โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช่อง 5 เปลี่ยนเกมธุรกิจทีวี ขยับสู่ ‘อีคอมเมิร์ซ’ ข้ามชอต ‘เรตติ้ง’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 มี.ค. 2564 เวลา 00.59 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2564 เวลา 01.15 น.

แม้ช่อง 5 จะเป็นช่องทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคง ที่มีรายได้หลักมาจากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) คิดเป็น 80% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้จากโฆษณาอยู่ที่ 20% และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ แม้ที่ผ่านมาจะไม่ได้อยู่เฉย ๆ ปรับตัวมาตลอด ทั้งการปรับผังรายการ และเปิดกว้างให้ผู้ผลิตมาร่วมผลิตรายการในหลากหลาย

โมเดล ล่าสุดถึงเวลาขยับใหญ่อีกครั้งภายใต้การนำทัพของ “พลโทรังษี กิติญาณทรัพย์” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ช่อง 5) ที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อ 1 ต.ค. 2563 กับภารกิจนำพาองค์กรก้าวข้ามคลื่นความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมสื่อ และวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมองข้ามชอตไปไกลกว่าเรื่อง “เรตติ้ง”

ขาลงโฆษณาทีวี-เรตติ้งไม่สำคัญ

พลโทรังษีฉายภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจชะลอการเติบโต เนื่องจากการท่องเที่ยว และส่งออกซึ่งเป็นรายได้หลักยังไม่กลับมา ส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม

รวมถึงอุตสาหกรรมโฆษณา ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแรก ๆ ที่มักโดนตัดงบฯส่งผลให้รายได้โฆษณาของช่อง 5 หายไปด้วยเช่นกัน

“ท่องเที่ยว และส่งออกยังไม่ได้ฟื้นกลับมา เชื่อว่าเมื่อสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล ทั้งโครงการคนละครึ่งและเราชนะ ใน มี.ค. เศรษฐกิจก็จะยังไม่ดี หลัง เม.ย.อุตสาหกรรมโฆษณาโดยรวมน่าจะหดตัวลงอีก โดยเฉพาะการใช้งบฯผ่านสื่อทีวีจะตกลง”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม่ทัพช่อง 5 มองว่า เรื่อง “เรตติ้ง” (การจัดอันดับความนิยม) ไม่ใช่สิ่งสำคัญของธุรกิจโทรทัศน์อีกต่อไปแล้ว

“คุณจะได้เรตติ้งเท่าไรก็ไม่มีโฆษณา ผมเองก็กำลังคิดว่าปีหน้าจะไม่จ่ายเงินนีลเส็น เพราะไม่มีประโยชน์อะไรกับเราเลย เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นแบบนี้จะเกิดทฤษฎี 20% คือธุรกิจเดียวกันถ้ามีผู้ประกอบการ 10 รายจะมีที่อยู่ได้และมีกำไร 2 ราย อีก 8 รายขาดทุนหรือเท่าทุน ในวงการทีวีดิจิทัลก็จะเป็นแบบนี้ ใน 18 ช่องทีวีดิจิทัลจะมีกำไรแค่ 5 ช่อง”

ช่อง 5 ถึงเวลาต้องเปลี่ยน

และนั่นทำให้ช่อง 5 ต้องปรับตัว โดยคิดไปถึงการสร้างรายได้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีรายได้หลักจากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) 5 ช่อง คือ ช่องวัน 31 ช่อง 35 (ช่อง 7) ทีเอ็นเอ็น 16ทรูโฟร์ยู 24 และเวิร์คพอยท์ 23คิดเป็นรายได้ปีละประมาณ 900 กว่าล้านบาท ที่เหลือเป็นรายได้โฆษณา

พลโทรังษีกล่าวต่อว่า การมีรายได้หลักจาก MUX ถือเป็นดาบสองคม ในแง่หนึ่งไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีก็ยังมีรายได้ส่วนนี้ แต่ในอีกมุมจะล็อกขาไว้ไม่ให้เดินต่อไม่มีแรงผลัก แต่ตนต้องการให้ช่อง 5 เปลี่ยนแปลงด้วยการนำทรัพยากรที่มีไปต่อยอดสร้างประโยชน์ เพื่อให้ยืนได้ด้วยตนเอง และสร้างกำไรได้

“เราเปรียบเหมือนเป็นจระเข้ที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์ม มีคนคอยโยนไก่ให้กินแต่วันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกจากบ่อ”

อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นปี 2563มีรายได้รวม 1,200 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 30% แต่ยังทำกำไรได้ที่ 120 ล้านบาท จากการลดค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด และการเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้การค้า

ปั้น OHLALA รายได้ใหม่

ล่าสุดได้ปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยร่วมมือกับบริษัท เดอะ ลอต ช็อป จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ OHLALA นำสินค้าเกษตร และเกษตรแปรรูปเข้ามาขาย โดยเป็นผู้สนับสนุนเวลาโฆษณา และมีรายได้จากส่วนแบ่งการขาย (revenue sharing) ราว 10% จากยอดขาย

โมเดลธุรกิจนี้เริ่มเมื่อ 6 เดือนที่แล้วนำช่วงเวลาไพรมไทม์ของช่องมาขายสินค้าเกษตร เริ่มวันละ 1 ชั่วโมง 30 นาที ได้ผลการตอบรับค่อนข้างดี โดย ธ.ค.ที่ผ่านมา จัด “ไลฟ์สด” ขายมะม่วง 30 นาที มียอดขายกว่า 7 หมื่นบาท เป็นต้น จึงจะพิจารณาปรับเพิ่มเวลาออกอากาศ

“นอกจากไลฟ์ขายของยังคิดไปถึงการผลิตรายการที่เป็นองค์ความรู้ให้เกษตรกรและครอบครัว เราต้องการเป็นแหล่งความรู้ในเรื่องนี้ให้เกษตรกรไทย เป็นช่องทีวีที่ส่งเสริมคนไทยเกษตรกรไทยให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน”

ผนึก “เจดี” ขายสินค้าเกษตร

นอกจากนี้ ได้ร่วมกับเจดีดอทคอม (JD.com) ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีน นำสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ทุเรียน ข้าวหอมมะลิ ผ้าไหมไทย เครื่องสำอาง เครื่องหนัง เป็นต้น ขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ

โดยในเบื้องต้นจะเป็นการขายสินค้าแบบไลฟ์สดไปยังสมาชิกเจดีดอทคอม โดยเจดีเป็นผู้รับออร์เดอร์ และส่งกลับมายังแพลตฟอร์ม OHLALA ให้ดำเนินการเตรียมออร์เดอร์แล้วจัดส่งกลับไปยังเจดีดอทคอมที่ประเทศจีน

“เจดีจะเป็นผู้กระจายสินค้าให้ใช้เวลาจัดส่งถึงมือผู้บริโภคชาวจีนภายใน 2 วัน หลังมีการสั่งซื้อ”

พลโทรังษีกล่าวต่อว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เป็นพื้นที่สร้างโอกาสและรายได้ใหม่ในอนาคต โดยช่อง 5 เปิดกว้างสำหรับการร่วมมือกับแพลตฟอร์ม และพันธมิตรรายอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

“การนำสินค้าเกษตรไทยไปสู่มือผู้บริโภคชาวจีนผ่านระบบออนไลน์ เป็นการขายรูปแบบใหม่ หรือเป็นอนาคตของการขายสินค้าทั้งในแง่การยกระดับสินค้าเกษตร และตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ปีนี้เราตั้งใจว่าเฉพาะทุเรียนไทย อย่างน้อยน่าจะส่งออกไปยังจีนได้ไม่น้อยกว่า 50,000 ตัน และขยายไปสู่สินค้าอื่น ๆ”

ปัจจุบันแพลตฟอร์ม OHLALA มีสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าเกษตร วางจำหน่ายกว่า 800 รายการ

“ช่อง 5 วันนี้ มีพนักงาน 970 คน เป็น ข้าราชการ 270 คน ลูกจ้างประจำ 700 คนปีที่แล้วเราได้ปรับเพิ่มเงินเดือนให้พนักงาน 5% แม้ว่าในช่วงที่ธุรกิจไม่ดีหรือขาดทุน สิ่งที่บริษัทส่วนใหญ่ทำคือ ลดเงินเดือน และเอาคนออก

เพราะมองว่าช่วยได้น้อยมาก เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายโดยรวม เราจึึงไม่มีนโยบายเอาคนออก และต้องการเป็น 1 ใน 5 ช่องทีวีที่จะมีกำไรด้วย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...