โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

45 บจ.ซื้อหุ้นคืนได้แค่ 2.5 พันลบ. จากวงเงินรวม 5.6 หมื่นลบ. กูรูชี้ยังมีดาวน์ไซด์ทำหลายบริษัทไม่รีบเก็บ

efinanceThai

เผยแพร่ 23 พ.ค. 2568 เวลา 09.22 น.

หุ้นไทยปีนี้ดิ่งแรงกว่า 15% ส่งผลให้มีถึง 45 บริษัท ตั้งงบรวมกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท เปิดโครงการ Treasury Stock ประคองราคาหุ้น แต่ล่าสุดเพิ่งซื้อคืนได้เพียง 2.5 พันล้านบาท เท่านั้น วงการประะเมินราคาหุ้นหลายบริษัทอาจมีดาวน์ไซด์ลึกกว่าที่คาด ทำหลายบริษัทยังไม่รีบช้อนคืน แถมส่วนมากตั้งระยะเวลาซื้อค่อนข้างนาน !

*** 45 บจ. แห่ซื้อหุ้นคืนตั้งแต่ต้นปี ตั้งงบรวม 5.6 หมื่นลบ.

ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ปรับตัวลงกว่า 222 จุด หรือ 15.92% ส่งผลให้หุ้นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปรับตัวลงตามถึง 457 บริษัท หลังปัจจัยหลัก คือ สงครามการค้าที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ภายหลัง "โดนัลด์ ทรัมป์" กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯอีกครั้ง

ขณะที่ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลการเปิดโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ของบริษัทจดมะเบียนไทยในช่วงดังกล่าว พบว่ามีถึง 45 บริษัท ที่ประกาศรับซื้อหุ้นบริษัทตนเองคืน หลังราคาหุ้นปรับตัวลงรุนแรง โดยทั้งหมดเทงบซื้อหุ้นคืนรวมกัน 56,017 ล้านบาท ประกอบด้วย

45 บจ. เทงบซื้อหุ้นคืนรวมกว่า 5.6 หมื่นลบ.

ชื่อย่อหุ้น

จำนวน (ลห.)
ซื้อแล้ว (ลห.)

งบซื้อคืน (ลบ.)

ซื้อคืนแล้ว (ลบ.)
ช่วงราคา (บ./หุ้น)

ระยะเวลาซื้อ

PTT

470
177.30

16,000

5,617.36
30 – 32.75

24 มี.ค. - 23 ก.ย.

CPALL

150
0.40

7,500

19.75
49 – 49.75

16 พ.ค. - 14 พ.ย.

HMPRO

800
72.60

7,000

573.51
7.65 – 8.40

1 เม.ย. - 30 ก.ย.

TTB

3,500
1,486

7,000

2,789.29
1.76 – 1.95

3 ก.พ. - 1 ส.ค.

TU

445
250.85

5,000

2,827.11
9.60 – 10.80

2 ม.ค. - 30 มิ.ย.

SPALI

120
4.87

2,000

69.81
13.90 – 14.60

19 พ.ค. - 18 พ.ย.

PRM

175
69.39

1,400

437.06
5.10 – 6.10

3 มี.ค. - 3 ก.ย.

QH

750
-

1,200

ยังไม่ซื้อ

4 มิ.ย. - 28 พ.ย.

STECON

150
3.28

900

22.25
5.50 – 6.90

18 มี.ค. - 17 ก.ย.

SKR

87.5
1.69

700

11.29
6.60 – 6.75

31 มี.ค. - 25 ก.ย.

PSL

155.92
64.43

675

386.52
4.98 – 6.50

3 มี.ค. - 29 ส.ค.

ACE

400
84.71

500

109.21
1.29 – 1.36

10 มี.ค. - 5 ก.ย.

ASP

210
5.35

500

10.32
1.84 – 1.97

1 เม.ย. - 30 ก.ย.

RBF

100
-

500

ยังไม่ซื้อ

2 มิ.ย. - 28 พ.ย.

EKH

63.49
33

400

206.65
5.95 – 6.50

13 ม.ค. - 11 ก.ค.

AEONTS

2.5
-

390

ยังไม่ซื้อ

22 พ.ค. - 21 พ.ย.

DRT

43
42.99

320

320.35
7.45

17 มี.ค. - 27 มี.ค.

AAI

65
-

312

ยังไม่ซื้อ

28 พ.ค. - 28 พ.ย.

ITEL

130
6.20

300

7.75
1.18 – 1.55

20 ม.ค. - 18 ก.ค.

PCSGH

75
-

300

ยังไม่ซื้อ

19 พ.ค. - 17 พ.ย.

SJWD

50
3.86

300

33.26
7.95 – 8.90

22 เม.ย. - 22 ต.ค.

HUMAN

31.25
12.11

250

95.99
7.35 – 8.50

5 มี.ค. - 4 ก.ย.

ASIAN

25
-

210

ยังไม่ซื้อ

3 พ.ค. - 28 พ.ย.

NOVA

16.5
-

204.6

ยังไม่ซื้อ

21 พ.ค. - 20 พ.ย.

SSP

35
34.39

200

181.94
4.64 – 4.82

18 ก.พ. - 17 ส.ค.

VIH

26.66
0.22

200

1,.55
6.65 - 7

17 มี.ค. - 16 ก.ย.

LEE

70
0.04

180

0.093
2.28 – 2.38

16 พ.ค. - 17 พ.ย.

SAV

12.8
-

180

ยังไม่ซื้อ

1 พ.ค. - 31 ต.ค.

SNC

36
0.19

180

1.30
6.20 – 6.90

24 ก.พ. - 23 ส.ค.

SYNTEC

90
5.56

150

8.81
1.52 – 1.61

18 มี.ค. - 17 ก.ย.

TKN

15
15

135

127.29
8.15 – 8.90

13 ม.ค. - 11 ก.ค.

III

25
10.59

125

50.58
4.52 – 4.90

24 ก.พ. - 23 ส.ค.

TRP

14
6.99

120

43.39
5.75 – 6.30

3 มี.ค. - 2 ก.ย.

HL

15
1.71

100

10.85
6.20 – 6.40

19 พ.ค. - 18 พ.ย.

MGC

30
3.77

100

11.78
2.52 – 3.26

18 มี.ค. - 17 ก.ย.

SORKON

16.17
7.86

81

34.05
4.28 – 4.42

3 มี.ค. - 31 ส.ค.

ASEFA

20
3.97

70

12.26
3.04 – 3.36

10 มี.ค. - 9 ก.ย.

CHAO

11
-

70

ยังไม่ซื้อ

15 พ.ค. - 14 พ.ย.

SFLEX

28
14.02

70

41.82
2.86 – 3.04

1 เม.ย. - 30 ก.ย.

K

45
44.14

66

65.23
1.25 – 1.50

17 มี.ค. - 26 พ.ค.

NAT

8
-

32

ยังไม่ซื้อ

1 มิ.ย. - 30 พ.ย.

KIAT

100
25

30

7.46
0.28 – 0.30

17 มี.ค. - 16 มิ.ย.

PIMO

24.79
12.86

30

15.37
1.13 – 1.25

28 ก.พ. - 27 ส.ค.

TAN

4
0.05

24

0.22
4.58

7 มี.ค. - 5 ก.ย.

BJCHI

14
1.14

12

0.95
0.75 – 0.87

29 เม.ย. - 28 ต.ค.

ที่มา : SETSMART ณ 22 พ.ค.68

45 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นบริษัทนอกดัชนี SET100 จำนวน 36 บริษัท ส่วนที่เหลืออีก 9 บริษัท อยู่ในดัชนี SET100 กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ติดโผมากสุด จำนวน 7 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ที่ติดโผจำนวน 5 บริษัท

*** "PTT" เทงบซื้อหุ้นคืนมากสุดถึง 1.6 หมื่นลบ.

บมจ.ปตท. (PTT) เป็นบริษัทที่ประกาศใช้งบซื้อหุ้นคืนมากสุด 16,000 ล้านบาท วางเป้าหมายซื้อหุ้นคืนทั้งหมด 470 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 24 มี.ค. - 23 ก.ย.2568 โดยความคืบหน้าล่าสุด ทาง PTT ซื้อหุ้นคืนแล้ว 177.30 ล้านหุ้น ที่ช่วงราคา 30 - 32.75 บาท/หุ้น มูลค่า 5,617.36 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาหุ้น PTT ปรับตัวขึ้นนับจากมีข่าวซื้อหุ้นคืน 3.36%

รองลงมา คือ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ที่ใช้งบซื้อหุ้นคืน 7,500 ล้านบาท วางเป้าหมายซื้อหุ้นคืนทั้งหมด 150 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 16 พ.ค. - 14 พ.ย.2568 โดยความคืบหน้าล่าสุด ทาง CPALL ซื้อหุ้นคืนแล้ว 4 แสนหุ้น ที่ช่วงราคา 49 - 49.75 บาท/หุ้น มูลค่า 19.75 ล้านบาท แต่ราคาหุ้น CPALL นับจากมีข่าวซื้อหุ้นคืนยังปรับตัวลง 7.18%

*** พบอีก 3 บจ. เทงบตั้งแต่ 5 พันลบ. ซื้อหุ้นคืน

ขณะเดียวกัน ยังมีอีก 3 บริษัท ที่ใช้งบมากกว่า 5,000 ล้านบาท สำหรับซื้อหุ้นคืน ประกอบด้วย บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ใช้งบซื้อหุ้นคืน 7,000 ล้านบาท วางเป้าหมายซื้อหุ้นคืนทั้งหมด 800 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 1 เม.ย. - 30 ก.ย.2568 โดยความคืบหน้าล่าสุด ทาง HMPRO ซื้อหุ้นคืนแล้ว 72.60 ล้านหุ้น ที่ช่วงราคา 7.65 - 8.40 บาท/หุ้น มูลค่า 573.51 ล้านบาท แต่ราคาหุ้น HMPRO นับจากมีข่าวซื้อหุ้นคืนยังปรับตัวลง 3.77%

ด้าน ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ใช้งบซื้อหุ้นคืน 7,000 ล้านบาท วางเป้าหมายซื้อหุ้นคืนทั้งหมด 3,500 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 3 ก.พ. - 1 ส.ค.2568 โดยความคืบหน้าล่าสุด ทาง TTB ซื้อหุ้นคืนแล้ว 1,486.73 ล้านหุ้น ที่ช่วงราคา 1.76 - 1.95 บาท/หุ้น มูลค่า 2,789.29 ล้านบาท โดยราคาหุ้น TTB ปรับตัวขึ้น 2.65% นับจากมีข่าวดังกล่าว

ฟาก บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ใช้งบซื้อหุ้นคืน 5,000 ล้านบาท วางเป้าหมายซื้อหุ้นคืนทั้งหมด 445 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 2 ม.ค. - 30 มิ.ย.2568 โดยความคืบหน้าล่าสุด ทาง TU ซื้อหุ้นคืนแล้ว 250.85 ล้านหุ้น ที่ช่วงราคา 9.60 - 10.80 บาท/หุ้น มูลค่า 2,827.11 ล้านบาท แต่ราคาหุ้น TU นับจากมีข่าวซื้อหุ้นคืนยังปรับตัวลง 9.91%

*** 4 บจ. ซื้อหุ้นคืนได้ตามเป้า แต่ราคาหุ้นไม่ไปไหน

ขณะที่ มี 4 บริษัท ที่สามารถซื้อหุ้นคืนได้ตามเป้าหมายที่ประกาศไว้แล้ว นำโดย บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) ที่ตั้งงบ 320 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืน 43 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 17 มี.ค - 27 มี.ค.2568 ซึ่งหลังปิดโครงการ DRT สามารถซื้อหุ้นคืนได้ตามเป้าจำนวน 42.99 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 320.45 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นนับตั้งแต่มีข่าว กลับปรับตัวลงถึง 24.29%

ต่อด้วย บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) ที่ตั้งงบ 200 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืน 35 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 18 ก.พ. - 17 ส.ค.2568 ซึ่งหลังปิดโครงการ SSP สามารถซื้อหุ้นคืนได้ตามเป้าจำนวน 34.99 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 181.94 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นนับตั้งแต่มีข่าว กลับปรับตัวลงถึง 10%

ด้าน บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) ตั้งงบ 135 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืน 15 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 18 ม.ค. - 11 ก.ค.2568 ซึ่งหลังปิดโครงการ TKN สามารถซื้อหุ้นคืนได้ตามเป้าจำนวน 15 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 127.29 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นนับตั้งแต่มีข่าว กลับปรับตัวลงถึง 16.67%

ฟากบมจ.คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. (K) ตั้งงบ 66 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืน 45 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 17 มี.ค. - 26 พ.ค.2568 ซึ่งหลังปิดโครงการ K สามารถซื้อหุ้นคืนได้ตามเป้าจำนวน 44.14 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 65.23 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นนับตั้งแต่มีข่าว กลับปรับตัวลง 3.91%

*** 4 บจ. เริ่มโครงการแล้ว แต่ยังไม่เก็บหุ้นคืน

อย่างไรก็ตาม มี 4 บริษัท ที่เข้าสู่ช่วงเวลารับซื้อหุ้นคืนแล้ว แต่ยังไม่มีการซื้อหุ้นคืนแม้แต่หุ้นเดียว ประกอบด้วย บมจ.พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง (PCSGH) ที่ตั้งงบ 300 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืน 75 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 19 พ.ค - 17 พ.ย.2568, บมจ.เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น (ASIAN) ตั้งงบ 210 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืน 25 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 3 พ.ค - 28 พ.ย.2568 โดยราคาหุ้น ASIAN นับตั้งแต่ประกาศโครงการ ปรับตัวลง 1.40%

บมจ.สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ (SAV) ตั้งงบ 180 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืน 12.80 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 1 พ.ค - 31 ต.ค.2568 โดยราคาหุ้น SAV นับตั้งแต่ประกาศโครงการ ปรับตัวขึ้น 0.61% และ บมจ.เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี (CHAO) ที่ตั้งงบ 70 ล่านบาท ซื้อหุ้นคืน 11 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 15 พ.ค. - 14 พ.ย.2568 โดยราคาหุ้น CHAO นับตั้งแต่ประกาศโครงการ ปรับตัวลง 1.71%

*** ส่องราคาหุ้น หลังเปิดโครงการบวกเฉลี่ยเพียง 0.15%

เมื่อสำรวจราคาหุ้นของทั้ง 45 บริษัท นับตั้งแต่มีข่าวเปิดโครงการซื้อหุ้นคืน พบว่า ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยเพียง 0.15% เท่านั้น โดยมี 20 บริษัท ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ส่วนอีก 22 บริษัท ราคาหุ้นปรับตัวลง และอีก 3 บริษัท ราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง

ส่องราคาหุ้นหลังประกาศโครงการ Treasury Stock

ชื่อย่อหุ้น

ราคาวันมีข่าว (บ.)

ราคาปิดล่าสุด (บ.)*

%chg

STECON

4.88

7

43.44

BJCHI

0.66

0.85

28.79

SNC

5.35

6.75

26.17

SJWD

6.95

8.65

24.46

ASEFA

2.86

3.36

17.48

HUMAN

7.1

7.95

11.97

PSL

5.85

6.45

10.26

SFLEX

2.78

2.96

6.47

LEE

2.24

2.38

6.25

HL

6.1

6.45

5.74

VIH

7.2

7.6

5.56

PTT

29.75

30.75

3.36

MGC

3.02

3.12

3.31

TTB

1.89

1.94

2.65

ACE

1.26

1.29

2.38

AEONTS

102

104

1.96

RBF

4.3

4.34

0.93

NOVA

7.95

8

0.63

SAV

16.3

16.4

0.61

AAI

4.22

4.24

0.47

KIAT

0.3

0.3

0.00

PCSGH

3.22

3.22

0.00

SPALI

14.6

14.6

0.00

SYNTEC

1.66

1.65

-0.60

SORKON

4.32

4.28

-0.93

ASP

1.98

1.96

-1.01

QH

1.47

1.45

-1.36

ASIAN

7.15

7.05

-1.40

CHAO

5.85

5.75

-1.71

HMPRO

7.95

7.65

-3.77

K

1.28

1.23

-3.91

III

5

4.8

-4.00

PIMO

1.19

1.14

-4.20

EKH

6.35

6

-5.51

CPALL

52.25

48.5

-7.18

TAN

4.9

4.48

-8.57

TU

11.1

10

-9.91

SSP

5.2

4.68

-10.00

NAT

3.64

3.16

-13.19

TRP

6.95

5.85

-15.83

TKN

8.1

6.75

-16.67

SKR

8

6.65

-16.88

ITEL

1.54

1.2

-22.08

PRM

7.3

5.6

-23.29

DRT

7

5.3

-24.29

*ราคาปิดล่าสุด 21 พ.ค.68

โดย บมจ.สเตคอน กรุ๊ป (STECON) เป็นบริษัทที่ราคาหุ้นนับตั้งแต่มีข่าวซื้อหุ้นคืน ปรับตัวขึ้นมากที่สุดถึง 43.44% รองลงมา คือ บมจ.บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี (BJCHI) ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 28.79%

ส่วน บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) ราคาหุ้นปรับตัวลงมากที่สุด 24.29% รองลงมา คือ บมจ.พริมา มารีน (PRM) ที่ราคาหุ้นปรับตัวลง 23.29%

*** คาดตลาดยังมีดาวน์ไซด์ ทำหลายบริษัทยังไม่เร่งเก็บหุ้น

"ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้บริษัทซื้อหุ้นคืนคิดเป็นมูลค่าต่ำกว่างบรวมที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก เนื่องด้วยช่วงเวลาในการซื้อหุ้นคืนมีความกว้างจนเกินไป อีกทั้ง ยังไม่ได้กำหนดราคาที่จะซื้อคืนด้วย ประกอบกับ ยังโดนซ้ำเติมจากผลกระทบตลาดหุ้นที่อยู่ในภาวะหมี และ GDP ที่ไม่สดใส ส่งผลให้หลาย ๆ บริษัทไม่รีบซื้อหุ้นคืน เพราะมองว่า ราคาหุ้นอาจมีดาวน์ไซด์จากผลกระทบดังกล่าวมากกว่านี้

ขณะเดียวกัน บางบริษัทที่ประกาศซื้อหุ้นคืนไปก่อนที่จะมีความรุนแรงของสงครามการค้าขึ้น อาจต้องชะลอการซื้อหุ้นคืนออกไปก่อน เพื่อที่จะเก็บเงินสดไว้ในมือสำรองในกิจการช่วงภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน

ประเมิน การซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่เหลือของปีนี้ มีแนวโน้มลดลงแล้ว สะท้อนจากผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ไตรมาส 2/68 มีแนวโน้มอ่อนแอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งความกังวลดังกล่าวถูกส่งผ่านมายังการปรับประมาณการกำไรบริษัทลงหลังผ่านช่วงไตรมาส 1/68

อีกทั้ง ทิศทางตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบขาลง และเศรษฐกิจในประเทศดูไม่สดใสนัก ดังนั้น ในระยะถัดไปมีความเป็นไปได้ว่า เงินสดในมือของบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มลดลงด้วย จึงมีโอกาสที่จำนวนบริษัทซื้อหุ้นคืนจะชะลอตัวลงในช่วงที่เหลือของปีนี้ จนกว่า จะเห็นพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หรือ SET Index ปรับตัวลงไปมากกว่าปัจจุบัน จึงจะเห็นการกลับมาซื้อหุ้นคืนจำนวนมากอีกครั้ง

สอดคล้องกับ "วิจิตร อารยะพิศิษฐ" นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ ที่มองว่า สาเหตุที่ทำให้หลาย ๆ บริษัทยังไม่เร่งซื้อหุ้นคืนทั้งที่ประกาศโครงการไปแล้ว เป็นเพราะการซื้อหุ้นคืนไม่ได้บังคับต้องทำตามเป้า ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่าจะพอใจราคาหุ้นที่จะเข้าไปซื้อคืนหรือยัง ประกอบกับ หลาย ๆ บริษัทอาจกลับมากังวลอีกครั้งว่า ราคาหุ้นของตนเองอาจปรับตัวลงไปมากกว่านี้ก็เป็นได้

เนื่องด้วยการเจรจาเกี่ยวกับภาษีนำเข้าระหว่างสหรัฐฯ - ไทย ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะออกมาในโทนบวกได้หรือไม่ ซึ่งหากออกมาแย่ก็อาจเป็นปัจจัยลบที่กดดันให้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่ปรับตัวลงได้มากกว่านี้ด้วย จึงทำให้หลาย ๆ บริษัทอาจอยู่ในภาวะของการต่อรองราคาในการซื้อหุ้นคืน ที่อยากได้ราคาหุ้นที่ถูกกว่าสภาวะปัจจุบัน

ขณะที่ มองไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ยังไม่เห้นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และยังมีความเสี่ยงที่ GDP ไทยจะถูกปรับลงได้อีก ซึ่งก็อาจจะทำให้หุ้นหลาย ๆ บริษัทยังสามารถปรับตัวลงได้ต่อในช่วงดังกล่าว จึงทำให้น่าจะยังเห็นการทยอยประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนออกมา สำหรับบริษัทที่มีความสามารถจัดการเงินสดได้ดี กลับกัน บริษัทที่มีกระเเสเงินสดเหลือน้อยก็อาจต้องเก็บเงินสดไว้ใช้ในกิจการท่ามกลางภาวะไม่แน่นอนก่อน

ส่วน "ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนที่นักลงทุนจะตัดสินใจเข้าเก็งกำไรหุ้นที่มีแนวโน้มประกาศรับซื้อหุ้นคืน ต้องกลับไปทำการบ้านก่อนว่า หุ้นที่สนใจเคยประกาศรับซื้อหุ้นคืนมาก่อนหรือไม่ ? ถ้าในอดีตเคยมีโครงการออกมาแล้ว ก็สามารถไปดูสถิติย้อนหลังว่า บริษัทดังกล่าวซื้อหุ้นตามที่ประกาศจริงหรือไม่ ? หากพบว่า ไม่ได้ทำตามสัญญา ก็ควรหลีกเลี่ยงลงทุนในบริษัทประเภทดังกล่าว

แต่ถ้าพบว่า บริษัทที่นักลงทุนสนใจเข้าซื้อหุ้น มีการซื้อหุ้นคืนตามสัญญาจริง สิ่งที่ต้องทำการบ้านต่อ คือ พฤติกรรมการซื้อหุ้นของบริษัทเป็นเช่นไร ถ้าพบว่าเป็นบริษัทที่ไม่ได้ซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ยังไม่น่าสนใจลงทุน เพราะพฤติกรรมแบบนี้ไม่สามารถทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ บริษัทควรมีพฤติกรรมซื้อหุ้นคืนอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องในช่วงของโครงการ จึงจะสามารถทำให้ราคาหุ้นของบริษัทกลับมาปรับตัวขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...