“องุ่นไซน์มัสแคท” กินได้จริงหรือ?
“องุ่นไซน์มัสแคท“ ที่หลายๆ นิยมหาซื้อมารับประทาน บ้างก็ซื้อจากห้างสรรพสินค้า บ้างก็ซื้อมาจากตลาดนัดใกล้บ้าน ซึ่งจริงๆ แล้ว องุ่นชนิดนี้เกิดจากการปรับปรุงข้ามสายพันธุ์องุ่นของสถานีวิจัยองุ่นและพลับอะกิซึ จังหวัดฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งองุ่นชนิดนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย อุดมไปด้วยไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี วิตามินเค วิตามินบี 6 และธาตุเหล็ก นอกจากนี้ องุ่นไชน์ มัสแคท ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม โพแทสเซียม น้ำจากความฉ่ำ กินแล้วจึงรู้สึกได้ถึงความสดชื่นขึ้นทันที จึงทำให้องุ่นไซน์มัสแคทมีราคาสูง กิโลกรัมละ 400-4,000 บาท หรือช่อละ 170-1,000 บาทต่อช่อ มีรสชาติหวานหอม เนื้อกรอบ และสามารถทานได้ทั้งเปลือก ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่ชื่นชอบผลไม้คุณภาพสูง แต่หลายคนที่เคยซื้อมารับประทานบ้างก็บอกว่ารสชาติเปรี้ยว บ้างก็บอกว่าฝาดๆ บางคนเคยซื้อกินที่ประเทศญี่ปุ่นก็บอกว่าองุ่นไซน์มัสแคทที่ไทยรสชาติไม่เหมือนกับที่เคยกิน
อีกทั้ง มีคำถามและข้อเสนอจากบรรดาผู้บริโภคว่า องุ่นไชน์มัสแคทที่มีขายอยู่ทั่วไปในช่วงเวลานี้ มีโปรโมชันและการเชิญชวนให้ซื้อ เช่น การลดราคาหรือการแถมแบบ ซื้อ 1 กล่องแถม 1 กล่อง เป็นต้น และยังมีวางจำหน่ายไปทั่ว ทั้งในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ร้านสะดวกซื้อ รถเร่ แผงข้างทาง และร้านค้าออนไลน์ จึงเกิดคำถามว่าองุ่นเหล่านี้นำเข้าจากญี่ปุ่น พันธุ์แท้หรือไม่
แต่แล้วเหตุการณ์ที่จะทำให้ประชาชนเลิกนิยมองุ่นชนิดนี้ เมื่อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เก็บตัวอย่างองุ่นไชน์มัสแคททั้งหมด 24 ตัวอย่าง จาก 15 สถานที่จำหน่ายในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล เมื่อวันที่ 2 และ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเลือกซื้อทั้งแบบแพ็กเกจที่มีการระบุยี่ห้อ (ฉลากระบุผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย) และแบบวางขายในชั้นวางของแหล่งจำหน่ายโดยไม่ได้ระบุยี่ห้อ ซึ่งมีราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 100 ถึง 699 บาท
อย่างไรก็ตาม ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เปิดเผยว่า ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการไม่พบวัตถุอันตรายทางการเกษตร ชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย แต่พบสารพิษตกค้างชนิดอื่น ทั้งหมด 50 ชนิด พบว่าเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จำนวน 26 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (ยกเลิกการใช้ในประเทศไทย) จำนวน 2 ชนิด และเป็นสารที่อยู่นอกบัญชีวัตถุอันตรายมากถึง 22 ชนิด ซึ่งเป็นสารที่ยังไม่มีการประเมินใดๆ ภายใต้กฎหมายไทย และจากสารพิษตกค้าง 50 ชนิด มีสารประเภทดูดซึม 37 ชนิด หรือคิดเป็น 74% ของสารพิษตกค้าง โดยสารกลุ่มนี้มีโอกาสตกค้างอยู่ในเนื้อเยื่อขององุ่น ซึ่งการล้างสารกลุ่มนี้ออกจากเนื้อเยื่อพืชคงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย โดยองุ่นไชน์มัสแคทแต่ละตัวอย่างพบสารพิษตกค้างระหว่าง 7-18 ชนิด โดยจำนวน 23 จาก 24 ตัวอย่างพบสารพิษตกค้างเกินค่าที่กฎหมายกำหนด 1-6 ชนิด
ทั้งนี้ อย.ได้ตรวจสอบการนำเข้าองุ่นไชน์มัสแคทในปี 2567 พบว่ามีการนำเข้า 264 ตัน มูลค่า 72 ล้านบาท และตรวจพบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง ไม่ผ่านมาตรฐาน 4 ตัวอย่าง ซึ่ง อย. ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว และยังตรวจสอบองุ่นนำเข้าทางรถไฟจากจีนพบว่าผ่านมาตรฐาน
เมื่อผลการสุ่มตรวจออกมาแบบนี้ ประชาชนเองก็กลัวว่าองุ่นที่ซื้อมาจะไม่ปลอดภัย จึงหยุดซื้อองุ่นเหล่านี้ จึงทำให้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง บรรดาพ่อค้า แม่ค้าที่สั่งองุ่นไชน์มัสแคท มาขายก็ขายไม่ได้ ลดราคาก็ไม่มีคนซื้อ ทำยอดขายลดลง จนหลายคนรวมทั้งโลกออนไลน์เกิดคำถามตามมาว่า ต่อจากนี้จะทำยังไง องุ่นไชน์มัสแคทกินได้ไหม? และเพื่อคลี่คลายข้อกังวลเหล่านี้ อย.ได้ออกมา ยืนยันว่า "องุ่นไชน์มัสแคท" ทานได้ แต่ต้องล้างให้สะอาดเพื่อลดการปนเปื้อนสารตกค้างก่อนบริโภค