โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝึก “ยับยั้งชั่งใจ” ให้ลูกน้อย ในยุคที่ “ความพึงใจ” มาได้ไวในคลิกเดียว

นิตยสารคิด

อัพเดต 04 ก.พ. 2568 เวลา 19.27 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2568 เวลา 19.27 น.
instant-gratification-cover

ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร อินเทอร์เน็ต และปัญญาประดิษฐ์ ความรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้คนได้รับการตอบสนองกันจนกลายเป็นความเคยชิน ผู้คนจากคนละฟากมหาสมุทรสนทนากันได้ภายในเสี้ยววินาที และอาจหงุดหงิดทันทีหากการส่งข้อความนั้นช้าไปเพียง 10 วินาทีจากที่เคย ขณะที่กลยุทธ์การตลาดก็ล่อหูล่อตาและเงินในกระเป๋าเพื่อให้เราจับจ่ายได้ง่าย ๆ เพียงคลิกเดียว ของที่(อาจ)อยากได้ ก็ส่งถึงหน้าบ้านแทบจะทันที

“ความรวดเร็วไปเสียทุกอย่าง” กำลังมอบความพึงพอใจให้กับเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกการแจ้งเตือนจากมือถือคือความหวัง - พัสดุของคุณกำลังจะมาถึง คือรางวัล - โพสต์สรุปชีวิตในปี 2024 ของคุณมีคนมากดไลค์แล้วหลังจากที่โพสต์ไปเพียง 1 วินาที และคือความพึงใจ - วิดีโอที่คุณฟูมฟักมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ขึ้นชาร์ต 20 อันดับแรกในประเทศไทย

จากการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เทคโนโลยีจะกลายเป็นปัจจัยที่ห้าของมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามาเร่งเร้าให้ความพึงพอใจดังที่กล่าวมาถูกสูบฉีดเข้าสู่ชีวิตมนุษย์ได้เร็วกว่าเดิม แต่ที่มากไปกว่านั้น ความพึงพอใจในรูปแบบนี้จะเข้าถึงโลกทัศน์ของเด็ก ๆ ในวัยที่ลดลงเรื่อย ๆ

(Freepik)

‘NOW’ more than ever before
การแจ้งเตือนเหล่านั้นทำให้เรามีความสุข เปรียบเสมือนรางวัลที่มอบให้แก่ความพยายามและการมองเห็น เบื้องหลังความสุขนั้น เกิดจากสารสื่อประสาทที่ชื่อ โดปามีน (Dopamine) หรือที่มักถูกขนานนามว่า สารแห่งความสุข โดปามีนจะถูกหลั่งออกมาเพื่อส่งสัญญาณไปยังเซลล์ประสาทเมื่อเราเกิดความพึงพอใจในเวลาที่เราได้รับสิ่งที่ต้องการหรือมีประสบการณ์ที่ถูกใจ และทำให้เกิดความรู้สึกมีความสุข

จุดที่น่าสนใจของกลไกสมองมนุษย์ก็คือ สมองของเรานั้นถูกออกแบบมาให้เลือกรางวัลที่ได้รับทันที มากกว่ารางวัลที่ต้องรอคอย (อย่างการขอกินเค้กอีกคำ หรือขอดูซีรีส์อีกตอน) ด้วยเหตุนี้ การตลาดในปัจจุบัน รวมทั้งการเข้ามาของนวัตกรรมต่าง ๆ ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้โลกในปัจจุบันกลายเป็นลานละเล่นแห่งโอกาสเพื่อสนองความพึงพอใจดังว่า ชนิดที่หันไปทางไหนก็เจอแต่สิ่งเย้ายวนที่สัญญาว่าจะมอบรางวัลให้คุณได้ในทันที (เพียงคลิกเดียว!)

จากผลสำรวจโดยหน่วยงานกำกับดูแลการสื่อสารของสหราชอาณาจักร หรือ Ofcom เมื่อปีล่าสุดพบว่า ประมาณ 1 ใน 4 ของเด็กอายุ 5-7 ปี มีสมาร์ตโฟนเป็นของตัวเอง ขณะที่ 3 ใน 4 ใช้งานแท็บเล็ต นอกจากนี้ หากเทียบกับปีที่แล้วยังพบว่า เด็กอายุ 5-7 ปี มีสัดส่วนในการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อส่งข้อความหรือโทรศัพท์/วิดีโอคอลมากขึ้นจาก 59% เป็น 65% และมีการรับชมเนื้อหาแบบสตรีมสดเพิ่มมากจาก 39% เป็น 50%

ในทำนองเดียวกัน การใช้งานเว็บไซต์หรือแอปฯ โซเชียลมีเดียโดยรวมในกลุ่มเด็กอายุ 5-7 ปี ทั้งหมดก็เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วจาก 30% เป็น 38% โดยเฉพาะอย่างยิ่ง WhatsApp (เพิ่มจาก 29% เป็น 37%) TikTok (เพิ่มจาก 25% เป็น 30%) Instagram (เพิ่มจาก 14% เป็น 22%) และ Discord (เพิ่มจาก 2% เป็น 4%)

เมื่อผสมตัวเลขเหล่านี้เข้ากับโลกปัจจุบัน นั่นหมายความว่า เด็ก ๆ กำลังอยู่ท่ามกลางคำเชิญชวนในการแสวงหาความสุขที่เข้าถึงง่ายและได้มาไวอยู่ตลอดเวลา ทำให้นักจิตวิทยาหลายคนเริ่มแสดงความกังวลว่า การขาดการยับยั้งชั่งใจตั้งแต่ในวัยเด็ก อาจส่งผลเสียได้ในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาวะจิตใจ ความเครียด และการดูแลความสัมพันธ์ในระยะยาว

(8photo / Freepik)

Marshmallow Test การทดสอบที่จุดประกายการศึกษาพฤติกรรมยับยั้งในเด็กเล็ก
การศึกษาในประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อราวต้นศตวรรษที่ 1960 วอลเตอร์ มิสเชล (Walter Mischel) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ทำการทดลองที่เรียกว่า “Marshmallow Test” ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษากระบวนการยับยั้งชั่งใจในเด็กเล็ก โดยการทดลองเริ่มต้นจากการให้เด็ก ๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 4-6 ขวบ นั่งอยู่ในห้องคนเดียวพร้อมกับมาชเมลโลว์หนึ่งชิ้นวางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ดึงดูดความสนใจในห้อง เด็ก ๆ จะถูกบอกว่า พวกเขาสามารถกินมาชเมลโลว์ได้ทันที แต่ถ้ากินแล้วจะไม่ได้รับอะไรเพิ่มอีกเลย เว้นแต่ว่าหากเขารอได้ 15 นาที เขาจะได้มาชเมลโลว์เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น จากนั้นผู้ทำวิจัยก็จะเดินออกจากห้อง ปล่อยให้เด็กตัดสินใจกับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้เพียงลำพัง

ในจำนวนเด็กกว่า 600 คนที่เข้าร่วมการทดลองนี้ 67% ไม่สามารถรอได้ แม้แต่เด็กที่รอได้ ก็ยังคงรู้สึกยากลำบาก พวกเขาพยายามหลบสายตาจากมาชเมลโลว์ เช่น ปิดตาตัวเอง ร้องเพลง หรือเอาขนมไปวางไว้ในที่ที่มองไม่เห็น แต่ความน่าสนใจของการทดลองไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะในหลายปีต่อมา วอลเตอร์และทีมงานได้ติดตามผลการทดลองกับเด็ก ๆ เหล่านั้น โดยพบว่า เด็กที่สามารถรอรับมาชเมลโลว์ลูกที่สองโดยทั่วไปจะมีข้อได้เปรียบบางอย่าง เช่น มีคะแนน SAT ที่สูงกว่าและมีดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่าเด็กอีกกลุ่ม

วอลเทอร์ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Atlantic ถึงการทดลองอันโด่งดังของเขาอีกครั้ง หลังผ่านไปครึ่งทศวรรษนับแต่การทดลองครั้งแรก เขากล่าวว่า “การทดลองนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของขนม การศึกษาเหล่านี้ยังเกี่ยวกับสถานการณ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จ และสิ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเด็ก”

ดังนั้นการที่เด็กได้รับการเอาใจหรือสนองตอบความต้องการของเขาตั้งแต่วัยเด็กลงเรื่อย ๆ จึงอาจจะส่งผลเสียตามมาได้ แม้สมองจะหลั่งโดปามีนเมื่อได้รับรางวัล แต่สมองของเราก็มีอีกส่วนที่เรียกว่า Prefrontal Cortex ซึ่งเป็นเปลือกสมองที่อยู่ส่วนหน้าสุดของสมองบริเวณหน้าผาก มีหน้าที่ควบคุมและประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนมากมาย เช่น การวางแผน การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การควบคุมอารมณ์ และความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น สมองส่วนนี้เองที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถยับยั้งชั่งใจต่อความต้องการตลอดเวลาได้ แต่ทว่า สมองส่วนนี้จะพัฒนาเต็มที่ในช่วงวัยรุ่น ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องปลูกฝังการควบคุมตัวเองให้กับเด็ก ๆ ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เด็กสามารถหาคำตอบทุกอย่างกับปัญญาประดิษฐ์ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีแบบนี้

(Josue Michel / Unsplash)

สภาพแวดล้อมส่งผลโดยตรงกับการยับยั้งชั่งใจ
สำหรับผู้เป็นพ่อแม่นั้น การเลี้ยงดูเด็กในวัยนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยสภาพแวดล้อมรายล้อมที่เปลี่ยนไป เดวิด เบรเดโฮฟต์ (David Bredehoft) อดีตหัวหน้าภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยคอนคอร์เดีย ได้แนะนำวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยสร้างการยับยั้งชั่งใจและการควบคุมตัวเองให้กับเด็ก

เดวิดกล่าวถึงการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมและให้รางวัลแก่การควบคุมตนเองอย่างต่อเนื่อง ว่าเป็นแกนหลักในการปลูกฝังการอดทนอดกลั้นแก่เด็ก ตัวอย่างเช่น พ่อแม่บอกกับลูกว่า หากทำการบ้านเสร็จแล้วจะซื้อสีไม้ชุดใหม่ให้ ในกรณีแบบนี้ หากไม่มีสีไม้ตามมาหลังจากที่เด็กทำการบ้านเสร็จตามที่บอก นั่นหมายความว่า คุณได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าเชื่อถือให้กับลูก และแนวโน้มต่อไปก็จะยากขึ้นที่เด็กจะยอมอดทนและทำตามสัญญา

เดวิดยังกล่าวถึงการเป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูกอย่างการจับมือลูกและลงมือทำไปด้วยกัน โดยเขาแชร์ประสบการณ์ในวัยเด็กของตัวเองประกอบตัวอย่างว่า “ผมเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย โดยดูแบบอย่างจากพ่อ ทุกสัปดาห์ เขาจะพาผมไปธนาคารและผมได้เห็นเขาฝากเงินเข้าบัญชีผม พ่อไม่เพียงแต่แสดงให้ผมเห็นวิธีการเท่านั้น แต่เขายังบอกผมด้วยว่า เขากำลังทำอะไรและทำไปทำไม พ่อบอกผมว่า เขาและแม่กำลังออมเงินเพื่อซื้อรถยนต์ หรือออมเงินเพื่อไปเที่ยวพักผ่อนในช่วงฤดูร้อนของครอบครัว”

การทดสอบมาชเมลโลว์อันโด่งดังก็นำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันได้เช่นกัน ก่อนหน้านี้มีกระแสในโลกโซเชียลกับ #FruitSnackChallenge บททดสอบแสนสนุกที่แม้แต่ไคลี่ เจนเนอร์ (Kylie Jenner) ก็ยังร่วมเล่น บททดสอบมีกติกาที่ง่ายดายนั่นก็คือ พ่อแม่วางขนม (อะไรก็ได้ที่ลูกชอบ) ไว้ตรงหน้าลูก จากนั้นบอกกับลูกว่า พวกเขาจะกินขนมได้หลังจากที่พ่อแม่เดินออกจากห้องไปแล้ว บททดสอบนี้เป็นเสมือนภาคปัจจุบันของแบบทดสอบมาชเมลโลว์นั้น

อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการยับยั้งตัวเองในเด็กแต่ละคนก็แตกต่างกันไปในแต่ละสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่มั่นคงและอนาคตดูไม่แน่นอน อาจมีแนวโน้มที่จะอดใจรอรับรางวัลได้น้อยลง เมื่อไม่แน่ใจว่ารางวัลที่สัญญาไว้จะเกิดขึ้นจริง ทำไมต้องรอ? ซึ่งความเข้าใจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตระหนักและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ส่งผลต่อการควบคุมตนเองและผลลัพธ์ในชีวิตในอนาคต

(Keren Fedida / Unsplash)

สิ่งที่ต้องพึงระลึกเสมอก็คือ การอดใจรอรับรางวัลอาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดเสมอไป บางครั้ง การได้รับรางวัลทันทีอาจเป็นประโยชน์มากกว่า เช่น ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหรือมีแรงจูงใจ สิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลและรู้จักว่าควรอดใจรอเมื่อใด และควรตามใจตัวเองเมื่อใด

อย่างไรก็ดี การมุ่งเน้นไปที่การอดใจรอรับรางวัลมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน เพราะการปฏิเสธความสุขในทันทีอย่างต่อเนื่องเพื่อแสวงหารางวัลใหญ่ในอนาคต อาจนำไปสู่อาการเหนื่อยล้าหรือรู้สึกขาดแคลน เช่นเดียวกับสิ่งอื่น ๆ ในชีวิตที่ความพอดีและสมดุลเป็นสิ่งสำคัญ

ถึงกระนั้น เจ้าของการทดลองมาชเมลโลว์อันโด่งดังก็ได้ให้คำแนะนำแก่พ่อแม่ทุกคนว่า การฝึกความอดทนอดกลั้นก็เหมือนการเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ “ถ้าลูกของคุณสามารถรอรับมาชเมลโลว์ได้ แสดงว่าเขามีความสามารถในการอดใจรอ” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า หากลูกคุณรอไม่ได้ จะแปลว่าเขาไม่มีความอดทน การยับยั้งชั่งใจจึงเหมือนกล้ามเนื้อที่คุณจะเบ่งเมื่อไรก็ได้ และเมื่อมันเป็นกล้ามเนื้อ นั่นหมายความว่า คุณสามารถฝึกมันได้

ท้ายที่สุด การฝึกการยับยั้งชั่งใจอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่อย่างน้อยวอลเตอร์ก็ได้บอกกับเราว่า ทักษะนี้สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ ดังที่เขากล่าวว่า “ข่าวดีก็คือ ทักษะทางความคิดและอารมณ์นี้สามารถสอนได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็ก การฝึกฝนทักษะนี้ตั้งแต่ช่วงก่อนวัยเรียนหรือในช่วงสองสามปีแรกของชีวิต จะเป็นประโยชน์อย่างมาก นอกจากนี้ เรายังสามารถพัฒนาทักษะนี้ได้แม้ในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม”

ที่มา : บทความ “Strategies to Teach Children Delayed Gratification” โดย David J Bredehoft
บทความ “Delayed Gratification in an Age of Overindulgence” โดย David J Bredehoft
บทความ “A window into young children’s online worlds” จาก ofcom.org.uk
บทความ “What the Marshmallow Test Really Teaches About Self-Control” โดย Jacoba Urist
บทความ “The Marshmallow Test” โดย John Robin
บทความ “Instant Gratification Psychology: The Science Behind Our Need for Immediate Rewards” จาก neurolaunch.com
บทความ “Delay of Gratification Psychology: Mastering Self-Control for Long-Term Success” จาก neurolaunch.com
บทความ “Parents Use the Fruit Snack Challenge to Test the Willpower of Kids With the Sweetest Results” โดย Melissa Locker
บทความ “Teach your Kids Patience With Delayed Gratification” โดย Blaire Sharp
บทความ “ความสุขที่ซุกซ่อน” โดย ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...