โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยดราม่า ‘หมอโอ๊ต’

The Bangkok Insight

อัพเดต 10 มี.ค. 2563 เวลา 07.22 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 07.22 น. • The Bangkok Insight

ย้อนรอยดราม่า "หมอโอ๊ต" วิจารณ์การทำงานของภาครัฐอย่างเผ็ดร้อนจนโลกออนไลน์ต้อง ติดแฮชแท็ก #saveหมอโอ๊ต ด้านสาธารณสุขยันไม่ใช่ "ข้าราชการ"

"หมอโอ๊ต" หรือ นพ.ศรุต ประวิตรกุลวัฒน์ กลายเป็นคนดังในโลกออนไลน์ชั่วข้ามคืน หลังโพสต์คลิปวิพากษ์วิจารณ์คนไทยที่ไปทำงานในเกาหลีใต้แบบผิดกฎหมาย หรือ ผีน้อย ที่เดินทางกลับไทยหลังจากไวรัสโควิด-19 ระบาดหนัก พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการทำงานของรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน ผ่านทางช่อง YouTube ชื่อว่า "OuixZ" ด้วยความที่ชาวเน็ตมองว่าคลิปดังกล่าวของ "หมอโอ๊ต" อธิบายเข้าใจได้ง่ายทำให้คลิปนี้ถูกแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดกระแสในโลกออนไลน์

แต่ในที่สุด "หมอโอ๊ต" ได้ออกมาขอร้องให้ทุกคนที่แชร์ลบคลิปดังกล่าวออก โดยระบุว่า "ช่วยแชร์ต่อเหมือนตอนที่แชร์คลิปทีนะครับ กราบเรียนเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ และผู้ใหญ่ที่เคารพทุกท่าน จากเมื่อวันก่อนผมได้ทำการอัดคลิปพูดถึงประเด็นผีน้อยและหน้ากากอนามัยไปและได้ลบคลิปต้นทางไปแล้วตั้งแต่วันแรก แต่ก็มีหลายๆท่านเซฟไฟล์แล้วนำไปลงต่อและแชร์ต่อกันไปเป็นจำนวนมาก จึงขอความร่วมมือทุกท่านให้ช่วย Report คลิปเหล่านั้นให้หายไปจากระบบโซเชียลไม่ว่าจะเจอที่ใดก็ตาม

ทั้งนี้ต้องขออภัยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีก่อน รวมถึงการพูดจาลบหลู่โดยไม่ได้เจตนา ผมแค่อยากเป็นคนช่วยสื่อสารเรื่องการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด (COVID-19) เพียงแค่นั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง จึงเรียนมาเพื่อทราบและกราบขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ กราบขอความร่วมมือทุกท่านและกราบขอโทษในการกระทำที่ได้ทำไปด้วยครับ หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจนะครับ"

อย่างไรก็ตาม หลังจาก "หมอโอ๊ต" ได้ใช้ทุกช่องทางโซเชียลที่มีอยู่ในมือ ทั้งเฟซบุ๊กส่วนตัว, แฟนเพจเฟซบุ๊ก, ช่องยูทูป และทวิตเตอร์เพื่อขอให้ลบคลิปออกจากระบบนั้น ทำให้เกิดคำถามว่า "ทำไมต้องลบคลิปออก" ทั้งที่ "หมอโอ๊ต" ทำถูกแล้ว ชาวเน็ตบางกลุ่มมองว่า การแสดงความคิดเห็นครั้งนี้อาจกระทบการทำงานของหมอได้ จนเป็นที่มาของ #saveหมอโอ๊ต พุ่งขึ้นติดเทรนด์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์

ต่อมาได้มีภาพแชทหลุด โดยระบุว่า โดนเล่นละ โดนสั่งเก็บ กระทรวงไม่ปลื้ม ขู่ฟ้องยึดใบประกอบโรค จนชาวเน็ตช่วยกันติดแฮชแท็ก #saveหมอโอ๊ต พร้อมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ภาพจากทวิตเตอร์ ที่อ้างว่าจะมีการถอดใบประกอบวิชาชีพ

อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกมาตอบคำถามสื่อหลังเกิดกระแส "#saveหมอโอ๊ต" โดยระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลหมอคนดังกล่าวเป็นหมอที่ทำงานอยู่ในคลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ฉะนั้นเรื่องการสอบสวนคงไม่มีทางเป็นไปได้และยืนยันว่าไม่เคยแม้แต่คิดที่จะไปกดดันหมอคนดังกล่าวไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมอคนที่ออกมาพูดนั้นเป็นใคร

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า ผมไม่เคยไม่รู้จัก "หมอโอ๊ต" เลย โดยระบุว่า "เดี๋ยวนะผมยังไม่รู้จักเลยว่าหมอโอ๊ตคือใคร เขาคือใครแล้วทำงานอยู่ที่ไหน ผมยังไม่รู้เลยเขาเป็นหมอจริงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย หมอโอ๊ตนี่ชื่อจริงอะไรนามสกุลอะไรอยู่โรงพยาบาลไหน คือทางกระทรวงไม่รู้เรื่องเลย แล้วมาถามว่าตั้งสอบสวนเขา ไม่รู้ว่าหมอโอ๊ตคือใคร ไปทำอะไร และใครตั้งกรรมการสอบสวน"

ขณะที่ พล.อ.ต.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา แจงประเด็นดราม่าให้ลบคลิป "หมอโอ๊ต" โดยระบุว่า ไม่พบว่ามีการร้องเรียนเรื่องดังกล่าวมาอย่างเป็นทางการต่อแพทยสภาแต่อย่างใด และผู้ที่ขอลบคลิปดังกล่าวนั้น ไม่ใช่แพทยสภา

พร้อมชี้แจงเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติมว่า "ข้อเท็จจริงของกระบวนการพิจารณาจริยธรรมของแพทยสภา" กระบวนการพิจารณาจริยธรรมของแพทยสภา เริ่มต้นจากมีผู้ร้องเรียน ในการปฏิบัติงานของแพทย์ เข้าสู่กลไกตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 โดยใช้ข้อบังคับจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม แพทยสภา พ.ศ.2549 เป็นหลักในการดำเนินการ

เป็นกระบวนการที่ต้องตั้งอนุกรรมการมาพิจารณาเป็นเรื่องเฉพาะแต่ละกรณี ในรูปความเห็นขององค์คณะ โดยต้องมีขั้นตอนรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ร้องเรียน และ ผู้ถูกร้อง และใช้ความเห็นทางวิชาการจากราชวิทยาลัยทั้ง 14 แห่ง สรุปมูลคดี ก่อนนำไปสอบสวน ซึ่งต้องผ่านอนุกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม ที่มี นักกฎหมายผู้ทรงคุณวุฒิ อดีตผู้พิพากษา อัยการ บุคคลภายนอกเข้าร่วมพิจารณาด้วย เพื่อความเป็นธรรมและครบถ้วนทุกมิติ

จึงเห็นได้ว่ากระบวนการตัดสินแต่ละเรื่องร้องเรียนต้องใช้ ขั้นตอนจำนวนมาก ก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาขั้นสุดท้ายโดยคณะกรรมการแพทยสภา ตามกฎหมายที่มี คณบดีคณะแพทยศาสตร์ 22 คณะ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เจ้ากรมแพทย์ทหาร 3 เหล่าทัพ แพทย์ใหญ่ตำรวจ อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมอนามัย และกรรมการจากการเลือกตั้ง ร่วมพิจารณา

โดยกระบวนการทั้งหมดจะโปร่งใส และถูกตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนโดย ศาลปกครอง และมีมาตรฐานกำกับ ในการกำหนดโทษชัดเจน แพทยสภาจึงเป็นองค์กรที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง (neutrality) และเป็นธรรม (fairness) เพื่อธำรงมาตรฐานของวงการแพทย์

ดังนั้นจึงย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผลการพิจารณากรณีใดๆ จะเกิดขึ้นก่อนรับเรื่องร้องเรียน หรือก่อนรับฟัง พยาน หลักฐานทั้งหมดโดยอนุกรรมการจริยธรรม และสอบสวน ซึ่งแพทยสภาจะตั้งขึ้นรับผิดชอบแต่ละกรณีจากผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับกรณีนั้นๆ

ในกรณีมีผู้แอบอ้างผลการพิจารณาโดยยังไม่มีการรับเรื่องเข้าสู่แพทยสภา หรือนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใดๆ ไปข่มขู่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จึงเป็นการกล่าวอ้างโดยเลื่อนลอยไม่มีมูลความจริง และปราศจากความเข้าใจในระบบการทำงานของกระบวนการตามกฎหมายของแพทยสภา จึงขอให้ผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และหากมีกรณีการอ้างถึงแพทยสภาโดยไม่มีมูลความจริงหรือทำให้แพทยสภาเสื่อมเสียหรือเสียหาย ขอให้ส่งรายละเอียดมาที่เลขาธิการแพทยสภา เพื่อให้แพทยสภาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ล่าสุดโลกออนไลน์ได้ผุดแฮชแท็กใหม่ #WeAreหมอโอ๊ต หลังมีข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขได้บีบให้ "หมอโอ๊ต" ลาออกจากราชการ หลังจากออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเรื่องการจัดการกับ "ผีน้อย" และหน้ากากอนามัย

ด้านนายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กรณีของแฮชแท็ก #Saveหมอโอ๊ต จากการตรวจสอบพบว่า เป็นแพทย์จริง แต่ไม่ได้เป็นข้าราชการของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมยืนยันว่า ไม่เคยบีบให้ใครออกจากตำแหน่ง แต่หากแพทย์รายนี้ทำให้กระทรวงสาธารณสุขเกิดความเสียหายจะต้องมีการดำเนินการต่อไป

ขอบคุณภาพจาก Sarut Pravitkulawath และ Oong Studio

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...