โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

5 เทคนิคจับโกหกง่าย ๆ เพราะ FBI บอกว่าการอ่านภาษากายนั้น ‘ไร้สาระ’

BT Beartai

อัพเดต 14 ธ.ค. 2564 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 10.32 น.
5 เทคนิคจับโกหกง่าย ๆ เพราะ FBI บอกว่าการอ่านภาษากายนั้น ‘ไร้สาระ’

ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเราได้ยินมาโดยตลอดคือถ้าอยากจับผิดโกหกใคร ก็ให้สังเกตอาการปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้าม แต่นักจิตวิทยาสมัยใหม่ก็ออกมาโต้แย้งว่าวิธีนี้ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่เพราะทุกคนมีภาษากายที่แตกต่างกัน ทำให้การสังเกตภาษากายนั้นวัดไม่ได้ว่าคนนั้นพูดจริงหรือโกหกกันแน่

โทมัส ออร์เมอรอด (Thomas Ormerod) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัย University of Sussex เขียนในการสัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า “ไม่มีสัญญาณที่สม่ำเสมอที่เกิดขึ้นพร้อมกับการหลอกลวง ผมหัวเราะคิกคัก หลายคนอาจจะดูจริงจังมากขึ้น บางคนสบตาตรง ๆ บางคนกลับหลบตา”

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ‘ความประหม่า’ ที่เป็นเหมือนสัญญาณของความไม่ซื่อตรงนั้นไม่ใช่ตัวบ่งบอกที่ดีเท่าไหร่นัก โจ นาวาโร (Joe Navarro) อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ (FBI) บอกว่าการกอดอก มองไปทางอื่น เอามือจับปาก หรือสัญญาณทางร่างกายหลาย ๆ อย่างนั้นเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระ” ทั้งสิ้น

ย้อนแย้งกับความเชื่อโดยทั่วไป สิ่งที่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนและใช้ได้ดีกว่าในการจับโกหกคนอื่นคือสิ่งที่พวกเขาพูดออกมา มากกว่าที่จะไปจ้องจับผิดภาษากายของพวกเขา ที่จริงมันมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างเจาะลึก แต่ในบทความนี้เราจะมาเกริ่นเป็นเวอร์ชันสั้น ๆ เผื่อว่าจะได้เอาเทคนิคนี้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ลองสังเกตห้าสัญญาณนี้ถ้าอยากรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังโกหกอยู่รึเปล่า

ก่อนที่จะจับคนโกหกได้ สิ่งที่เราต้องเข้าใจก่อนว่าการโกหกเกิดจากอะไร ในหลาย ๆ งานวิจัยบอกว่าคนที่กำลังโกหกเรื่องที่สำคัญอยู่นั้นส่วนใหญ่จะคิดมาแล้วค่อนข้างเยอะ คนที่โกหกบ่อยครั้งที่จะเริ่มโกหกโดยการปูพื้นหลังของเรื่องก่อน ซึ่งเป็นประเด็นที่พวกเขาอยากจะสื่อออกมา รู้ว่ากำลังจะโกหกเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นจะสร้างเรื่องราวรอบ ๆ เรื่องโกหกนั้นและรายละเอียดอะไรบ้างที่จะบอก (หรือไม่บอก) พูดง่าย ๆ ก็คือว่าคนที่โกหกมักจะสร้างโครงสร้างของเนื้อเรื่องที่ชัดเจน และที่สำคัญมันใช้พลังงานสมองเยอะมาก ๆ ในการโกหกมากกว่าการบอกความจริง

ในบันทึกของระบบคุมประพฤติสําหรับรัฐบาลกลางสหรัฐ (Federal Probation) กล่าวเอาไว้ว่า “คนโกหกที่ฝึกฝนและเตรียมพร้อมมาอย่างดีนั้นยากที่จะจับได้มากกว่าคนโกหกที่ไร้เดียงสาหรือไม่ได้เตรียมตัวไว้ ตัวชี้นำหลักสองประการที่นำไปความจริงได้แก่ การปลดปล่อยอารมณ์และข้อผิดพลาดในการคิด”

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำเพื่อจะจับคนโกหกก็คือมองหาการปลดปล่อยอารมณ์และข้อผิดพลาดในการคิดนั่นเอง

1. บอกให้เล่าเรื่องย้อนหลัง

เทคนิคแรกเป็นการสร้างสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดให้กับคนที่กำลังจะโกหกคุณ เพราะพวกเขาเตรียมเนื้อเรื่องมาอย่างดีแล้วตั้งแต่จุด A ไป B ไป C เพราะฉะนั้นถ้าอยากรู้ว่าอีกฝั่งโกหกรึเปล่า ลองให้เล่าเรื่องเดียวกันแต่กลับกันจาก C ก่อนแล้วค่อยย้อนไป B แล้วค่อย A เพราะฉะนั้นเรามักเห็นในซีรีส์สืบสวนสอบสวนเวลาตำรวจมักจะถามประมาณว่า “คุณบอกว่าไปกินพิซซ่าตอนสามทุ่ม แล้วก่อนหน้านั้นทำอะไร?” ก็เป็นการใช้เทคนิคนี้เหมือนกัน

สมาคมจิตวิทยาของอเมริกา (American Psychological Association) ชี้ถึงประเด็นนี้เช่นเดียวกันว่า “คนที่พูดความจริงสามารถใช้ความทรงจำของพวกเขาในการเล่าเรื่องราวย้อนหลังได้ โดยมักจะเพิ่มรายละเอียดมากขึ้นไปอีก แต่คนโกหกมักจะเจอปัญหาเพราะพวกเขาต้องคิดรายละเอียดเพิ่ม ณ ตรงจุดนั้นเลย”

2. ถามคำถามแบบมั่ว ๆ

แนวคิดเดียวกันจากข้อแรก คนโกหกมักจะเตรียมเรื่องมาเป๊ะ ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าอยากรู้ว่าโกหกอยู่รึเปล่าลองถามคำถามที่อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องเลยก็ได้ เพราะพวกเขาฝึกคำตอบหลาย ๆ อย่างมาก่อนแล้ว แต่พอเจอคำถามที่ไม่ได้เตรียมมาปุ๊บจะเป๋ทันที อย่างเช่น “คุณบอกว่ากินพิซซ่าเมื่อคืน ร้านไหนนะ แถวนั้นมีร้านสตาร์บัคส์ใกล้ ๆ รึเปล่า คุณกินไปกี่ชิ้น ได้กินไก่ทอดร้านนั้นไหม อร่อยมากเลยนะ” สิ่งเหล่านี้จะทำให้คำตอบที่พวกเขาเตรียมมาเริ่มปนกันไปหมดแล้วความจริงจะเริ่มเปิดเผยออกมาทีละนิดจากรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้

3. สังเกตการจังหวะการตอบ

เมื่อถามคำถาม ลองสังเกตว่าอีกฝั่งได้ หยุด…แล้วค่อยตอบ หรือว่ารีบตอบเลยทันที ถ้าหยุดก่อนจะตอบก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี มันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าอีกฝั่งก็พูดตามจังหวะปกติ แต่ถ้าอีกฝั่งรีบตอบเลยทันที มันเป็นสัญญาณเหมือนกับว่าพวกเขากำลังรีบท่องบทที่เตรียมมานั่นเอง

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยชิคาโกได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องจังหวะการหยุดพูดเมื่อคนโกหกเอาไว้ว่า “จากข้อมูลของเราบ่งบอกว่าการใช้จังหวะหยุดนั้น บ่งบอกถึงคนที่พูดความจริงมากกว่าคนโกหก”

4. รูปแบบการพูดที่เปลี่ยนไป

ทริคนี้เหมาะมากสำหรับการฟังคนที่คุณคุ้นเคยเป็นอย่างดี เราฟังออกทันทีถ้ารูปแบบการพูดของอีกฝั่งหนึ่งเปลี่ยนไป งานวิจัยบ่งบอกว่าคนที่กำลังโกหกมักจะเปลี่ยนรูปแบบการพูดของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่เรามักเห็นในภาพยนตร์เวลาตำรวจเริ่มสืบสวนจะถามชื่อและที่อยู่ก่อน เพื่อให้เห็นว่ารูปแบบการพูดแบบปกติของพวกเขาเป็นยังไง ต่อจากนั้นจึงเริ่มสอบสวน

คนที่บอกความจริงมักจะพูดเร็วกว่าเพราะไม่ต้องใช้ความพยายามอะไร นอกจากนี้ คนโกหกมักจะใช้คำย่อน้อยลงเมื่อพวกเขาพูดและหลีกเลี่ยงการอ้างถึงตัวเอง (เช่น ไม่ใช้คำว่า “ฉัน” หรือ “เรา”) เพื่อทำตัวเองห่างไกลจากการโกหก

เว็บไซต์ PsychCentral รายงานว่า “คนที่โกหกมักจะหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ฉัน” ระหว่างการพูดโกหก บางครั้งพวกเขาจะพูดถึงตัวเองในรูปของบุคคลที่สามโดยพูดว่า “ผู้หญิงคนนี้” นี่คือวิธีพยายามทำให้จิตใต้สำนึกของพวกเขาห่างเหินจากการโกหก”

5. ย้ำคำถามอีกครั้งก่อนที่จะตอบ

ถ้าอีกฝั่งย้ำคำถามที่คุณถามทั้งหมดแล้วค่อยตอบ อันนี้เป็นสัญญาณที่พอจะบอกได้เลยว่ากำลังโกหกอยู่ บางทีเราเห็นการย้ำบางส่วนของคำถามอันนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าย้ำทั้งประโยค ตลอดเวลาถือว่าเริ่มผิดปกติแล้ว คนที่โกหกมักจะย้ำคำถามทั้งหมดเพื่อจะยื้อเวลาให้ตัวเองสามารถหาคำตอบที่ดีมาตอบได้นั่นเอง

ความเชื่อที่ว่าภาษาร่างกายสามารถบอกได้ว่าใครบางคนกำลังโกหกคุณอยู่อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทุกคนตอบสนองแตกต่างกัน มีภาษาร่างกายที่แตกต่างกันในบทสนทนา ถ้าเราไม่รู้จักอีกฝ่ายหนึ่งดีพออาจจะทำให้ตัดสินใจพลาดได้เพราะไม่รู้ว่าโดยปกติแล้วพวกเขาเป็นยังไง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีกว่าคือการฟังสิ่งที่พวกเขาพูดและพูดยังไง มองหาจุดที่ไม่ตรงกัน อะไรที่ดูแปลกเกินไป โดยไม่ต้องขัดจังหวะ เพียงแค่สังเกตถึงสิ่งผิดปกติ ค่อย ๆ ถาม ค่อย ๆ ตะล่อม ถ้าอีกฝั่งโกหก ลองให้พวกเขาเล่าและใช้เทคนิคทั้งห้าข้อด้านบนน่าจะพอช่วยทำให้ตัดสินได้ง่ายขึ้น

อ้างอิง 1 อ้างอิง 2 อ้างอิง 3
อ้างอิง 4 อ้างอิง 5 อ้างอิง 6

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...