โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

พลับพลึงแดง “ฮิกังบานะ” มรณะสีชาด ดอกไม้แห่งความตายของคนญี่ปุ่น

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 มี.ค. 2568 เวลา 01.24 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2567 เวลา 08.36 น.
ดอกฮิกังบานะ หรือ Spider lilies (ภาพโดย Big Ben in Japan ใน Flickr สิทธิ์การใช้งาน CC BY-SA 2.0) - มีการตกแต่งกราฟิกเพิ่มโดย กอง บก.ศิลปวัฒนธรรม

ดอกพลับพลึงแดง ฮิกังบานะ (彼岸花 / Higanbana) หรือพลับพลึงแมงมุม (Spider Lily) คือ “ดอกไม้แห่งความตาย” ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เหตุใดเป็นเช่นนั้น?

ฮิกังบานะ “ดอกไม้แห่งความตาย”

ฮิกังบานะเป็นพืชล้มลุกอวบน้ำ อยู่ในวงศ์ Amaryllidaceaeเช่นเดียวกับพลับพลึงสายพันธุ์อื่น ๆ และต้นซ่อนกลิ่น มีหัวคล้ายหอมหัวใหญ่ ลำต้นมีกาบใบหุ้มเป็นชั้น ๆ คล้ายกล้วย ใบแผ่ออกไปโดยรอบ มีช่อดอกใหญ่สีแดงสดออกมาจากกลางลำต้น ขณะที่พลับพลึงไทยส่วนใหญ่มีดอกสีขาว เมื่อบานเต็มที่กลีบดอกจะโค้งเข้าหาก้านดอกอย่างสวยงาม

ดอกฮิกังบานะมักปรากฏอยู่ตามสุสาน โดยเฉพาะเหนือหลุมศพ เนื่องด้วยวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นที่จัดการศพด้วยวิธีการฝังมากกว่าเผา การปลูกต้นไม้ที่มียางเป็นพิษอย่างฮิกังบานะไว้รอบหลุมศพจึงเป็นวิธีป้องกันสัตว์ป่า (โดยเฉพาะตัวตุ่น) มากินซากหรือทำลายหลุมศพของผู้วายชนม์ ซึ่งได้ผลค่อนข้างดีทีเดียว

นอกจากนี้ วงจรชีวิตอันโดดเด่นของต้นฮิกังบานะจะมี “ดอก” ที่บานในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลไหว้บรรพบุรุษของชาวญี่ปุ่นพอดี นั่นคือวัน “ชูบุนโนะฮิ”หรือวันศารทวิษุวัต เมื่อผู้คนเดินทางมาเคารพหลุมศพบรรพชน พวกเขาจึงได้พบกับทัศนียภาพของสุสานที่เต็มไปด้วยดอกไม้มีแดงชาดบานสะพรั่งไปทั่ว เกิดเป็นภาพจำของดอกไม้ที่ชอบขึ้นอยู่ตามสถานที่ที่มีผู้เสียชีวิต และเชื่อมโยงกับโลกแห่งวิญญาณนั่นเอง

ดอกสีแดงของฮิกังบานะยังนำไปสู่เรื่องเล่าว่า นี่คือต้นไม้ที่ดูดเลือดจากศพ ทำให้มีดอกสีแดงสดเหมือนเลือด…

ชาวญี่ปุ่นยังเชื่อด้วยว่า วันชูบุนโนะฮิ คือวันที่ประตูของโลกแห่งวิญญาณเปิด ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ “ดอกไม้แห่งความตาย”ของฮิกังบานะเข้าไปอีก

อีกหนึ่งชื่อเรียกของฮิกังบานะคือ“ชิบิโตะบานะ” หรือบุปผาแห่งผู้วายชนม์ เพราะเป็นต้นไม้มีพิษ มีตำนานเล่าว่า เมื่อเกิดภาวะขาดแคลนอาหารขึ้นในอดีต มีคนนำหัวฮิกังบานะมารับประทานเพราะมีแป้งสูง แต่พิษจากยางที่หลงเหลืออยู่ในต้นฮิกังบานะกลับทำให้พวกเขาท้องเสีย เกิดภาวะอัมพาต และบางคนถึงขั้นเสียชีวิต

ความเชื่อในศาสนาพุทธแบบญี่ปุ่นยังเล่าถึงแม่น้ำซันสึที่กั้นฝั่งคนเป็น หรือ “ชิกัง” ออกจากฝั่งคนตาย หรือ “ฮิกัง” ซึ่งเป็นฝั่งที่เต็มไปด้วยดอกฮิกังบานะเบ่งบานต้อนรับเหล่าวิญญาณที่จะข้ามไป คติโบราณนี้บอกว่าฮิกาบานะจะนำทางดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ให้ไปเกิดใหม่และวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารต่อไป

นอกจากดอกฮิกังบานะจะถูกเชื่อมโยงกับโลกหลังความตายแล้ว ตอกไม้นี้ยังมีความหมายเกี่ยวกับการหลงใหลในความรัก จิตใจที่จมอยู่ในห้วงคำนึง โหยหา เฝ้ารอการพบกันใหม่ แม้วันนั้นจะไม่มีทางมาถึง หรือการคิดถึงผู้ล่วงลับ ซึ่งถือเป็น “การพรากจากที่ไร้วันหวนคืน” นั่นเอง…

ความหมายดังกล่าวสอดคล้องกับวัฏจักรของต้นฮิกังบานะที่มีดอกและใบขึ้นไม่พร้อมกัน ดอกฮิกังบานะจะผลิบานหลังจากลำต้นผลัดใบจนหมดแล้วเท่านั้น สะท้อนลักษณะของการพลัดพราก

แอนิเมชันญี่ปุ่นหลายเรื่องจึงมักนำเสนอดอกฮิกังบานะในแง่ของการสื่อความหมายเรื่องการจากลา การพลัดพราก หรือแม้แต่ความตาย

ฮิกังบานะ ยังถูกรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า “มันจูชาเงะ” หรือบุปผาสวรรค์ เพราะชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าหากมีเรื่องมงคลกำลังจะอุบัติขึ้น จะมีดอกไม้สีแดงโปรยลงมาจากฟ้าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง

ฮิกังบางนะยังมีดอกสีเหลืองและขาวด้วย แต่โด่งดังน้อยกว่าสีแดงที่สวยงามโดดเด่นมากกว่า…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

หมอชาวบ้าน (วันที่ 1 มีนาคม 2545) : “พลับพลึง ช่อหอมขนาดใหม่ที่ถูกลืม”. <https://www.doctor.or.th/article/detail/3598>

Garden-Review.com (วันที่ 22 สิงหาคม 2564) : “ฮิกันบานะ มนต์เสน่ห์ที่แสนอันตราย”. <ออนไลน์>

Johannes Schonherr, Japan Experience.com (Dec 25, 2012) : “Higanbana – The Flower of the Dead.<https://www.japan-experience.com/plan-your-trip/to-know/understanding-japan/higanbana>

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 เมษายน 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พลับพลึงแดง “ฮิกังบานะ” มรณะสีชาด ดอกไม้แห่งความตายของคนญี่ปุ่น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...