โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: 'เจียง เจ๋อหมิน' ผู้นำเปี่ยมสีสันที่พาจีนผงาดเวทีโลก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 04 ธ.ค. 2565 เวลา 13.21 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2565 เวลา 20.41 น.
แฟ้มภาพ เอพี

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: ‘เจียง เจ๋อหมิน’ ผู้นำเปี่ยมสีสันที่พาจีนผงาดเวทีโลก

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน โลกได้บอกลานายเจียง เจ๋อหมิน อดีตผู้นำสูงสุดของประเทศจีน ที่ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 96 ปี ในนครเซี่ยงไฮ้ นายเจียงเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่ปี 1989-2002 และเป็นประธานาธิบดีของประเทศนานสิบปีตั้งแต่ปี 1993-2003 ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีเรื่องราวชีวิต บุคลิก และความสำเร็จในด้านการงานที่น่าจดจำที่สุดคนหนึ่งของจีน ถึงแม้ชาวจีนอาจเสียงแตกว่าพวกเขาจดจำภาพอดีตผู้นำคนนี้ในแง่ดีหรือแง่ร้าย แต่หนึ่งสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือนายเจียงเป็นบุคคลสำคัญที่นำพาประเทศจีนผ่านความท้าทายหลายด้าน ผลักให้ประเทศมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่บนเวทีโลก

แต่ก่อนที่จะพูดถึงการทำงานและการปกครองประเทศจีนในยุคของนายเจียง คงต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้นของชีวิตของเสียก่อน เจียง เจ๋อหมิน เกิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1926 ในครอบครัวที่ค่อนข้างร่ำรวยในเมืองหยางโจว มณฑลเจียงซู เขาจบการศึกษาในแผนกช่างกลไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวตง ในนครเซี่ยงไฮ้ในปี 1947 โดยก่อนที่จะจบการศึกษา เจียงเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนในวัยเพียง 21 ปี ในปี 1946 และเริ่มอาชีพการทำงานในโรงงานของรัฐ ตั้งแต่โรงงานผลิตอาหาร ผลิตสบู่ ไปจนถึงข้ามไปทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์ในสหภาพโซเวียต ในด้านชีวิตส่วนตัว นายเจียงสมรสกับนางหวัง เย่ผิง มีบุตรชาย 2 คน

ระหว่างช่วงปฎิวัติวัฒนธรรมของจีนอย่างรุนแรงในปี 1966-1976 เจียงต้องหันไปทำงานการเกษตรเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีหลายคนในสมัยนั้น หน้าที่การงานของเจียงเริ่มพุ่งทะยานขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปี 1983 ในเวลาต่อมา เจียงได้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ระหว่างปี 1985-1989 แต่เหตุการณ์ที่เปลี่ยนจุดเปลี่ยนของชีวิตเจียงก็คือ การปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยของเจ้าหน้าที่และนักศึกษาที่จตุรัสเทียนอันเหมินปี 1989 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และกลายเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญแก่สายตาชาวโลก หลายภาคธุรกิจ และหลายประเทศตัดสัมพันธ์กับประเทศจีนเพราะเหตุการณ์นี้

นายเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำสูงสุดของประเทศจีนในขณะนั้นตัดสินใจปลดนายจ้าว จื่อหยาง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ เนื่องจากไม่พอใจกับวิธีการรับมือกับผู้ชุมนุมจนกลายเป็นเหตุนองเลือด ประเทศจีนต้องการผู้นำที่จะนำพาประเทศฟื้นตัวจากเหตุการณ์เทียนอันเหมิน ทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ 3 สัปดาห์หลังจากเหตุการณ์นองเลือด เติ้ง เสี่ยวผิงเลือกเจียง เจ๋อหมิน ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และทำให้เขากลายเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนต่อจากนายเติ้ง ชาวจีนหลายคนแปลกใจที่นายเติ้งเลือกเจียง ที่พวกเขามองว่าเป็น “ม้ามืด” เพราะหลายคนถึงกับเรียกขานนายเจียงว่าเป็นเพียง “ไม้ประดับ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งบริหารนครเซี่ยงไฮ้ ดูเหมือนเขาเป็นพวกท่าดีแต่ทีเหลว และคงจะมาอยู่คั่นเวลาชั่วคราวเท่านั้น แต่ในเวลาต่อมา เจียงก็พิสูจน์ตัวเองว่าเขาเป็นมากกว่าแค่ไม้ประดับ

ผลงานชิ้นโบว์แดงในประวัติการทำงานของนายเจียงมีอยู่มากมายโดยเฉพาะในแง่การต่างประเทศ เจียงเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ รวมไปถึงสหรัฐอเมริกาที่มีปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์กันมาตลอด โดยเจียงได้บินไปเยือนสหรัฐ และเข้าพบประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นอย่างนายบิล คลินตัน รวมถึงนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช หลายต่อหลายครั้ง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นแม้จะมีเหตุการณ์ที่บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกันอยู่เป็นระยะ เช่น เหตุการณ์ที่มิสไซล์ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ตกใส่สถานทูตจีนในกรุงเบลเกรดเมื่อปี 1999 รวมถึงการที่เครื่องบินรบของจีนชนกันกลางอากาศกับเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐในน่านฟ้าของจีนในปี 2001

นอกจากนั้นแล้วยังมีเหตุการณ์ที่สำคัญต่อประเทศจีนหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นในยุคของเจียง เจ๋อหมินเช่นกัน อาทิ การส่งมอบอำนาจการปกครองของเกาะฮ่องกงจากประเทศอังกฤษคืนให้กับจีนในปี 1997 ซึ่งเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และราบรื่น ถึงแม้จะมีการตกลงในเรื่องของการส่งมอบเกาะฮ่องกงเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 1984 ในยุคของนายเติ้งก็ตาม เจียงนำพาประเทศจีนข้ามผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียปี 1997 จัดการรับมอบอำนาจการปกครองของเขตมาเก๊าคืนจากโปรตุเกสในปี 1999 และเข้าร่วมองค์การการค้าโลกในปี 2001 เสร็จสิ้นความพยายาม 12 ปีของการเจรจา หลังนายจู หรงจี้ นายกรัฐมนตรีของจีนในขณะนั้นเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐหลายครั้งเพื่อล็อบบี้ให้สหรัฐสนับสนุนจีนในการเข้าร่วมองค์การการค้าโลก ส่งผลให้ประเทศจีนดูมีความน่าลงทุนในสายตานานาชาติมากขึ้น นักลงทุนหลั่งไหลเข้ามาทำการลงทุนในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก ปลุกปั้นให้ประเทศจีนแซงหน้าประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ และทำให้จีนได้เป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 2008 อีกด้วย

หนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จในด้านพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในยุคของนายเจียง คือการก่อตั้ง ทฤษฎีสามตัวแทน หรือ Three Represents ซึ่งช่วยทำให้จีนมีความทันสมัยมากขึ้น เปิดรับความเป็นทุนนิยมเข้ามาสู่พรรคคอมมิวนิสต์จีนมากขึ้น และให้ความสำคัญในเรื่องของเศรษฐกิจในประเทศอย่างมาก นายเจียงเคยกล่าวในปี 1997 ว่า “หากไม่พูดถึงปัญหาของการเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องแรก มันคงยากที่จะทำเรื่องอื่นๆให้สำเร็จ”

อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจเกี่ยวกับนายเจียงซึ่งไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือบุคลิกที่ไม่เหมือนกับผู้นำสูงสุดของจีนคนใด นายเจียงเป็นผู้นำจีนที่ไม่เคร่งขรึม ภาพที่เป็นที่จดจำคือ แว่นตาขนาดใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ ใส่กางเกงเอวสูง เป็นคนช่างพูด ยิงมุขตลกทั้งภาษาจีนและอังกฤษ บางครั้งก็จะท่องกลอนออกมา สามารถพูดได้หลายภาษา ชอบเล่นเปียโน และชอบชวนผู้นำประเทศอื่นๆ ร้องเพลง ถึงขนาดเมื่อครั้งเดินทางเยือนประเทศอังกฤษ เจียงเคยพยายามโน้มน้าวให้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองแห่งอังกฤษร้องคาราโอเกะด้วยกัน รวมถึงร้องเพลงของเอลวิส เพรสลีย์ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ บุคลิคต่างๆ ของเจียงที่แตกต่างจากผู้นำจีนคนอื่นๆ อย่างนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่มีภาพลักษณ์ที่แข็งกระด้าง ทำให้นายเจียงเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ชาวจีนรุ่นใหม่หลายคน โดยกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบนายเจียงจะเรียกตนเองว่า “นักบูชาคางคก” ที่ได้ชื่อมาจากกรอบแว่น “คางคก” ขนาดใหญ่ของนายเจียง

อย่างไรก็ตาม ความทรงจำของชาวจีนที่มีต่อนายเจียงก็ยังเป็นแง่บวกปนกับแง่ลบ ประเทศจีนภายใต้การปกครองของนายเจียงประสบปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นจำนวนมาก การเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มระยะห่างที่มากขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน เกิดการประท้วงมากมายในเรื่องของภาษี ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น สภาพสิ่งแวดล้อมย่ำแย่ลง รวมถึงการปฏิรูปภาครัฐที่ทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องตกงาน นายเจียง เมียนเหิง หนึ่งในลูกชายของนายเจียง เจ๋อหมิน ก็ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมชาวจีนด้วยเช่นกัน โดยมีการกล่าวหาว่า นายเจียง เมียนเหิง ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของบิดาเพื่อหาช่องทางการเติบโตทางด้านอาชีพการงาน

การปราบปรามนักเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงเกิดขึ้นต่อไปในยุคของเจียง โดยมีการจับกุมนักเคลื่อนไหวที่พยายามจัดตั้งพรรคประชาธิปไตยจีนขึ้นมาเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งขัดกับกฎหมายของจีน และถูกตัดสินจำคุกนานสุดถึง 12 ปีในข้อหาโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์ นักเคลื่อนไหวในเรื่องอื่นๆ เช่น สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน ก็ถูกจับกุมด้วยเช่นกันถึงแม้เสรีภาพของสื่อในยุคของเจียงถือว่าเปิดกว้างกว่าทุกวันนี้อยู่มากก็ตาม อีกหนึ่งเหตุการณ์ซึ่งเป็นที่วิจารณ์หนักที่สุดในสมัยของเจียงก็คือการที่ทางการจีนปราบปรามลัทธิฝ่าหลุนกงในปี 1999 เพราะรัฐบาลมองว่าเป็นภัยต่ออำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์

เจียงหมดวาระการดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2002 ลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2003 และสละตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายทางการเมืองในปี 2004 และเปลี่ยนจากทำงานเบื้องหน้าเป็นทำงานเบื้องหลังแทน นายเจียงถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนคนปัจจุบันขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนในปี 2012

จากประวัติเปี่ยมสีสันทั้งหมดข้างต้น แม้เขาอาจจะไม่ได้เป็นผู้นำของจีนที่สมบูรณ์แบบที่สุด หรือไร้รอยมลทินใดๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เจียง เจ๋อหมิน เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทนำอันสำคัญที่ทำให้จีน ก้าวขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจดังเช่นทุกวันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...