โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Art Meets Politics : สำรวจโปสเตอร์ประท้วงในฮ่องกง

The Momentum

อัพเดต 04 ก.ย 2562 เวลา 16.22 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2562 เวลา 16.22 น. • สันติชัย อาภรณ์ศรี

In focus

  • หลังจากสัญลักษณ์รูปร่มในช่วงแรก จะเห็นว่ามีการนำเอารูปแบบของสิ่งของต่างๆ มาใช้เพื่อชูให้เป็นสัญลักษณ์การประท้วงมากขึ้นตามสถานการณ์ เช่น หมวกสีเหลือง รวมไปถึง‘ขวดน้ำ’
  • ตัวแปรสำคัญในการประท้วงครั้งนี้ก็คือ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ไม่มี‘แกนนำ’ ซึ่งส่งผลถึงวิธีการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยี รวมไปถึงรูปแบบของโปสเตอร์ประท้วงอีกด้วย ทั้งสไตล์รูปการ์ตูนญี่ปุ่น การใช้รูปวาดคนหนุ่มสาว และอารมณ์ของภาพ
  • แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มผู้สูงอายุเข้าร่วมประท้วงในครั้งนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งส่งผลมายังรูปแบบของโปสเตอร์การประท้วงเช่นเดียวกัน ทั้งการใช้ภาษาจีนกวางตุ้ง รูปแบบที่ง่ายต่อการเข้าใจ หรือการสื่อสารผ่านพื้นที่สาธารณะแทนที่การส่งต่อผ่านเทคโนโลยี

นอกจากรูปแบบการประท้วงที่เริ่มต้นจากคนรุ่นใหม่และไม่มีผู้นำ หรือการรวมตัว สื่อสารกันโดยไม่ทิ้งรอยเท้าดิจิทัล ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในเหตุการณ์การประท้วงที่ฮ่องกงที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้ 

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือโปสเตอร์การประท้วง ที่เริ่มมีให้เห็นและแพร่หลายมากขึ้นตามจำนวนวันการประท้วงทั้งตามสถานที่ต่างๆ ในฮ่องกงและในโซเชียลมีเดีย โดยมีความหมายและการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่เครื่องมือในการให้ข้อมูลไปจนถึงการประชาสัมพันธ์การประท้วงเพื่อบ่งบอกจุดประสงค์หรือสื่อสารไปยังบุคคลภายนอก 

ในช่วงแรกๆ ของการประท้วงนั้น เราจะเห็นโปสเตอร์ที่นำเอาสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์การประท้วงในครั้งนี้ ซึ่งก็คือร่มสีเหลืองมาใช้เป็นจำนวนมาก เนื่องด้วยรูปแบบการประท้วงเพิ่งจะเริ่มต้น ยังไม่มีการพัฒนาหรือแตกประเด็นอื่นๆ ไปตามสถานการณ์ โดยใช้ทั้งในความหมายของการเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ รวมพลัง และเป็นตัวแทนของ‘ฮ่องกง’ ร่มเหลืองหรือขบวนการ‘Umbrella Movement’ นี้เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ต่อเนื่องมาจากการประท้วงในปี2014 อันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ไม่ใช่‘อาวุธ’ แต่ใช้ปกป้องประชาชนจากสเปรย์พริกไทยของตำรวจ 

จุดเปลี่ยนของการสร้างสรรค์โปสเตอร์ประท้วงในฮ่องกงมีขึ้นหลังจากวันประท้วงวันแรก ซึ่งเริ่มมีการพัฒนาประเด็นที่จะต้องสื่อสารทั้งกับผู้มาร่วมประท้วงเอง นักข่าว สื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวคราวนี้ทั่วโลก และสิ่งที่เรียกว่าโปสเตอร์นั้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่แต่กระดาษที่ติดตามท้องถนน มันกลายเป็นงานศิลปะและเครื่องมือในการนัดหมาย ให้ข้อมูลที่ถูกส่งต่อกันผ่านเทคโนโลยีและกระจายอยู่ในโซเชียลมีเดีย และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงในครั้งนี้

Symbolic Style

หลังจากสัญลักษณ์รูปร่มในช่วงแรก รูปแบบของโปสเตอร์ก็เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้นตามสถานการณ์การรวมตัวประท้วงในแต่ละครั้ง ในด้านการสร้างสัญลักษณ์ผ่านโปสเตอร์การประท้วงนั้น เราจะเห็นว่ามีการนำเอารูปแบบของสิ่งของต่างๆ มาใช้เพื่อชูให้เป็นสัญลักษณ์การประท้วง อย่างเช่น หมวกสีเหลือง ที่กลายมาเป็นทั้งเครื่องป้องกันอันตรายและอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของฝูงชนในครั้งนี้ รวมไปถึง‘ขวดน้ำ’ อันมาจากรูปแบบของการประท้วงที่เรียกว่า‘Be Water’ หรือลื่นไหลดั่งสายน้ำ วลีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไอคอนศิลปะการต่อสู้อย่าง บรูซ ลี ที่กล่าวถึงเปรียบเทียบการศิลปะการต่อสู้ของเขาว่าเป็นเหมือนความลื่นไหลและการปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ โดยรูปแบบนี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการประท้วงในปี2014 ที่ผู้ประท้วงมักจะปักหลักตั้งค่ายต่อต้านเจ้าหน้าที่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ในเขตตัวเมืองฮ่องกงเท่านั้น 

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือรูปของหญิงสาวมีผ้าคาดตาหรือปิดตาอยู่เกิดจากเหตุการณ์การประท้วงที่สนามบินโดยมีหญิงสาวคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ตาจากการควบคุมฝูงชนของตำรวจทำให้เธอกลายมาเป็นอีกหนึ่ง‘สัญลักษณ์’ ในการต่อสู้ในรูปแบบภาพวาดที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร 

Informative Poster

อย่างที่รู้กันว่าการประท้วงครั้งนี้ใช้การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นหลักในการส่งผ่านข้อมูลต่างๆ แต่รูปแบบของข้อมูลนั้นหลากหลาย ครั้งมาในรูปแบบของโปสเตอร์ หรือการจัดวางข้อมูลในรูปแบบงานกราฟิก ไม่ว่าจะเป็นการนัดหมาย วัน เวลา สถานที่ หรือข้อมูลที่สำคัญอื่น อย่างการแต่งกาย การป้องกันตัว สิ่งของที่ควรพกติดตัวไปในระหว่างการประท้วง แคมเปญการประท้วง ประเด็นที่ต้องการสื่อสาร หรือแม้กระทั่งการส่งต่อเพื่อเชื่อมการสร้างกลุ่มก้อนระหว่างกัน เราจึงได้เห็นการจัดการข้อมูลเหล่านั้นในรูปแบบของโปสเตอร์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้‘ข้อมูล’ ระหว่างผู้ร่วมประท้วงด้วยกันมากกว่าจะเป็นการสื่อสารต่อบุคลภายนอก 

Youth Movement 

สิ่งหนึ่งที่เราเห็นตั้งแต่แรกเริ่มและถือเป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวแปรสำคัญในการประท้วงครั้งนี้ก็คือ ความเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งการรวมตัวประท้วง การสร้างรูปแบบการประท้วง ฯลฯ ล้วนเริ่มต้นมาจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ของฮ่องกง โดยไม่มีสิ่งที่เรียกว่า‘แกนนำ’ หรือ‘ผู้นำ’ ซึ่งส่งผลถึงวิธีการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต และระบบที่ไม่ทิ้งรอยเท้าดิจิตัล 

รวมไปถึงรูปแบบของโปสเตอร์ประท้วงที่บ่องบอกถึงเจเนอเรชั่นที่เป็นผู้เคลื่อนไหวหลักในการประท้วงครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี รูปแบบของโปสเตอร์จำนวนหนึ่งจึงนำเสนอผ่านรูปภาพทั้งภาพวาดและภาพถ่ายของเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นหลัก ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คืออารมณ์การสื่อสารผ่านมูดแอนด์โทนของภาพที่สื่อไปถึงความอ่อนโยน ไร้ความรุนแรง ความหวัง ความสามัคคี และความกล้าหาญ โดยในภาพจะมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่มาช่วยสร้างมูดแอนด์โทนนี้ ทั้งดอกไม้ การจับมือ ไฟฉาย เครื่องแบบนักเรียนนักศึกษา เพื่อสร้างภาพของการเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่ไร้ซึ่งความรุนแรง 

Togetherness

ด้วยความที่การชุมนุมครั้งนี้ไร้ซึ่ง‘แกนนำ’ และ‘ผู้นำ’ ภาพที่ออกมาผ่านโปสเตอร์จึงมักจะไม่ใช่ภาพ‘คนจริงๆ’ ที่รู้ว่าเป็นใคร แต่เป็นภาพที่มาจากการวาดหรือใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมา และอีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการไม่มีผู้นำก็คือ ภาพโปสเตอร์ที่รวมกลุ่มคนอันหลากหลาย ฝูงชน การรวมตัวกัน นอกจากนั้นยังสามารถสื่อถึงความสมัครสมานสามัคคี เรียกร้องให้เกิดความเป็นหนึ่ง การรวมตัวรวมพลังกัน ดังเช่น โปสเตอร์ที่เป็นกลุ่มคนหลากหลายอาชีพรวมกันชักกะเย่อเชือกกับมือขนาดใหญ่ หรือรูปท่อนแขนที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนมากมายในสังคม 

Anime Style 

อีกหนึ่งรูปแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้โดยมีกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นตัวตั้งตัวตีก็คือ โปสเตอร์ที่ใช้รูปแบบการ์ตูนมาใช้ในการเล่าเรื่องราวต่างๆ อันสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม ความชื่นชอบของเด็กรุ่นใหม่ที่หยิบเอาสิ่งเหล่านั้นมาใช้ในการแสดงออก โปสเตอร์รูปการ์ตูนที่ใช้ส่วนมากมักจะเป็นสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่นอันเป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลไปทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กเยาวชนในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นลายเส้น รูปแบบการวางหรือการวาด แม้แต่ตัวละครที่นำมาใช้ก็ตาม โดยโปสเตอร์ส่วนใหญ่มักจะเป็นการสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้น หรือเป็นโปสเตอร์ในเชิงแคมเปญการสื่อสารประชาสัมพันธ์ทางด้านอารมณ์มากกว่าในเชิงข้อมูล โดยจะเห็นว่าส่วนใหญ่มักจะเป็นรูปการ์ตูนวัยเด็กและเยาวชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยอารมณ์สีหน้าท่าทางที่บ่งบอกถึงความกล้าหาญและไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด 

Hollywood Heroes 

เช่นเดียวกับสไตล์การหยิบเอาการ์ตูนญี่ปุ่นมาใช้ บางส่วนของโปสเตอร์ก็ได้หยิบเอาวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ของสังคม ซึ่งเป็นสื่อสัญลักษณ์ที่รับรู้และเข้าใจร่วมกันไปทั่วโลกอย่างหนังฮอลลีวู้ดมาใช้ในการสร้างสรรค์โปสเตอร์เช่นเดียวกัน ทั้งการนำเอาโปสเตอร์หนังหรือตัวละครจากหนังเรื่องนั้นๆ มาดัดแปลง อย่างเช่น สตาร์วอร์ส แบตแมน อเวนเจอร์ส กัปตันอเมริกา หรือคิลบิลล์ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นตัวละครแนว‘ฮีโร่’ หรือแม้กระทั่งการใช้รูปภาพ การวางตัวอักษร จัดองค์ประกอบของภาพ สีสัน ในรูปแบบของโปสเตอร์ภาพยนตร์ ที่สามารถสื่ออารมณ์ความรู้สึกได้อย่างมาก ทำหน้าที่เช่นเดียวกันกับโปสเตอร์ภาพยตร์เพื่อโน้มน้าวอารมณ์ความรู้สึกของคนดูให้เกิดอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งที่โปสเตอร์นั้นๆ นำเสนอ

The Villains 

ในขณะที่การประท้วงครั้งนี้ไม่มีผู้นำ ภาพที่ออกมาผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงโปสเตอร์จึงไม่ใช่ภาพของตัวบุคคล แต่ตัวละครอันเป็นบุคคลสำคัญในเหตุแห่งการประท้วงนี้ยังอยู่จริง นั่นก็คือ นางแครี่หลำ ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งถูกนำมาใช้เป็น‘ตัวร้าย’ ในฐานะผู้นำฮ่องกงที่ไม่ยอมฟังเสียงประชาชนชาวฮ่องกงแต่เลือกที่จะยอมตามฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่มากกว่า สะท้อนให้เห็นผ่านโปสเตอร์ที่นำรูปใบหน้าของเธอมาซ้อนทับกับหน้าของเสือ เพื่อสื่อถึงการเป็นคนสองหน้าที่ไม่อาจไว้ใจได้ หรือการนำใบหน้าของสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน มาใช่ในเชิงภาพวาดที่ให้ดูเป็นตัวร้ายน่าเกลียดน่ากลัว 

Oldies Style

หลังจากการประท้วงที่ดำเนินมาได้สักพัก สิ่งหนึ่งที่กลุ่มผู้ประท้วงได้เรียนรู้และปรับตัวก็คือ การประท้วงครั้งนี้ไม่สามารถจำกัดเฉพาะแค่กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ แต่ชาวฮ่องกงนั้นต้องรวมไว้ซึ่งคนทุกเพศทุกวัย และหลังจากมีการประท้วงไปได้ไม่นานก็ปรากฏว่ามีผู้สูงอายุเข้าร่วมประท้วงมากมาย ซึ่งส่งผลถึงการสร้างโปสเตอร์เพื่อสื่อสารการประท้วงครั้งนี้อีกด้วย นอกจากการหยิบเอาสไตล์โปสเตอร์ทางการเมืองสมัยสงครามโลกมาใช้เพื่อเป็น‘กิมมิค’  ในการสร้างสรรค์แล้ว เรายังได้เห็นการใช้ภาษาจีนกวางตุ้งเข้ามาใช้ในโปสเตอร์มากขึ้น รูปแบบของโปสเตอร์ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ภาษา หรือการให้ข้อมูล มากกว่าจะมุ่งเน้นในเชิงศิลปะ ลูกเล่น หรือวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว 

Public Space

ต่อเนื่องจากประเด็นการเข้าร่วมประท้วงของกลุ่มผู้มีอายุนั้น นอกจากจะส่งผลถึงสไตล์การออกแบบโปสเตอร์แล้ว ยังส่งผลถึงวิธีการสื่อสารอีกด้วย เพราะใช่ว่าทุกคนจะสื่อสารผ่านเทคโนโลยีทั้งหมด ยังมีกลุ่มคนที่ต้องการข้อมูล การนัดหมาย หรือการติดตามการรณรงค์ผ่านทางสถานที่สาธารณะอีกด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของบรรดาโปสเตอร์ที่ติดตามที่สาธารณะต่างๆ งานกราฟิตี้ รวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่าLennon Wall ที่เกิดขึ้นบริเวณทางเข้าสำนักงานรัฐบาล และในที่อื่นๆ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน อันเป็นเสมือนบอร์ดขนาดใหญ่ที่มีทั้งโปสเตอร์ ข้อมูลข่าวสารติดอยู่ และที่สำคัญก็คือบรรดาโพสต์อิทที่เต็มไปด้วยข้อความการเรียกร้อง สนับสนุนการประท้วง ให้กำลังใจ ฯลฯ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการประท้วงครั้งนี้ 

Sense of Humor 

อีกหนึ่งรูปแบบของโปสเตอร์ในการประท้วงครั้งนี้ก็คือโปสเตอร์ที่มีรูปแบบการสร้างสรรค์ที่ให้อารมณ์ขัน การเสียดสี ยั่วล้อ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งรูปแบบนี้เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียในปัจจุบันอยู่แล้ว และถูกนำมาใช้ในการสร้างสรรค์โปสเตอร์ครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำเอารูปสัญลักษณ์การใช้รถไฟฟ้าใต้ดินมาดัดแปลงสะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์การใช้กำลังกับผู้ชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในรถไฟฟ้าใต้ดินที่ผ่านมา การใช้สัญลักษณ์ของFedEx โดยใช้คำว่าChina แทนคำว่าFed เพื่อสื่อถึงการออกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในครั้งนี้ว่าเป็นคำสั่งที่ส่งมาจากจีน หรือการใช้รูปใบหน้าของแครี่ หลำ แทนใบหน้าของอูมา เธอร์แมน ในโปสเตอร์Kill Bill 

อ้างอิง

https://edition.cnn.com/style/article/protest-art-hong-kong-intl-hnk/index.html

https://qz.com/quartzy/1673655/see-the-posters-and-comics-from-hong-kongs-protests/

https://www.scmp.com/magazines/post-magazine/article/3024656/hong-kong-kota-kinabalu-when-it-took-cathay-pacific-nearly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...