‘ยิ่งลักษณ์’ สู้ต่อ! งัดหลักฐานใหม่ ขอรื้อคดีจำนำข้าว
ข่าวเวิร์คพอยท์ 23
อัพเดต 23 พ.ค. 2568 เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2568 เวลา 02.56 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์(23 พ.ค. 68) จากกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลปกครองสูงสุดสั่งจ่ายสินไหมทดแทน คดีจำนำข้าว สูงถึง 10,028 ล้านบาท ล่าสุดพรรคเพื่อไทยเผยแพร่ข้อความ ระบุว่า
““นายกฯ ปู” สู้ต่อ!
ทีมทนายอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ เตรียมยื่นหลักฐานใหม่ขอเปิดคดีจำนำข้าวอีกครั้ง หลังศาลปกครองสูงสุดสั่งชดใช้ค่าเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาทจากการระบายข้าวแบบ G2G โดยมีหลักฐานใหม่ คือการขายข้าว 18.9 ล้านตัน ได้เงินกว่า 140,000 ล้านบาท ซึ่งอาจหักลบกลบหนี้ทั้งหมด ทำให้อดีตนายกฯ อาจไม่ต้องชดใช้เงินเลย
.
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานศาลปกครอง นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้ได้รับมอบจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า
.
จากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เปรียบเทียบกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง สิ่งที่เหมือนกัน คือ
.
“ตามคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่มีคำสั่งให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ รับผิดในอัตราร้อยละ 20 ของเงินจำนวน 178,586,365,140 คิดเป็นเงินจำนวน 35,717,273.715.23 บาท อ้างว่า เป็นความเสียหาย จากผลการขาดทุนในการดำเนินการ โครงการรับจำนำข้าว ปีการผลิต 2555/56 และ 2556/57 บาท นั้น ในส่วนนี้ทั้งสองศาลเห็นตรงกันว่า “ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธาน กขช. ยังไม่ถึงขนาดที่จะเป็นการจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงไม่ต้องรับผิด ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด พ.ศ. 2539 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 ”
.
ในส่วนที่แตกต่าง และเพิ่มเข้ามา คือในส่วนของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 10,000 กว่าล้านบาท ซึ่งระบุว่า เป็นความเสียหายที่เกิดจาก การทุจริตในขั้นตอน “ของการระบายข้าวแบบ รัฐต่อรัฐ (G TO G )
.
1. ในขั้นตอนการระบายข้าว นั้น จะเห็นได้ว่า อยู่ในส่วนขั้นตอนของฝ่ายปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในความดูแลและรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในขณะนั้น เป็นประธานอนุกรรมการฯ
.
2.ในคดีอาญาเกี่ยวกับคดีทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าว แบบรัฐต่อรัฐ( G TO G ) ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง นั้น จะเห็นได้ว่า ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ถูกฟ้องให้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย
.
3. ส่วนตามคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โครงการรับจำนำ ปีการผลิต 2555/56 และ 2556/57 ในอัตราร้อยละ 20 ของ จำนวน 178,586,365,140 บาท นั้น ไม่ได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวด้วยวิธีขายแบบรัฐต่อรัฐ (หรือG to G) มาเป็นฐานในการออกคำสั่ง ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
.
ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในฐานะทนายความ จึงมีข้อสังเกตว่า คำพิพากษาในส่วนนี้ ที่พิพากษาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,000 กว่าล้านบาทนั้น เป็นการพิพากษาที่เกินคำขอหรือไม่
.
ที่ว่า “เกินคำขอหรือไม่” นั้น ด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวด้วยวิธีขายแบบรัฐต่อรัฐ (หรือG to G) นั้น มิได้ปรากฏเป็นฐานในการออกคำสั่ง ของกระทรวงการคลัง ตามคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ รับผิด แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังที่มีการออกคำสั่งของกระทรวงการคลังแล้ว
.
อย่างไรก็ดี แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษา ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน จำนวน หมื่นกว่าล้านบาท ก็ตาม
.
แต่หากพิจารณาตามคำสั่งที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้ระบุไว้ว่า “ หากทางราชการมีการระบายข้าวได้ ในราคาที่สูงกว่าราคาที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีในโครงการรับจำนำข้าว นำมาคำนวณเป็นมูลค่าคงเหลือ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ให้นำมาหักคืนให้แก่ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ได้
.
เป็นที่ทราบกันดี ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นวันที่มีการรัฐประหาร มีข้าวคงเหลือในคลังหรือโกดัง ประมาณ 18.9 ล้านตัน หากขายข้าวในราคาตลาดตามปกติ จะได้ราคา ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัม 25 บาท
.
ฉะนั้น ข้าว 18.9 ล้านตัน หากขายได้ในราคา กิโลกรัมละ 25 บาท จะเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านบาท ซึ่งหากนำมาหักทอน กับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,000กว่าล้านบาท ตามคำพิพากษา ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ฯ ไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้
.
แต่น่าเสียดายในรัฐบาลยุคก่อน ในช่วงปี 2558 -2562 ได้นำข้าวดีไปจัดเกรดเป็น A, B ,C ขายข้าวดี เป็นข้าวเน่า ขายกิโลกรัมละ 3 บาท 5 บาทเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากเมื่อไม่นานมานี้ ท่านภูมิธรรมฯ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ได้ขายข้าวที่เก็บไว้ในโกดัง ที่จังหวัด สุรินทร์ แม้จะเป็นข้าวที่เก็บมาเป็นเวลา 10 ปี แล้วก็ตาม แต่ก็ยังสามารถ ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท
.
ปัจจุบัน ทราบว่า ข้าว 18.9 ล้านตันนั้น ได้มีการขายข้าว เสร็จสิ้นแล้ว ได้เงินประมาณ 140,000 กว่าล้านบาท ทีมทนายพยายามที่จะนำข้อเท็จจริงนี้เข้าสู่สำนวนในคดีนี้ แต่ไม่สามารถนำเข้าได้ เนื่องจาก ศาลปกครองสูงสุดได้กำหนดวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจึงไม่มีข้อเท็จจริงในส่วนนี้
.
การขายข้าว 18.9 ล้านตันนั้น เป็นหลักฐานใหม่ ที่จะนำไปสู่การขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดี หรือมีคำสั่งชี้ขาดใหม่ได้ ภายใน 90 วัน ตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
.
พยานหลักฐานใหม่นี้ ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาพิพากษาในคดีนี้ เนื่องจากเป็นพยานหลักฐานที่เกิดหรือมีขึ้นภายหลังการสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลแล้ว เชื่อว่าพยานหลักฐานใหม่นี้ หากได้นำไปประกอบการพิจารณาคดีใหม่ หรือนำเงินที่ขายได้ไปหักทอนกับเงินจำนวน 10,000 กว่าล้านบาท ตามคำพิพากษาแล้ว จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญอย่างแน่นอน
.
ในส่วนนี้ ทีมทนายจะได้ดำเนินการยื่นต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองใหม่ ภายใน 90 วัน ตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งนี้ เพื่อให้ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ได้รับความเป็นธรรม ทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ตามกระบวนการทางกฎหมายจนกว่าจะสิ้นกระแสความ
.
สุดท้ายนี้ ผมขอเรียกร้องไปยังทุกฝ่ายให้ยุติการใส่ร้าย หรือนำเรื่องนี้มาโจมตีกัน และขอได้โปรดเห็นใจ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ซึ่งในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น จะเห็นได้ว่า ท่านก็ได้อุทิศตน ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหา มหาอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ หรือดำเนินโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน จึงขอความเป็นธรรมให้กับท่านนายกยิ่งลักษณ์ด้วย”