โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อันตรายซีเซียม-137 ขึ้นอยู่กับปริมาณ-ระยะเวลาสัมผัส

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 20 มี.ค. 2566 เวลา 13.22 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2566 เวลา 06.01 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กทม. 20 มี.ค. – นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลกระทบและอันตรายจากสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 หากมีผู้สัมผัส จะมีผลสำคัญคือ ทำให้เซลล์ของมนุษย์เกิดความผิดปกติ ส่วนจะเกิดมากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับว่ารังสีที่ออกมานั้นรุนแรงแค่ไหน และระยะเวลาที่สัมผัส และวิธีที่สัมผัส เช่น อยู่ห่าง อยู่ใกล้ และสารกัมมันตรังสีแต่ละตัวจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ซึ่งรังสีพวกนี้มีทั้งประโยชน์และอันตราย หากนำมาใช้ทางการแพทย์ คือ รังสีรักษา

หากซีเซียม-137 ถูกหลอมไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น หากอยู่ในกระบอก อันตรายแทบไม่มี แต่ถ้าถูกหลอมแล้ว ด้วยความร้อนที่สูงมากจริงๆ อาจไม่ได้เกิดอะไรมาก แต่ที่กลัวคือเศษ ฝุ่น มีสิ่งฟุ้งกระจายล่องลอยไป ก็อาจมีซีเซียมติดไปด้วย และอาจส่งผลได้มากตามสมควร แต่ต้องรอการวัดปริมาณจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

ในทางการแพทย์ เนื่องจากรังสีซีเซียม-137 ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งทำให้ไม่ทราบว่าเราจะโดนไปแล้วหรือยัง แต่สามารถวัดปริมาณรังสีในบริเวณใกล้เคียงได้

อันตรายจากซีเซียม-137 ตามระยะเวลาสัมผัส
• หากสัมผัสช่วงสั้นๆ ไม่มีผลต่อร่างกายที่ชัดเจน
• สัมผัสระยะเวลานาน และปริมาณสูงขึ้น จะเกิดผื่นแดงตามผิวหนัง ผมร่วง แผลเปื่อย
• สัมผัสในปริมาณสูงและยาวนาน เกิดพังผืดที่ปอด เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เกิดต้อกระจก
• หากได้รับรังสีดังกล่าวมากจริงๆ ก็อาจจะเสียชีวิตได้ . – สำนักข่าวไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่ต้องตกใจ เพราะจะต้องทราบสถานการณ์ให้ชัดก่อนว่า ซีเซียม-137 ฟุ้งกระจายไปมากแค่ไหน มีความเข้มข้น ปริมาณมากน้อยแค่ไหน. – สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...