ผ่าเบื้องหลัง!!ทำไมราคาน้ำมันติดลบครั้งแรกในประวัติศาสตร์
เมื่อคืนที่ผ่านมา(20 เมษายน2563) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ ราคาน้ำมันWTI ร่วงลงกว่า300% ภายในวันเดียว ลงไปติดลบมากที่สุด40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการลดลงของราคาน้ำมันที่มากที่สุดนับตั้งแต่มีการซื้อขายน้ำมันกันเลยทีเดียว
ราคาดังกล่าวเป็นสัญญาFutures ที่ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ซึ่งวันนี้(21 เมษายน) จะเป็นวันสุดท้ายของการชำระราคาและปิดสัญญา ขณะที่สัญญาWTI Futures เดือนมิถุนายน ปิดที่ราคา20.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง4.6 ดอลลาร์หรือ-18.4%
สาเหตุที่ ราคาน้ำมัน ถูกเทขายอย่างหนักตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนกลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดคือติดลบมากกว่า70% เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้การเดินทางคมนาคมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ส่งผลต่อดีมานด์ความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลง
ประกอบกับสงคราม ราคาน้ำมัน ที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับซาอุดิอาระเบียยิ่งกดราคาให้ดิ่งหนักลงไปอีก แม้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน(โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส บรรลุข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเพียง9.7 ล้านบาร์เรล/วัน ถือว่าน้อยเกินไป และยังไม่มากพอที่จะช่วยชดเชยผลกระทบของความต้องการน้ำมันที่ทรุดตัวลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
ทำความเข้าใจตลาดซื้อขายน้ำมันโลก
น้ำมันที่ซื้อขายกันอยู่ในปัจจุบันจะอยู่ในรูปแบบสัญญาล่วงหน้า(Futures) เนื่องจากน้ำมันต้องอาศัยระยะเวลาในการขนส่งจึงไม่สามารถส่งมอบกันได้ทันทีหรือซื้อขายแบบSpot เหมือนสินทรัพย์อื่นๆ
สัญญาซื้อขายน้ำมันจะแบ่งเป็นสองตลาดคือBrent ซึ่งผลิตขึ้นจากทะเลเหนือฝั่งทวีปยุโรป ซึ่งมีบทบาททางด้านราคาถึง2 ใน3 ของราคาน้ำมันที่ซื้อขายทั่วโลก แม้แต่โอเปกก็ยังอ้างอิงราคากับน้ำมันดิบBrent
การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบBrent จึงสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจโลกในภาพรวม โดยทำการซื้อขายในตลาดIntercontinental Exchange หรือICE
ขณะที่WTI หรือน้ำมันดิบWest Texas จะมีแหล่งผลิตหลักอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาซื้อขายจึงอ้างอิงกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯเป็นหลัก จะซื้อขายในตลาดที่เรียกว่าNYMEX ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของCME Group (Chicago Mercantile Exchange) ซึ่งเป็นตลาดอนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำไมราคาน้ำมันWTI ถึงติดลบ?
ปกติแล้วสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบWTI จะต้องส่งมอบน้ำมันจริงๆให้ตามสัญญารายเดือน ต่างจากBrent ที่ส่งมอบเงินกันให้ได้ไม่จำเป็นต้องส่งมอบน้ำมันดิบจริง
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าตอนนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัวอย่างหนักจากมาตรการLockdown ขณะที่การผลิตน้ำมันจากShale Oil ยังคงเดินหน้า เนื่องจากแท่นขุดน้ำมันไม่สามารถที่จะสั่งปิดได้ทันทีเหมือนก๊อกน้ำ
เมื่อผลิตออกมาแล้วแต่ไม่เกิดความต้องการน้ำมันเพราะเครื่องบินก็หยุดบิน การคมนาคมส่วนใหญ่ถูกปิด ทำให้สต๊อกน้ำมันในสหรัฐฯเริ่มที่จะ“ล้น” ไม่มีที่เก็บ สต็อกน้ำมันสหรัฐพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์
สำนักงานพลังงานสากล(IEA) ออกรายงานระบุว่า วิกฤตการณ์จากแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบทำให้ความต้องการน้ำมันลดลง29 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเม.ย. แตะระดับต่ำสุดในรอบ25 ปี ขณะที่ประเทศต่างๆพากันออกมาตรการจำกัดการเดินทางเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19
ในเมื่อการผลิตไม่สามารถหยุดได้ แต่ไม่มีความต้องการใช้น้ำมัน แถมที่เก็บเริ่มที่จะเต็มแล้ว ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่ ราคาน้ำมันWTI ออกมาติดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา
หมายความว่าใครที่ซื้อราคาน้ำมันในราคาติดลบไปจะได้“แถมเงิน” ติดมือไปด้วย!! แต่ต้องไปรับปิดชอบหาที่เก็บสต๊อกเอาเอง
สาเหตุที่สัญญาส่งมอบน้ำมันWTI เดือนพฤษภาคมแตกต่างจากราคาส่งมอบเดือนมิถุนายน ก็เพราะสัญญาเดือนพฤษภาคมจะสิ้นสุดลงในวันอังคารที่21 เมษายน นี้แล้ว ผู้เสนอขายต้องการที่จะเร่งระบายน้ำมันออกไปให้เร็วที่สุด ส่วนใครที่สามารถรอส่งมอบเดือนมิถุนายนได้ไม่จำเป็นต้องเร่งขาย ทำให้ราคาไม่ได้ดิ่งแรงเหมือนเดือนพฤษภาคมที่ใกล้เส้นตายมากกว่า แต่ก็ถือว่าลดลงหนักเช่นกัน
สหรัฐฯอาจจะต้องเทน้ำมันทิ้งเพราะสต๊อกน้ำมันล้นจนจะไม่มีที่เก็บ!!
ตามกลไกราคา หากฝั่งซัพพลายออกมามากกว่าความต้องการหรือดีมานด์ ราคาตลาดของสิ่งเหล่านั้นก็มีโอกาสปรับตัวลดลง หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อ ราคาน้ำมันทั่วโลกก็มีโอกาสอยู่ในระดับต่ำไปอีกพักใหญ่
แต่ความเสี่ยงที่จะตามมาหลังจากนั้นคือบริษัทด้านพลังงานโดยเฉพาะในสหรัฐฯที่มีต้นทุนผลิตน้ำมันShale Oil ที่ระดับ40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะ“เข้าเนื้อ” ไปทุกนาทีที่ผลิตน้ำมันออกมา ซึ่งอาจจะเกิดการDefault และส่งผลต่อตลาดหุ้นที่อาจจะเข้าขั้นโกลาหลอีกครั้ง
สำหรับผู้ใช้น้ำมันในประเทศไทย คงไม่ถึงกับเติมน้ำมันแถมเงิน เพราะราคาขายในบ้านเรามีกลไกซับซ้อนต้องอ้างอิงกับตลาดซื้อขายในประเทศสิงคโปร์รวมถึงต้องคำนวนอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตามเราคงได้ใช้น้ำมันราคาถูกไปอีกพักใหญ่ จากเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตติดลบ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง3% ในปีนี้ ซึ่งสวนทางการคาดการณ์ในเดือนม.ค.ที่ระบุว่า เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว3.3% ในปีนี้
IMF ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง5.9% ในปีนี้ แต่จีนจะมีการขยายตัว1.2% นอกจากนี้IMF ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัว7.5% ในปีนี้ ขณะที่อิตาลีและสเปน ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 จะหดตัวลง9.1% และ8% ตามลำดับ
แต่ขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างหนัก ราคาน้ำมัน ที่ถูกอาจทำให้ไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อ แต่อาจจะทำให้เกิดภาวะเงินฝืดแทน ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่าเงินเฟ้อเสียอีก!!
ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : ทฤษฎีเกมส์ “ซาอุดิอาระเบีย” ดิ้นเฮือกสุดท้ายขอคุมราคาน้ำมันโลก