โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตลาดจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 เม.ย. 2566 เวลา 12.29 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2566 เวลา 12.29 น.
ภาพ : pixabay

ตลาดจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ นักลงทุนให้น้ำหนัก 79.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมประจำเดือนพฤษภาคมนี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 24-28 เมษายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (24/4) ที่ระดับ 34.44/45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 34.37/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นภายหลังจาก เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมขั้นต้นของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.5 ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน จากระดับ 52.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3

ทั้งนี้ ดัชนี PMI ได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวของการจ้างงานและคำสั่งซื้อใหม่ ขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจปรับตัวขึ้นเช่นกัน ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นปรับตัวอยู่ที่ 50.4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน จากระดับ 49.2 ในเดือน และดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ปรับตัวขึ้นที่ 53.7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 เดือน จากระดับ 52.6 ในเดือน หนุนการคาดการณ์ว่า เฟดจะยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

หนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

สอดคล้องกับที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายราย ที่ได้ออกมาให้ความเห็นสนับสนุนให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยเพื่อทำให้เงินเฟ้อปรับตัวลงอย่างยั่งยืนสู่ระดับ 2% ในช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง หลังจากธนาคารเฟิร์ส รีพับลิก แบงก์ หรือ FRB (First Republic Bank) ซึ่งเป็นธนาคารในระดับภูมิภาคของสหรัฐ รายงานว่า ยอดเงินฝากในไตรมาส 1/2566 ลดลงถึงร้อยละ 40.8 โดยปรับลงสู่ระดับ 1.045 แสนล้านดอลลาร์ จากการที่ลูกค้ามาถอนเงินเป็นจำนวนาก

โดยยอดเงินฝากต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.450 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตในภาคธนาคารของสหรัฐ

อย่างไรก็ดี หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัว 3.2% ในเดือนมีนาคม หลังจากลดลง 1.2% ในเดือนกุมภาพันธ์

โดยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อเครื่องบิน ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และอาวุธ โดยเป็นสิ่งบ่งชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ ปรับตัวลดลง 0.4% ในเดือนมีนาคม ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลงเพียง 0.1% หลังจากปรับตัวลง 0.7% ในเดือนกุมภาพันธ์

อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา เปิดเผย แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวเพียง 1.1% ในไตรมาส 1/2566 ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 2.5% นักลงทุนยังคงจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันที่ 28 เมษายนนี้ โดยดัชนีดังกล่าวเป็นข้อมูลเงินเฟ้อสำคัญตัวสุดท้ายก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 2-3 พฤษภาคม

คาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เดือนพ.ค.นี้

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 79.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมประจำเดือนพฤษภาคมนี้ และให้น้ำหนักเพียง 20.6% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.75-5.00%

สำหรับปัจจัยในประเทศ ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นหลังสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์เผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมีนาคม 2566 ว่าการส่งออกมีมูลค่า 27,654 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 4.2% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 24,935 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 7.1% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 2,718 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการกลับมาเกินดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 12 เดือน

ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 การส่งออกมีมูลค่า 70,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 4.5% ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 73,324 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.5% ขาดดุลการค้า 3,044 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้รัฐมนตรีการคลังปรับคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วงชะลอตัว เนื่องจากเชื่อว่าประชาชนจะเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มกำลังซื้อในตลาดโลก ให้เพิ่มขึ้น

พร้อมเชื่อว่า ภาคการท่องเที่ยวยังมีส่วนช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวโดยรวมในทิศทางที่แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์อยู่ในกรอบระหว่าง 34.02-34.51 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (28/4) ที่ระดับ 34.10/11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (28/4) ที่ระดับ 1.0988/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 1.0961/95 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศได้หนุนค่าเงินยูโร ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้นของสหภาพยุโรป (อียู) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 54.4 ในเดือนเมษายน ทำสถติสูงสุดในรอบ 11 เดือน เพิ่มขึ้นจากระดับ 53.7 ในเดือนมีนาคม ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด

นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของเยอรมนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -25.7 ในช่วงเช้าสู่เดือนพฤษภาคม จากระดับ -29.3 ในเดือนเมษายน ซึ่งเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 เนื่องจากราคาพลังงานที่ลดน้อยลง และการปรับขึ้นค่าจ้าง ช่วยบรรเทาความกังวลเบื้องต้นเกี่ยวกับการสูญเสียกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0962-1.1095 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (28/4) ที่ระดับ 1.1012/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

คาด BOJ คงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (28/4) ที่ระดับ 134.00/01 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 133.76/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินเยนทรงตัวในกรอบ เนื่องจากตลาดรอการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ (28/4) ซึ่งจะเป็นการประชุมในฐานะผู้ว่าการ BOJ ครั้งแรกของนายคาซูโอะ อุเอดะ

ทั้งนี้ตลาดคาดว่าทาง BOJ จะยังคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป รวมทั้งจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ในวันศุกร์ค่าเงินเยนได้ปรับตัวอ่อนค่าลงมากกว่า 1 เยน สู่ระดับ 135.85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังตลาดรู้ผลการประชุม BOJ คณะกรรมการ BOJ คณะกรรมการ BOJ มีมติคงนโยบายการเงินในการประชุมวันศุกร์ (28/4) โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% และคงนโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield curve control program) รวมทั้งคงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นประเภทอายุ 10 ปีไว้ที่ราวระดับ 0%

อย่างไรก็ดี BOJ คาดการณ์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาในหมวดอาหาร จะเพิ่มขึ้น 1.6% ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าเป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% และสะท้อนให้เห็นว่า BOJ อาจจะต้องใช้เวลาอีกนานในการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างยั่งยืน ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 133.00-135.85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (28/4) ที่ระดับ 135.68/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...