โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Green Finance เครื่องมือสู่ความยั่งยืน ของภาคเกษตรและอาหารไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 พ.ค. 2567 เวลา 11.13 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2567 เวลา 11.13 น.

คอลัมน์ : ระดมสมอง ผู้เขียน : ปราโมทย์ วัฒนานุสาร ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS

ภาคเกษตรและอาหารไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เผชิญความเสี่ยงจากปัญหา Climate Change เนื่องจากภาคเกษตรและอาหารไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาจากกระบวนการผลิตเป็นจำนวนสูงถึง 26% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ

อีกทั้งยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างในด้านผลิตภาพ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้น้อยและถูกจัดเป็นกลุ่มเปราะบาง เมื่อเกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ อาจทำให้เกษตรกรไทยปรับตัวได้อย่างจำกัดและยากต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหา Climate Change ในภาคเกษตร คือ “การเงินสีเขียว” (Green Finance) ซึ่งเป็นการจัดสรรเงินทุนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Green Finance ในภาคเกษตรของโลกยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น โดยหากพิจารณาเทียบเคียงกับมูลค่า Climate Finance ซึ่งจัดเป็น Subset สำคัญของ Green Finance ซึ่งในปี 2562 ของธุรกิจเกษตรและอาหารทั่วโลก พบว่าอยู่ที่ 28.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเพียง 4.3% ของมูลค่า Climate Finance ทั้งหมดที่อยู่ที่ 660.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่า Climate Finance ของผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรและอาหารรายย่อยมีอยู่เพียง 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 0.8% ของมูลค่า Climate Finance ทั้งหมด

Climate Policy Initiative ประเมินความต้องการ Climate Finance ในธุรกิจเกษตรและอาหารของโลก คาดว่าจะอยู่ที่ราว 212-1,267 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในช่วงปี 2562-2573 หรือสูงถึง 7-44 เท่า เมื่อเทียบกับมูลค่าเงินลงทุนใน Climate Finance ของธุรกิจเกษตรและอาหาร ในปี 2562/2563 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิด COVID-19 โดยได้รับแรงหนุนจากสภาพอากาศที่แปรปรวนซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้มีความต้องการการลงทุนเพื่อปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ส่วนภาคเกษตรและอาหารของไทยมีสัดส่วนมูลค่า Green Finance ช่วง 3 ปีย้อนหลัง (ปี 2564-2566) อยู่ที่เพียง 0.3% ของมูลค่า Green Finance ทั้งหมดของไทย ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ สอดคล้องกับสัดส่วนมูลค่าตลาด Green Finance ในภาคเกษตรและอาหารของโลก

อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้ายังมีโอกาสในการพัฒนาและเพิ่มสัดส่วนของ Green Finance ในภาคเกษตรและอาหารของไทยให้สูงขึ้นได้

Green Finance จะเป็นตัวช่วยสำคัญของภาคเกษตรและอาหารไทยในการปรับตัวและลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน เนื่องจากภาคเกษตรไทยมีความเปราะบางจากปัญหา Climate Risk โดยภาคเกษตรใช้น้ำคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 77% ของการใช้น้ำในแต่ละปีของไทย ซึ่งมีสัดส่วนการใช้น้ำมากที่สุด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ประกอบกับสถาบันการเงิน รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ เริ่มตื่นตัวในเรื่อง Green Finance ในภาคเกษตรและอาหารมากขึ้น ดังนั้น ภาคการเงินจึงเป็นอีกหนึ่ง Key Enabler สำคัญในการช่วยปลดล็อกความเสี่ยงเหล่านี้

ทั้งนี้ ความไม่พร้อมในการเข้าสู่ตลาด Green Finance ของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายย่อย และ SMEs ในภาคเกษตรและอาหาร จะเป็นปัจจัยท้าทายของการผลักดัน Green Finance ในภาคเกษตรและอาหาร เนื่องจากเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ยังขาดความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตรสีเขียว รวมไปถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อรองรับการพัฒนาไปสู่เกษตรสีเขียว

นอกจากนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการส่วนใหญ่ทำฟาร์มขนาดเล็กยังมีต้นทุนการผลิตที่สูง และมีความรู้ความเข้าใจในด้านข้อมูลทางการเงินค่อนข้างจำกัด ประกอบกับไม่มีหลักประกันที่เพียงพอต่อการลดความเสี่ยงและการเข้าถึงเงินทุน จึงมีความเป็นไปได้ยากที่ภาคเกษตรจะสามารถเข้าถึงทางการเงินทุนสําหรับการปรับตัวและบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

Krungthai COMPASS มองว่า ท้ายที่สุดหากไทยจะผลักดัน Green Finance ในภาคเกษตรและอาหารให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ควรใช้แนวคิด G-R-E-E-N ได้แก่ G-Government-ภาครัฐมีส่วนสำคัญในการผลักดัน Green Finance อย่างจริงจัง

R-Reward-การสร้างแรงจูงใจในการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น สนับสนุนวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

E-Educate-เร่งสร้างองค์ความรู้ด้านการเงินที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดการลงทุน

E-Engage-การกำหนดเป้าหมายที่วัดได้อย่างชัดเจนร่วมกัน และ N-Network-สร้างความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ภาครัฐสามารถกำหนดมาตรฐานกลางและดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจต่าง ๆ และภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและสามารถแข่งขันกับทั่วโลกได้อย่างทัดเทียม

นอกจากนี้ ภาคการเงินควรมีความพร้อมในการจัดสรรผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ส่งเสริมการดำเนินการของภาคธุรกิจต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Green Finance เครื่องมือสู่ความยั่งยืน ของภาคเกษตรและอาหารไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...