กลซ้อนเกมเดิมพันผลประโยชน์3สารพิษ
ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำขบวนชักธง”เอื้ออาทร” 3 สารพิษ..พาราควอท-ไกลโฟเซต-คลอไพริฟอส แบบไม่มีกระมิดกระเมี้ยนเหนียมอาย โดยอ้างชุดข้อมูลกรมวิชาการเกษตรและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ซึ่งล้วนเป็นหน่วยงานภายใต้การบังคับบัญชา มาสนับสนุนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน….
น่าสงสัยว่าก่อนหน้านี้ เมื่อคราวประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดสุดท้ายตามกฏหมายวัตถุอันตรายฉบับเก่าเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ทำไมปลัดกระทรวงเกษตรฯ-อธิบดีกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งเลขาธิการ มกอช.ซึ่งร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วยจึงสงวนสิทธิ”เป็นใบ้”โดยพร้อมเพรียงกัน แทนที่จะออกมาส่งเสียงโหวกเหวกเชิดชูบูชาคุณูปการอเนกอนันต์ของ 3 สารพิษให้ชาวบ้านได้รับรู้
น่าสงสัยยิ่งไปกว่านั้น… 1 เดือนเต็มๆ หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ให้แบน 3 สารพิษ โดยปักหมุดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป ปลัดกระทรวงเกษตรฯเคยมีบัญชาใดๆให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เร่งออกระเบียบ หลักเกณฑ์ในการจัดการ 3 สารพิษที่ถูกแบนอย่างไรหรือไม่ ?…เคยกำชับกรมวิชาการเกษตร ให้เร่งจัดหา หรือออกประกาศรับรองสารที่มีสรรพคุณทดแทน 3 สารพิษที่ถูกแบนหรือไม่?
พฤติกรรมพันธุ์แบบนี้สุ่มเสี่ยงที่น่าจะเข้าข่ายกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
อาการเกียร์ว่างที่กระทรวงเกษตรฯในการบริหารจัดการ 3 สารพิษให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จู่ๆก็เปลี่ยนโหมดเป็นเกียร์เดินหน้า แถมกระทืบคันเร่งเต็มตีนก่อเกิดเป็นปรากฏการณ์พิลึกพิเรนทร์เป็นที่น่าสลดหดหู่ยิ่งนัก ในช่วงเวลา 5 วันก่อนหน้าการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ ตามกฏหมายวัตถุอันตรายฉบับใหม่….
ปลัดกระทรวงเกษตรฯจัดประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ในช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 22 พ.ย.แล้วเป็นตุเป็นตะเป็นเงินงบประมาณที่จะต้องเตรียมจ่ายชดเชยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกใช้ 3 สารพิษสูงปรี๊ดถึง 3.2 หมื่นล้านบาท….มาจากไหน…คิดได้ไง(วะ)
ในเวทีเดียวกันนี้กรมวิชาการเกษตร อ้างข้อมูลการทำประชาพิจารณ์สอบถามความเห็นกลุ่มตัวอย่างกว่า 4.8 หมื่นคน ซึ่งมีบทสรุปว่าส่วนใหญ่ 75% ไม่เห็นด้วยกับการแบน 3 สารพิษ ขณะที่มีเพียง 25 % ที่สนับสนุนการแบน 3 สารพิษ แต่กรมวิชาการเกษตร กลับสงวนสิทธิ์ที่จะไม่อธิบายรายละเอียดใดๆเกี่ยวกับการทำประชาพิจารณ์
ใครเป็นใครในกว่า 4.8 หมื่นคนที่อ้างเป็นกลุ่มตัวอย่าง….เป็นปริศนา!
ประชาพิจารณ์ทำกันเมื่อไหร่-ที่ไหน-อย่างไร….เป็นปริศนา!
กรมวิชาการเกษตร ยังเสนอที่ประชุมด้วยว่าน่าจะพิจารณาเลื่อนเวลาการแบน 3 สารพิษจากที่ปักหมุดไว้วันที่ 1 ธ.ค.ออกไปอีก 6 เดือน ด้วยข้ออ้างต้องการเวลาในการบริหารจัดการ 3 สารพิษที่ถูกสั่งแบนให้หมดสิ้น โดยไม่มีหลักประกันใดๆว่าจะไม่มีการเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำอีก!
จังหวะเวลาไล่เลี่ยกับอาการคึกคะนองของกระทรวงเกษตรฯ บรรดากลุ่มผลประโยชน์ 5 สมาคม ก็ออกโรงเชียร์ 3 สารพิษสุดฤทธิ์สุดเดช ราวกับเป็นสารอายุวัฒนะมงคล ที่ขาดแล้วจะมีแต่ความเป็นอัปมงคล….
สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สมาคมที่มีผลประโยชน์ยึดโยงอยู่กับ 3 สารพิษ ถึงขั้นคิดวิเคราะห์ผลกระทบจากการแบน 3 สารพิษเอาไว้สุดแสนจะสยดสยอง…จะสร้างความเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท…จะทำให้โรงงานอาหารสัตว์กว่า 780 แห่งต้องปิดกิจการ….จะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดกว่า 450,000 ครอบครัวหมดอาชีพ….จะทำให้คน 12 ล้านคนต้องตกงาน….
ภาพอันแสนอุจาดอัปลักษณ์จากการแบน 3 สารพิษ ที่ถูกอุปโลกน์ขึ้น รวมทั้งสารพัดข้ออ้างของข้าราชการประจำชั้นสูงในกระทรวงเกษตรฯอาจเป็นสิ่งที่ชวนคิด ชวนตระหนัก แต่สิ่งที่ข้าราชการประจำชั้นสูงในกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งออกมาแสดงปฏิกิริยาเอื้ออาทร 3 สารพิษอย่างออกนอกหน้าพึงต้องไตร่ตรองให้หนักคือท่านทั้งหลายกำลังทรยศในความเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว…กำลังทรยศตัวเอง…กำลังหักหลังประเทศชาติและประชาชนหรือไม่?
ปลัดกระทรวงเกษตรฯ-อธิบดีกรมวิชาการเกษตร-อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร-เลขาธฺการ มกอช. น่าจะตระหนักรู้ว่ากระทรวงเกษตรฯมีนโยบายหลักเป็นสัญญาประชาคมในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เพื่อทำประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าและบริการด้านเกษตรอินทรีย์ระดับสากล ซึ่งใช้งบประมาณจากภาษีชาวบ้านไปแล้วนับพันล้านบาท….
กระทรวงเกษตรฯ มีโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศกพ.)ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ และมีพันธกิจในการผลิตชีวภัณฑ์ สำหรับเป็นรากฐานการพัฒนายกระดับการเกษตรจากเกษตรเคมี สู่เกษตรอินทรีย์ เพื่อความยั่งยืน
กระทรวงเกษตรฯยังมีสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร แถมด้วยงบประมาณอุดหนุนนับพันล้านบาทในแต่ละปี ซึ่งควรต้องทำหน้าที่ค้นคว้า-วิจัย-พัฒนา เพื่อทำให้เกษตรกรรมไทยยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงบนลำแข้งตัวเอง
ปลดแอกจากผลประโยชน์ แล้วมุ่งมั่นทำหน้าที่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ด้วยความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง…เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องเกษตรกร และคนไทยทั้งแผ่นดิน ไม่ดีกว่าหรือ….ท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ…ท่านอธิบดีกรมวิชาการเกษตร !