจัยกดดัน ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวช้า และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการที่ธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มค้าปลีกต่างชาติอย่าง E-Commerce ส่งผลให้ธุรกิจยังเผชิญกับความยากลำบากในการสร้างยอดขาย

ทำไมผู้ประกอบการค้าปลีกยังมีแผนการขยายการลงทุนต่อเนื่อง?
แม้การเติบโตของภาคค้าปลีกไทยมีแนวโน้มชะลอลง แต่ผู้ประกอบการยังคงมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เกิดจาก 3 เหตุผลหลัก ได้แก่
1)การขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนประชากรที่อาศัยในเขตชุมชนเมืองของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 54% ยังน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีก โดยเฉพาะรายใหญ่ ยังมีแผนขยายสาขาออกสู่ต่างจังหวัด สอดคล้องไปกับสัดส่วน GPP ภาคค้าปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีแนวโน้มลดลง สวนทางกับในต่างจังหวัดที่เพิ่มขึ้น

2)ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังคงเติบโตและนักท่องเที่ยวเริ่มสนใจเมืองรอง สะท้อนจากปริมาณการบริโภคภาคค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นหลังการทยอยกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังโควิด-19 โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวจังหวัดเมืองหลัก และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายในภาคค้าปลีกของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น

3)การรุกพื้นที่ศักยภาพให้ครอบคลุมฐานลูกค้า เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดก่อนที่คู่แข่งจะเข้ามาขยายการลงทุน หรือการใช้กลยุทธ์ “Market Cannibalization” โดยเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ที่ไม่ห่างจากสาขาเดิมมากนัก ซึ่งแม้สาขาใหม่ที่เปิดอาจเกิดการแย่งส่วนแบ่งตลาดของสาขาเดิมบ้าง แต่สุทธิแล้วยอดขายรวมทั้ง 2 สาขายังเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกันคู่แข่งที่จะมาเปิดสาขาในบริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียง

Potential areas หรือพื้นที่ศักยภาพของค้าปลีกอยู่ตรงไหน?
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า นอกเหนือไปจากจังหวัดหัวเมืองหลัก ที่ผู้ประกอบการมีแผนขยายสาขาในบาง Segment เช่น ร้านค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ยังมีหลายจังหวัดหัวเมืองรองเป็นพื้นที่ศักยภาพในการขยายการลงทุนของธุรกิจค้าปลีก โดยมีปัจจัยสำคัญที่นำมาพิจารณา ดังนี้
1)จังหวัดที่มีความหนาแน่นของร้านค้าปลีกต่อประชากรที่ยังน้อย โดยยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศที่ 7 ร้านต่อประชากร 1 พันคน สะท้อนถึงการแข่งขันที่ยังไม่รุนแรง และเป็นโอกาสในการขยายสาขาเพิ่ม
2)จังหวัดที่มีรายได้ประชากรต่อหัวสูง และสัดส่วนการใช้จ่ายในภาคค้าปลีกขยายตัวดี โดยรายได้ประชากรต่อหัวมากกว่า 120,000 บาทต่อปี รวมถึงสัดส่วนการใช้จ่ายในภาคค้าปลีกเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศที่ 4% (CAGR ปี 2555-2565) ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะช่วยหนุนกำลังซื้อของธุรกิจ
3)จังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติต่อปีสูง เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคค้าปลีก โดยเฉพาะในกลุ่มห้างสรรพสินค้า และร้านค้าสะดวกซื้อ
4)จังหวัดที่มีประชากรวัยแรงงานในพื้นที่สูง หรือมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศที่ 64% สะท้อนถึงกลุ่มคนที่มีรายได้เพื่อใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน
5)จังหวัดที่ได้รับประโยชน์จากแผนการลงทุนโครงการก่อสร้างภาครัฐ เช่น โครงการ Motorways โครงการรถไฟทางคู่ และการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค ซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงาน ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในจังหวัด

เมื่อพิจารณาทั้ง 5 ปัจจัยสนับสนุนข้างต้น พบว่า นอกจากจังหวัดเมืองหลัก เช่น ขอนแก่น นครราชสีมา ชลบุรี และระยอง ที่น่าสนใจในการขยายการลงทุนแล้ว ยังมีหลายจังหวัดเมืองรองเป็นพื้นที่ศักยภาพของธุรกิจค้าปลีก ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีปัจจัยหนุนแตกต่างกันไป ได้แก่
จังหวัดที่มี 5 ปัจจัย จำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี และชุมพร
จังหวัดที่มี 4 ปัจจัย จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ หนองคาย อุดรธานี บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี และนครศรีธรรมราช
จังหวัดที่มี 3 ปัจจัย จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พิษณุโลก ตาก เลย นครพนม อุบลราชธานี นครนายก จันทบุรี ตราด สุพรรณบุรี ราชบุรี และสตูล

ภาพดังกล่าวสอดคล้องไปกับแผนธุรกิจของผู้ประกอบการค้าปลีกบางรายที่มีแผนขยายสาขาไปสู่จังหวัดเมืองหลักและจังหวัดเมืองรองบ้างแล้ว เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ และนครสวรรค์ รวมถึงมีการปรับปรุงสาขา (Renovate) เช่น การปรับโฉมพื้นที่โซนต่างๆ และการเลือกร้านค้าแบรนด์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าหลากหลายเจเนอเรชั่น

อย่างไรก็ดี การพิจารณาพื้นที่ศักยภาพในการเปิดสาขาธุรกิจค้าปลีกดังกล่าว อาจเป็นเพียงการชี้ให้เห็นโอกาส แต่ยังไม่สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ เนื่องจากต้องดูปัจจัยเฉพาะตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ต้นทุนการทำธุรกิจในทำเลต่างๆ (ค่าขนส่ง ความพร้อมของสาธารณูปโภค ฯลฯ) รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่

โมเดลการขยายการลงทุนของธุรกิจค้าปลีก ควรเป็นแบบไหน?
ปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีกเริ่มมีโมเดลที่ยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น Segment ต่างๆ แบ่งขาดออกจากกันยากขึ้น การทำการตลาดผสมผสานแบบ Omni-channel (รูปที่ 8) ต่างจากในอดีตที่แต่ละ Segment แบ่งกันชัดเจน ตามขนาด และประเภทสินค้าที่จัดจำหน่าย

การขยายการลงทุนของผู้ประกอบการก็ต่างไปจากเดิม และมีแนวโน้มต้องรอบคอบมากขึ้นจากเทรนด์ที่เปลี่ยนเร็วและซับซ้อนขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต สะท้อนจากจำนวนสาขาร้านค้าปลีกในปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า 30,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2568 ผู้ประกอบการมีแผนขยายการลงทุน โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อ/ซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 700 สาขา ชะลอลงเมื่อเทียบกับในอดีตที่ขยายมากกว่า 1,000 สาขาต่อปี โดยการขยายสาขาก็มีการพัฒนารูปแบบหน้าร้าน และเลือกชนิดสินค้าที่ไปวางขายให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่มากขึ้นด้วย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าการทำธุรกิจค้าปลีกยังมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีความคล่องตัวสูง ภาวะเศรษฐกิจ/กำลังซื้อ สภาพการแข่งขัน รวมถึงเทรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะสุขภาพ สังคมสูงวัย สิ่งแวดล้อม ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ซึ่งจะมีผลต่อการขยายการลงทุนของธุรกิจค้าปลีกในแต่ละพื้นที่ ทั้งขนาดและรูปแบบร้านค้า เพื่อตอบโจทย์คนในพื้นที่นั้นๆ ได้ตรงจุดมากขึ้น เช่น ร้านค้าปลีกย่านแหล่งท่องเที่ยวอาจมีการเพิ่มไลน์สินค้าที่เป็นของฝาก/สินค้าท้องถิ่น ขายอาหารสด/อาหารพร้อมทานหน้าร้าน ขายสินค้าสุขภาพ/ยา/ของใช้ผู้สูงอายุ สินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยง พร้อมบริการจัดส่งถึงที่พัก

นอกจากนี้ ธุรกิจยังอาจพิจารณาการเพิ่มบริการด้านอื่นควบคู่กันไปได้ ดังเช่นตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุหรือสัตว์เลี้ยง บริการทางการเงิน (จ่ายบิล โอนเงิน/แลกเงิน) รับ-ส่งพัสดุ จุดรับฝากของสำหรับนักท่องเที่ยว Backpackers ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ลูกค้าทุกช่วงวัย และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เป็นต้น โดยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทัน เพราะคงไม่มีสูตรสำเร็จหรือรูปแบบที่ตายตัว (One-Size-Fits-All) อีกต่อไปท่ามกลางพลวัตที่ซับซ้อนนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...