ข้าเป็นเพียงสตรีธรรมดาผู้หนึ่ง
ข้อมูลเบื้องต้น
สวัสดีค่ะนักอ่านที่รักทุกท่าน วันนี้หยวนเยว่ขอเปิดเรื่องใหม่ แนวจีนแฟนตาซี เป็นการจับมือระหว่างสองนักเขียนคือ คุณหลินหลินสาวน้อยนักผจญภัยกับหยวนเยว่นะคะ ชื่อเรื่อง ข้าเป็นเพียงสตรีธรรมดาผู้หนึ่ง
สถานที่ ชื่อ ตัวละคร ค่าเงิน ตำแหน่ง เรียกได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากจินตนาการของไรท์ไม่อ้างอิงนะคะ อย่างเช่นตัวละคร ครอบครัวเดียวกันก็จะใช้แซ่เดียวกันแม้จะเป็นสะใภ้นะคร้า
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนวสบายๆ ไม่ดราม่าปัญหาแค่ฝุ่นผงเข้าตา5555+ จำนวน 48+2ตอน 99,000คำ สถานะ : แต่งจบแล้วไม่มีเท
นิยายเรื่องนี้มีฉากบรรยายกิจกรรมทางเพศ NC18+ ใครไม่ชอบ ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้เลยนะคร้า
ภาพปกคมช. นักวาด Lunelapine
นิยายเรื่องนี้มีอีบุ๊คที่จัดโปรโมรชั่น
หยวนเยว่ขอฝากนิยายเรื่องนี้กับทุกท่านด้วยนะคะ
ตอนที่1
กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ของประเทศจีน
ฤดูใบไม้ผลิกำลังผลิบาน สายลมเย็นแผ่วพัดไล้แก้ม บนถนนมีดอกซากุระหล่นปลิวตามแรงลม ทว่าภายใต้บรรยากาศสวยงามนั้น ร้อยโทหญิง รฐา แห่งหน่วยรบพิเศษของประเทศไทย กลับยืนกอดอกมองไกด์หนุ่มชาวจีนที่กำลังพยายามออกเสียงชื่อของเธอด้วยความตั้งใจสุดชีวิต
"คุณเรียกฉันว่า ซินซิน ก็ได้"
หญิงสาวเอ่ยยิ้ม ๆ พร้อมกับผงกศีรษะให้กำลังใจ
"ดี! ดีครับ…ซินซิน!"
ไกด์หนุ่มยิ้มแฉ่งอย่างภาคภูมิใจราวกับเพิ่งทำภารกิจลับสำเร็จ
นอกจากเธอแล้ว ยังมีทีมอีก 4 คนเดินทางมาด้วยกันในฐานะตัวแทนของประเทศไทย งานนี้ไม่มีภารกิจเสี่ยงตาย ไม่ต้องแบกปืน ไม่ต้องซุ่มยิง มีแค่ยิ้มให้กล้อง ยืนถ่ายรูป และ…เที่ยวชมบ้านเมืองตามกำหนดการ
"คุณกำลังพาพวกเราไปไหน?"
รฐาเอ่ยถามอย่างสุภาพ
"ไปวัดครับ!"
ไกด์หนุ่มหันมายิ้มตอบตาเป็นประกาย
"คนไทยชอบไปวัดใช่ไหม? วัดนี้ศักดิ์สิทธิ์มากนะครับ ผมจะพาคุณไปขอพร!"
รฐาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันหน้าไปพูดคุยกับลูกทีมที่เหลือ
“หัวหน้า ทำเรื่องขอวันหยุดยาวหรือยังครับ”
“ทำแล้ว”
“หัวหน้าจะไปไหนครับ ผมจะได้ตามไปก่อกวนถูก”
“ฉันจะไปที่ชอบ ๆ ไปไหม ๆ “
เสียงหัวเราะระเบิดออกมาพร้อมกัน รฐาอมยิ้ม เธอรู้ดีว่าสิ่งที่พูดไปนั้นเป็นเพียงครึ่งเดียวของความ เพราะเธอไม่ได้ยื่นใบลาพักผ่อนอย่างที่บอก หากแต่คือ ใบลาออก ที่เธอวางอยู่ในแฟ้มหนาในลิ้นชักโต๊ะทำงาน
หัวใจของนาง…เหนื่อยแล้ว
เหนื่อยกับภารกิจที่ไม่มีวันจบสิ้น เหนื่อยกับความรับผิดชอบที่ถาโถมราวพายุ
เธอเพียงอยากหายตัวไปจากโลกวุ่นวายนี้ หอบความฝันเล็ก ๆ ไปใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในเมืองชนบท ปลูกผัก เลี้ยงหมา อ่านหนังสือใต้ต้นไม้ใหญ่ ฟังเสียงแม่น้ำไหลผ่านหินริมฝั่ง แต่เมื่อใบลาออกไปถึงมือผู้บังคับบัญชา…
มันก็ถูกตีตราปฏิเสธกลับมาในเวลาไม่ถึงครึ่งวันกับข้อความที่ว่า …..
คุณจะออกได้ต่อเมื่อผมไม่ได้ดำรงตำแหน่งนี้แล้ว
รฐาสูดลมหายใจเข้าลึก ยิ้มบางให้กับเสียงหัวเราะ แม้ใจลึก ๆ จะบอบช้ำ เธอก็ยังเลือกจะยิ้มให้ทีมของตน เหมือนที่เคยทำมาตลอดหลายปี
รถตู้แล่นมาจอดหน้าทางเข้าวัด เสียงประตูเลื่อนเปิดพร้อมกับกลิ่นธูปลอยอ่อน ๆ มาแตะจมูก
ในวัดเงียบสงบ มีหลวงจีนหลายรูปกำลังกวาดใบไม้ในลานหิน รัฐาก้าวเดินตามขบวนอย่างเป็นระเบียบ ไกด์พาทุกคนสักการะองค์พระแม่กวนอิม ก่อนจะหยิบเซียมซีมายื่นให้
"ลองเสี่ยงดูไหมครับ?"
รฐารับไม้เซียมซีด้วยรอยยิ้มครึ่งปาก ส่ายเล็กน้อยแต่ก็เขย่ากระบอกเบา ๆ เสียงไม้กระทบกันกรุ๊งกริ๊ง ก่อนไม้หมายเลข 13 จะร่วงลงมา
"หัวหน้า เซียมซีว่าไงครับ? จะเจอเนื้อคู่หรือยัง?"
เสียงแซวจากหนึ่งในลูกทีมดังขึ้นทันที
รฐากรอกตามองบน
"กลับไปฉันจะหาผู้ชายหล่อ ๆ แต่งงานให้ดู"
เธอพูดเบา ๆ ก่อนจะหยิบกระดาษคำทำนายขึ้นมาอ่านช้า ๆ
‘ท่านจะมีโชคถึงสองชั้น ได้ในสิ่งที่ปรารถนา และได้เดินทางไกล สูญเสียทุกสิ่ง และได้ทุกสิ่งในเวลาเดียวกัน’
"สรุปมันดีหรือมันไม่ดี?"
เธอพึมพำกับตัวเองก่อนจะเก็บใบเซียมซีใส่กระเป๋าอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วเอ่ยเสียงเบา
"ขอรับแต่สิ่งดี ๆ แล้วกันนะเจ้าคะ…สาธุ"
หลังจากนั้น ไกด์พาทุกคนไปยังจุดชมวิวบนยอดเขา
ท้องฟ้าเปิดโล่ง แสงแดดอ่อนอาบไล้ทิวเขาสีเขียว รฐาสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
แต่แล้ว…ทุกอย่างก็เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที เสียงร้องของเด็กชายตัวน้อยที่วิ่งชนรั้วเหล็ก ก่อนร่างเล็กจะเซไปทางหน้าผา!
"มีเด็กร่วง!"
เสียงร้องของไกด์หนุ่มดังก้องท่ามกลางเสียงลม
รฐาไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ร่างของเธอพุ่งออกไปในจังหวะที่คนอื่นยังไม่ทันตั้งตัว แขนทั้งสองรวบเด็กชายตัวน้อยเข้ามากอดแน่น ก่อนมืออีกข้างจะคว้าเข้ากับราวเหล็กที่ตั้งเป็นแนวกั้นขอบผา
เป๊าะ!
เสียงราวเหล็กหักดังสะเทือน ร่างของทั้งสองพุ่งดิ่งสู่เบื้องล่าง!
โชคดีในความโชคร้าย กิ่งไม้ใหญ่ยื่นออกมารับไว้ทัน รฐารีบใช้แขนที่ว่างคว้ากิ่งไม้สุดแรง เด็กน้อยตัวสั่นระริกอยู่ในอ้อมแขนของเธอ ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยน้ำตา
"หัวหน้า!!"
เสียงร้องของลูกทีมดังก้อง ทุกคนรีบกรูกันไปที่ขอบหน้าผา
"กิ่งไม้รับน้ำหนักไม่ไหวแน่"
รฐากัดฟัน พูดเสียงต่ำแน่น
"ที นายต้องรีบช่วยเด็ก ฉันจะปล่อยมือ"
"ไม่ครับหัวหน้า! อย่าทำแบบนั้น! รออีกนิดเดียว!"
เธอแหงนหน้าขึ้น ลมแรงพัดกรรโชกเข้าใส่หน้า ผิวหนาวชา มือที่เกาะอยู่เริ่มเจ็บจนชา ร่างเธอไกวอยู่เหนือเหวลึกที่เบื้องล่างเต็มไปด้วยต้นไม้แหลมคมราวกับหลาวแห่งโชคชะตา
"เราจะต่อตัวลงไปช่วยดึงคุณขึ้นมา!"
เสียงลูกทีมตะโกน
"ไม่…ระยะมันไกลไป!"
รฐาแย้งทันที เธอประเมินด้วยสายตาแล้วไม่ทันแน่
เสียงเด็กน้อยเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น ดวงตาหวาดกลัว มือน้อย ๆ กอดเธอแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
ด้านบน หนึ่งในทีมคว้าเชือกที่ได้จากเจ้าหน้าที่รีบผูกกับต้นไม้ใหญ่ มัดจนแน่นสนิท ก่อนวิ่งไปยังขอบผา แล้วพบว่า…
"เชือกไม่พอ!"
เขาจึงรีบแกะเชือกมาผูกรั้งกับเอวตัวเอง
"พวกเราจะต่อตัวลงไปดึงหัวหน้าขึ้นมา!"
ทีเปล่งเสียงออกมาดังชัด
"หนึ่งคนคุมด้านบน ที่เหลือลงไป!"
"เค! เราฝากชีวิตไว้ที่นายแล้ว!"
ที เปลี่ยนมาใช้รหัสเรียกขานกับสมาชิกในทีมทันที
ร่างของสามหนุ่มต่อกันเป็นทอด ๆ คล้ายห่วงโซ่มนุษย์ คนบนสุดรั้งตัวไว้แน่นด้วยเชือก คนที่สองจับข้อเท้า คนที่สามห้อยตัว คนสุดท้ายคือ
ที ยื่นตัวลงไปสุดแขน กล้ามเนื้อแขนแน่นตึงกับแรงโน้มถ่วง และความกลัวว่าหัวหน้าจะไม่รอด
"อย่าขยับมาก!"
เสียงเตือนดังขึ้นจากคนบนสุด
"พื้นที่ตรงนี้ไม่มีอะไรยึดแน่น ถ้าร่วงกันหมดจะยิ่งแย่!"
ทีพยายามยื่นมือออกไป แต่ระยะระหว่างปลายนิ้วเขา กับรฐายังห่างอีกเกือบสองเมตร!
"ระยะไม่ถึง!"
ทีเงยหน้าตะโกน น้ำเสียงเต็มไปด้วยแรงกดดัน
“ฉันจะขยับ เสียงเคที่รั้งน้ำหนักไว้ข้างบนตะโกนตอบ”
“ที นายรู้ว่าไม่ควรให้เค ขยับ เขาจะรับน้ำหนักพวกนายไม่ไหว”
รฐาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา น้ำหนักทั้งร่างยังอยู่บนกิ่งไม้ที่เริ่มมีรอยปริ เสียง "เป๊าะ" เบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง
เธอยิ้มบาง ๆ ในหัวคำนวณไว้หมดแล้ว หากเธอยังรั้งอยู่ตรงนี้ อีกไม่ถึงสิบวินาที ทุกคนที่ต่อกันอยู่ อาจร่วงตามลงมาด้วย
แต่ถ้าเธอปล่อย…ทุกคนจะรอด
"ที…"
เสียงของเธอนิ่ง…มั่นคง…เด็ดเดี่ยว
"ฟังคำสั่งสุดท้ายของฉัน"
"อย่า! หัวหน้า อย่าแม้แต่จะคิดนะ!"
"เรามีเวลาไม่พอ นายต้องฟัง"
เสียงเธอเริ่มสั่นน้อย ๆ แต่ดวงตาแน่วแน่
"ฉันจะโยนเด็กขึ้นไป…รับไว้ให้ได้!"
เธอกระซิบบอกเด็กน้อย
"เชื่อใจฉัน เธอจะไม่เป็นไร…หลับตานะ"
เด็กน้อยสะอื้นก่อนหลับตาตามคำสั่ง รฐาค่อย ๆ แกะมือเล็ก ๆ ที่กอดเธอแน่นออก เธอเหลือบมองกิ่งไม้ร้าวอย่างชั่งใจหนึ่งครั้ง
"หนึ่ง…"
"สอง…"
"สาม!"
เธอรวบแรงทั้งหมด โยนร่างเล็กของเด็กน้อยขึ้นไปสุดแรง เด็กน้อยตกใจ ร้องเสียงหลง ดิ้นกลางอากาศ แต่แล้ว…ฟึ่บ!
"รับได้แล้ว!"
ทีคว้าแขนเล็ก ๆ ไว้ทัน! หนึ่งในลูกทีมรีบโอบประคองอีกที พาเด็กขึ้นด้านบนได้อย่างปลอดภัย
แป๊ะ!เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นในวินาทีนั้น
หนึ่งคนรอด…
หนึ่งคนหล่น…
"เป็นเกียรติอย่างยิ่ง…ที่ได้ร่วมงานกับพวกนาย ทหาร…"
เสียงสุดท้ายของรฐาดังลอดสายลม ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกลืนหายไปกับเงาร่างที่ร่วงหล่นลงไปในเหวเบื้องล่าง
"ไม่!!! หัวหน้าาาาาา!!!"
รฐาสะดุ้งสุดตัว เบิกตากว้าง ราวกับเพิ่งผุดขึ้นจากฝันร้าย ร่างทั้งร่างกระตุกถี่ ดวงตากวาดมองไปรอบตัวด้วยความตกใจ
…บ้านดิน?เพดานเหนือศีรษะทำจากไม้เก่า ๆ โครงคานบางจุดผุพังจนเห็นเศษดินหล่นลงมา กลิ่นอับชื้นลอยแตะจมูก หน้าต่างไม้มีเพียงบานเก่า ๆ ที่ปิดไม่สนิท แสงแดดอ่อนลอดเข้ามาผ่านช่องเล็ก ๆ ทำให้มองเห็นฝุ่นที่ลอยในอากาศ
เธอกระพริบตาถี่ ๆ พยายามเรียกสติกลับมา
‘…ไม่ตายเหรอ?’
เธอจำได้ชัด ร่างของเธอหล่นจากหน้าผา
เธอจำได้ถึงเสียงกิ่งไม้หัก แรงกระแทก…ความเจ็บปวดจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงสุดท้าย
“ไม่น่าเชื่อเลย…ว่ารอดมาได้”
เธอพึมพำเสียงแหบพร่า
รฐานอนนิ่ง ปล่อยให้ร่างกายที่อ่อนแรงปรับสภาพ เธอขยับไม่ได้เลยแม้แต่นิ้วเดียว ทุกจุดในร่างเต็มไปด้วยความปวดร้าวเหมือนถูกทับซ้ำด้วยหินก้อนใหญ่
เธอมองเพดานอย่างเลื่อนลอย พยายามหาคำตอบ ที่นี่คือที่ไหน? ใครช่วยเธอไว้?
เมื่อเวลาผ่านไปหลายนาที กล้ามเนื้อบางส่วนเริ่มตอบสนอง
รฐาค่อย ๆ พยุงตัวเองขึ้นนั่งช้า ๆ มือที่ยกขึ้นมากลับต้องหยุดค้างกลางอากาศ
"เดี๋ยวนะ…"
ดวงตาเบิกกว้างทันทีที่มองเห็นมือของตนเองมันเล็ก…บอบบาง…นิ้วยาวเรียวขาวซีด รอยแผลเป็นเดิมที่มือเธอมันหายไป…แต่กลับมีรอยถลอกจาง ๆ กับคราบดิน
"นี่ไม่ใช่มือของเรา…?"
หัวใจเธอกระหน่ำเต้นแรงทันที สมองเต็มไปด้วยคำถามแต่แล้วจู่ ๆ ก็ ปึก!
ราวกับมีอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากลางกะโหลก ความเจ็บปวดแล่นพุ่งขึ้นมาจากขมับจนเธอต้องกุมหัวแน่น
“อ๊าาาาาา!!”
เสียงร้องหลุดจากปากอย่างไม่อาจหักห้าม
…ภาพในหัวพลันพรั่งพรูราวทลายเขื่อนที่กักอารมณ์ไว้ทั้งหมด
เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยดังสะท้อนก้องในโสตประสาท เสียงกรีดร้องของความหวาดกลัว และเสียงตะโกนเรียกชื่อใครบางคนด้วยความสิ้นหวัง
จากนั้น…ภาพต่อมาก็ชัดเจนขึ้นราวกับเธอเป็นคนลงมือเอง
ร่างนี้มีชื่อว่า หวังเหมยอิง อายุ22 เธอตะโกนด่าทอเด็กน้อย อายุ4หนาวและ3หนาวทั้งสองคนด้วยใบหน้าเกรี้ยวกราด มือยกขึ้นฟาดลงกับร่างเล็ก ๆ ไม่ยั้ง เสียงฝ่ามือกระแทกเนื้อตัว เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
เธอทุบตีพวกเขา! ปล่อยให้อดข้าวอดน้ำอยู่หลายวัน แม้กระทั่งจับหัวเด็กกดลงในตุ่มน้ำ!
เสียงดิ้นรน เสียงน้ำกระเพื่อม เสียงร้องขอชีวิต…ภาพเหล่านั้นเสียดแทงเข้าไปในหัวใจของรฐาอย่างไม่ปรานี!
เธอหายใจไม่ออก ร่างสั่นเทา กุมหัวแน่นอย่างสิ้นหวัง
“ไม่ใช่เรา…ไม่ใช่เรา…ฉันไม่มีวันทำแบบนั้น!”
ภาพสลับวูบไปมา ภาพของบ้านดินหลังเล็ก ๆ เสียงไออย่างทรมานของผู้เฒ่า เด็กสองคนที่ซุกตัวอยู่ในผ้าขาด ๆ
ภาพของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งร้องไห้ในความมืด
ความหิวโหยกัดกินร่าง ความหนาวเย็นชอนไชถึงกระดูก
ความรัก…ที่แปรเปลี่ยนเป็นแค้น
ความเสียใจ…ที่ลึกจนแทบกลืนชีวิต
ทุกอย่างพวยพุ่งเข้ามาในหัวอย่างไม่ปรานี รุนแรงเกินจิตจะต้านทาน
แต่ที่น่าหวาดหวั่นที่สุดคือ เธอไม่รู้จักพวกเขาเลยสักคนเดียว!
รฐากัดปากแน่น หัวใจเต้นรัว สมองปวดร้าวจนแทบระเบิด
น้ำตาเอ่อคลออย่างไม่รู้ตัว ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด สะเทือนขวัญ และสับสนสุดขีด
ประตูไม้ถูกเปิดออก สองเด็กน้อยวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ท่านแม่!”
เสียงเล็กแผ่วเบาเอ่ยขึ้น
รฐามองทั้งสองด้วยสายตาสั่นไหว มือยังกุมหัวอย่างเจ็บปวด เหงื่อผุดเต็มใบหน้า ลมหายใจหอบกระชั้น ร่างกายเหมือนไม่ใช่ของเธออีกต่อไป
เด็กน้อยทั้งสอง คนหนึ่งอายุราวเจ็ดปี อีกคนเพียงสี่ขวบ กอดกันแน่น สายตาเต็มไปด้วยความสับสนและหลาดกลัว
“ฉัน…”
เสียงเธอสั่นพร่า ก่อนที่เปลือกตาจะหนักอึ้ง สติเลือนหาย ลมหายใจขาดห้วง
ภาพสุดท้ายที่เธอเห็น…คือแววตาน้ำตาคลอของเด็กน้อยที่ยังเอ่ยเสียงเบาอีกครั้ง
“ท่านแม่…”
ตอนที่2
เสียงฝีเท้าหนักแน่นเดินวนไปมาภายในห้อง กลิ่นดินแห้ง ๆ ปะปนกับไอแดดอ่อนที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้
หวังเหมยอิง ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของนางรู้สึกเบาสบายจนน่าประหลาดราวกับไม่เคยตกหน้าผา ไม่เคยเจ็บปวด ไม่เคยปางตายมาก่อน…
ดวงตาคู่สวยกระพริบถี่ ก่อนจะสะดุดกับสายตาคมดุดันของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนจ้องนางเขม็ง
“ตื่นแล้วก็ลุกขึ้นมา”
น้ำเสียงแข็งกระด้าง เขาถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ
“ข้าจะหย่า ต่อให้เจ้าไม่ยอมโวยวายข้าก็จะหย่า ข้าไม่อาจทนอยู่กับสตรีเยี่ยงเจ้าได้อีกแล้ว เจ้าต้องการเท่าไร บอกข้ามาข้าจะรีบหาให้เจ้า แล้วจากไปเสีย ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้าจริง ๆ ”
รฐาในร่างของหวังเหมยอิงยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างสงบ
นาง…ตกอยู่ในร่างของสตรีผู้นี้ สตรีที่ชีวิตเต็มไปด้วยความรักอันขมขื่นและความพยายามอันเปล่าประโยชน์
หวังเหมยอิง หลงรักบุรุษผู้นั้นตั้งแต่แรกพบ ใจดวงน้อยของนางสั่นไหวตั้งแต่เห็นแววตาเย็นชาคู่นั้น ใบหน้าคมสันแสนหล่อเหลา ร่างสูงใหญ่แข็งแรงประหนึ่งภูเขา เอ่อ…หากจะเปรียบให้เห็นภาพ ก็คล้ายหมียักษ์กับกระต่ายน้อยช่างฝันตัวหนึ่งก็มิปาน
นางพยายามเอ่ยวาจาดี เข้าหาด้วยไมตรี…เขาก็เบือนหน้าหนี
นางพยายามเข้าหา…เขาก็ลุกเดินไปทางอื่น
สรุปแล้ว ไม่ว่านางจะพลิกแพลงวิธีใด บุรุษผู้นั้นก็มิวายหาทางหลบเลี่ยงได้เสมอ
ในที่สุด…ร่างนี้ก็ตัดสินใจลงมือ วางยาเขา
ใช่…แม้จะฟังดูไร้ยางอาย แต่นั่นคือสิ่งที่ร่างนี้ทำ แม้แต่รฐาเองก็ยังรับไม่ได้ และมันก็ได้ผลเกินคาด เพราะทันทีที่ตื่นขึ้น บุรุษผู้นั้นก็ต้องรับผิดชอบโดยการแต่งนางเข้าจวน
ใครจะคาดคิด…แค่ครั้งเดียวก็ตั้งครรภ์ทันที ราวกับฟ้ากลัวจะพลาดโอกาสทอง
เมื่อคลอดบุตรแล้ว ชายผู้นั้นกลับทุ่มเทความรักทั้งหมดให้กับลูกน้อย ไม่ใช่นาง
เขาเฝ้าอุ้มกล่อม ดูแลไม่ห่าง เอ็นดูลูกยิ่งกว่าแสงตะวันยามเช้า ส่วนตัวนาง…กลับถูกมองผ่านราวอากาศธาตุ และใช่ นาง…วางยาเขาอีกครั้ง
หากครั้งแรกคือความปรารถนา ครั้งที่สองก็เป็นความดื้อดึงและเรียกร้องความสนใจ เมื่อเด็กคนที่สองถือกำเนิดขึ้น ความไว้ใจในสายตาของบุรุษผู้นั้นก็หายวับไปจากโลก
จากสายตาเย็นชา กลายเป็นแววรังเกียจอย่างปิดไม่มิด
จากคำพูดสั้น ๆ กลายเป็นความเงียบที่ยาวนาน
ท้ายที่สุด ร่างนี้ก็จบชีวิตลงเพราะลื่นล้มขณะกำลังทุบตีลูกน้อยทั้งสองระบายอารมณ์
เขา…คงหมดความอดทนอย่างแท้จริงแล้วถึงได้พูดคำว่าหย่าออกมา เพราะจากความทรงจำเขาเป็นผู้ชายที่ใช้ได้เลยทีเดียว
“ได้”
เพียงคำเดียว จากริมฝีปากของนาง
หวังต้าเหลียงถึงกับถอยหลังไปสองก้าวทันที ดวงตาดุดันอย่างน่ากลัว
หวังเหมยอิงถอนหายใจเบา ๆ นางไม่กลัวการหย่าร้างเลยแม้แต่น้อย ยังไงเขากับนางก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน และอายุยังน้อยด้วยกันทั้งคู่ หากแต่มีสิ่งหนึ่งที่นางรับไม่ได้ และอยากแก้ไข คือเด็กน้อยสองคนในเรือน ที่ในความทรงจำ นางทำร้ายพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม!
นางไม่แน่ใจว่าเป็นเพียง วิญญาณผู้มาแทนที่ หรือเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของร่างเดิมที่วิญญาณถูกรวมกัน เพราะทุกความรู้สึกมันเหมือนว่านี่คือนางจริง ๆ
ความรู้สึกผิดบาปที่เอ่อล้นอยู่ตอนนี้ นางอยากชดใช้บาปที่ร่างนี้เคยก่อก่อนจะจากไป ไม่อย่างนั้นคงรู้สึกติดค้าง
“ท่านจะหย่า…ข้าไม่ขัดข้อง ไม่ต้องให้เงินข้า ข้าก็พร้อมจะลงชื่อหย่าให้ท่านเดี๋ยวนี้”
“หึ อย่าได้คืนคำ พรุ่งนี้ข้าจะเขียนหนังสือตัดขาดจากเจ้า”
เขาแค่นเสียงไม่ไว้ใจ
เหมยอิงพยักหน้า
“แต่อย่างน้อย…”
เหมยอิงเงยหน้าสบตาเขาแน่วนิ่ง
“…ข้าอยากให้ลูก ๆ ให้อภัยข้าก่อนจะจากไป”
หวังต้าเหลียงนิ่งงัน ดวงตาหรี่ลงมองสตรีตรงหน้า ท่าทางเรียบสงบ ไม่มีอารมณ์โมโหโวยวายกราดเกรี้ยว ทั้งน้ำเสียงและสายตาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
‘นางกำลังวางแผนร้ายอะไรอีก’
‘นี่ใช่นางจริง ๆ หรือ…?’
ในใจเขาแว่วขึ้นมาเงียบ ๆ
“ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือน”
เขาตอบในที่สุด
เหมยอิงพยักหน้ารับคำ หนึ่งเดือน…น่าจะเพียงพอให้นางได้ไถ่โทษ
ร่างบางยันกายลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ
“ขอบคุณ…”
นางหมุนตัวเดินออกจากห้อง ไม่หันกลับ และเมื่อก้าวพ้นธรณีประตู ดวงตาของเด็กน้อยสองคนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
หวังฮั่นรีบยืนบังน้องสาวไว้ทันที ดวงตาคู่นั้นแม้ยังเล็กนัก แต่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและปกป้องอย่างแน่วแน่
หวังจื่อเย่วแอบหลบหลังพี่ชาย เธอกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาสั่นระริก
เหมยอิงเห็นแล้วหัวใจก็ปวดร้าว
‘เพียงสายตา…ก็ยังกลัวข้าขนาดนี้’
นางเปลี่ยนใจ ไม่เอ่ยอะไรเลยสักคำ เดินเลยพวกเขาเข้าไปยังห้องครัวแทน
แต่เมื่อผลักประตูเข้าไป สิ่งที่เห็นกลับทำให้นางชะงัก ครัวว่างเปล่า…ไม่มีแม้แต่เมล็ดข้าว!
หม้อข้าวคว่ำอยู่ในมุม พื้นมีเพียงเศษถ่านแห้งและน้ำขุ่นข้นในถัง
‘บ้านนี้…จนขนาดนี้เลยหรือ…’
ในความทรงจำเลือนราง นางจำได้ว่าร่างเดิมเคยเก็บสะสมซ่อนเงินที่ได้มาจากหวังต้าเหลียงไว้ในลังไม้
ไม่รอช้า นางหมุนตัวกลับเข้าไปในห้อง พุ่งไปยังมุมที่ซ่อนลังไม้ไว้
หวังต้าเหลียงที่ยังนั่งนิ่งพลันขมวดคิ้ว มองนางรื้อของบางอย่าง ก่อนที่ใบหน้าของนางจะสะดุดเมื่อพบของที่ต้องการ
“ดีนะที่ยังมีโชคอยู่บ้าง”
นางหยิบห่อผ้าเล็กออกมา ก่อนเปิดให้ดู ข้าในกับมีเพียงหนึ่งก้อน
‘โอ้ว..ขนาดร่างนี้สะสมไว้ทั้งชีวิต ยังมีแค่ก้อนเดียว’
“นี่…”
เหมยอิงยื่นให้คนตัวใหญ่ข้างหลัง
“ท่านช่วยไปซื้อข้าวหน่อยได้ไหม? บ้านเราไม่มีข้าวเหลือแล้ว”
หวังต้าเหลียงรับเงินจากมือนางเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา เขาเหลือบมองหญิงตรงหน้าอีกครั้งอย่างครุ่นคิด…ก่อนจะหมุนตัวจากไปโดยไม่พูดสักคำ
ทันทีที่หวังต้าเหลียงก้าวออกจากห้อง เขาก็หันไปมองลูกทั้งสองด้วยแววตาเข้มงวด ก่อนเอ่ยเสียงหนัก
“พวกเจ้าสองคน เข้าห้องไปแล้วลั่นกลอน อย่าออกมาหากพ่อไม่เรียก”
สองเด็กน้อยสบตากันเล็กน้อยก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องตามคำสั่ง
ต้าเหลียงจึงหยิบเงินหนึ่งตำลึงเงินที่ได้จากภรรยา ออกมามอง
‘นางนี่นะ…ให้ตำลึงข้าไปซื้อข้าว?’
‘แล้วจะให้ซื้อเท่าไร นางก็ไม่บอกอีก’
เขาเดินไปยังร้านค้าในหมู่บ้านอย่างนิ่งขรึม
สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อข้าวหยาบ 2 ชั่ง 20อีแปะ เกลือเล็กน้อย 5อีแปะ และไข่ไก่ 3 ฟอง 9อีแปะ ค่าของทั้งหมดอยู่ที่ 34 อีแปะ
เขามองเงินทอนในมือตนเอง ก่อนจะเก็บมันไว้ในอกเสื้ออย่างเคยชิน แล้วหันกลับไปยังทางบ้าน
เมื่อกลับมาถึง เขาพบว่าหญิงสาวที่เคยเป็นภรรยาผู้เอาแต่ใจ บัดนี้กำลังยืนอยู่ในครัวอย่างขะมักเขม้น
ต้าเหลียงเดินเข้าไปแล้วยื่นของทั้งหมดให้นาง
หวังเหมยอิงที่รับของมา รีบเปิดดู ก่อนจะเบิกตาเล็กน้อย
“ได้แค่นี้หรือเจ้าคะ…? หนึ่งตำลึงเงินเชียวนะ”
ต้าเหลียงไม่ตอบ เพียงล้วงเอาเงินที่เหลือยื่นส่งให้นาง
เหมยอิงถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ายังเหลืออยู่มาก
“ท่านช่วยไปซื้อข้าวเพิ่มอีกหน่อยเถอะเจ้าค่ะ ข้าวแค่นี้อยู่ได้ไม่กี่วันหรอก”
เขาพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ แล้วหมุนตัวเดินออกไปอีกครั้งทันที
เหมยอิงยิ้มบางเบา
‘ข้าวหยาบของที่นี่…ก็คือข้าวกล้องในยุคของเรา แค่แข็งกว่า กลิ่นก็แรงกว่าเมื่อต้นแล้วคงดีขึ้น’
นางเริ่มลงมือซาวข้าวอย่างระมัดระวัง แยกน้ำซาวข้าวเก็บไว้ในโอ่งเล็ก เผื่อจะได้ใช้ประโยชน์
เมื่อมองข้าวที่ใช้ไปแล้วก็อดถอนใจไม่ได้
‘หมดไปหนึ่งในสามเลย…’
นางหันไปมองไข่ไก่ กับเกลือที่มีเพียงหยิบมือ แล้วรีบรื้อของในครัวจนพบหัวมันเพียงหัวเดียว วางซ่อนอยู่ใต้แคร่ไม้
“ของใครกัน? หรือข้าซ่อนไว้แต่ลืมไป…”
เมื่อมีเวลาระหว่างรอข้าว นางหยิบตะกร้าไม้แล้วเดินไปยังหลังบ้านซึ่งติดแม่น้ำสายเล็ก
แสงแดดอ่อนส่องลงบนผิวน้ำใสเย็นไหลเอื่อย เสียงนกร้องจากต้นไม้ริมตลิ่งสร้างบรรยากาศสงบอย่างประหลาด
สายตาของเหมยอิงจับจ้องไป ผักบุ้งป่า ขึ้นอยู่ริมตลิ่งอย่างงดงาม
นางยิ้มกว้าง รีบเดินไปเก็บใส่ตะกร้า ก่อนจะเหลือบมองแม่น้ำ
‘เสียดาย…ไม่มีเบ็ดตกปลา ไม่งั้นคงได้เนื้อสัตว์มาเพิ่ม หากจะขุดหลุมล่อปลาก็ต้องใช้เวลาอีก นั้นเอาไว้ก่อนแล้วกัน’
เมื่อกลับถึงครัว นางเปลี่ยนแผนจากหุงข้าว เป็นต้มข้าวแทนเหมยอิงรีบเปิดฝาหม้อ ใช้ไม้พายข้นข้าวอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงล้างหัวมัน หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่ลงไปพร้อมเกลือ
เมื่อน้ำเดือด นางนำไข่ทั้งสามฟองมาตีรวมกันคล้ายจะเจียว แล้วเทราดลงไปในหม้อ ปิดฝาไว้สักครู่ ก่อนยกลงจากเตา
กลิ่นหอมจาง ๆ ของไข่ต้มและมันที่เปื่อยแล้วลอยฟุ้งออกมา…
“ไปตามลูกมากินข้าวเถอะเจ้าค่ะ”
ต้าเหลียงที่เพิ่งกลับเข้ามา พยักหน้าเบา ๆ หยิบชามกับช้อนไม้ติดมือออกไป
“อาฮั่น อาเย่ว ออกมากินข้าว”
เสียงเขาเรียกยังไม่ทันจาง สองร่างเล็กก็พุ่งออกมาจากห้องราวลูกธนูที่หลุดจากคันศร
เหมยอิงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนยกหม้อข้าวต้มมาวางตรงแคร่ไม้หน้าบ้าน
เมื่อฝาหม้อถูกเปิดออก กลิ่นหอมอ่อนของไข่ต้มกับข้าวร้อนก็ลอยขึ้นมา
ดวงตาของเด็กน้อยทั้งสองเป็นประกายทันที รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้า
แต่…รอยยิ้มนั้น ไม่ได้ส่งมาหานาง หากกลับหันไปทางบิดาของตน
เหมยอิงชะงักเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไร นางเพียงตักข้าวต้มร้อนแบ่งใส่ชาม ของต้าเหลียงได้เยอะที่สุด ส่วนของเด็ก ๆ นั้นรองลงมา
ไม่มีใครพูดอะไร แต่ในความเงียบสงบ ใบหน้าของเด็กน้อยทั้งสองเต็มไปด้วยความสุขอันเปี่ยมล้น
ต้าเหลียงเหลือบมองหญิงสาวเป็นระยะ
‘นางยอมใส่ไข่ทั้งหมดลงไปจริง ๆ…’
ก่อนสายตาจะไปสะดุดกับมันในชาม นี่น่าจะใช่..มันที่เขาซ่อนไว้
เขาพยายามอ่านสีหน้าของนาง…แต่มันนิ่งสนิท ไร้อารมณ์ ไม่มีแม้รอยยิ้ม ไม่มีความโอหัง ไม่มีแม้แววเจ้าเล่ห์
เขาไม่รู้ว่านางกำลังเล่นละคร หรือเกิดอะไรขึ้นกับนางแน่ แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้า…เขามั่นใจ นางไม่ใช่สตรีที่เขาเคยรู้จักแน่นอน
เหมยอิงพยายามกินข้าวต้มคำเล็ก ๆ
กลิ่นของมันแรงเกินคาด และรสชาติ…ก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากเกลือจาง ๆ
แม้นางจะเคยผ่านการฝึกเข้มงวดในฐานะทหาร แต่ก็จะลำบากแค่เฉพาะตอนฝึก หรือทำภารกิจเท่านั้น ในชีวิตจริง อาหารการกินของนางไม่เคยขาด ไม่เคยถึงขั้นต้องอดกลั้นเช่นนี้
สุดท้าย นางกินไปได้เพียงถ้วยเล็ก ๆ ก่อนจะยกชามลุกขึ้นเงียบ ๆ
เดินไปยังลำธารหลังบ้านเพื่อล้างจาน ปล่อยให้คนอีกสามคนยังคงกินข้าวต้มในหม้อต่อไป เพราะเห็นได้ชัดว่าเด็กทั้งสองยังไม่อิ่ม
เมื่อกลับเข้าห้องมา เหมยอิงทอดตัวลงบนเตียงไม้ ถอนหายใจยาวพลางมองเพดานบ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นและรอยน้ำรั่ว
‘ไม่ไหว…ข้า…ต้องทำอะไรสักอย่าง’
‘จะปล่อยให้ชีวิตอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาดแม้จะอยู่แค่เดือนเดียวก็เถอะ’
นางเริ่มร่างแผนในหัวอย่างรวดเร็ว
“คงต้องเข้าป่าสำรวจดู”
ตอนที่3
นางเริ่มร่างแผนในหัวอย่างรวดเร็ว
“คงต้องป่าสำรวจดู”
ภายในห้องเก่าอับแสง เหมยอิงนั่งบนเตียงเงียบ ๆ การสำรวจป่านั้นคงต้องเตรียมตัวให้พร้อม อย่างน้อยก็อาวุธ และน้ำ
นางหลับตาลงอย่างช้า ๆ สูดลมหายใจลึก แล้วเริ่มเข้าสมาธิปรับสมดุลร่างกายตามแบบที่เคยฝึกมาในชาติเดิม
มือทั้งสองประสานกันอย่างเคยชิน วางลงบนหน้าตัก สติของนางจดจ่ออยู่ที่ปลายลมหายใจเข้าออก เสียงรอบตัวเงียบงัน ราวทั้งโลกหยุดเคลื่อนไหว
เพียงไม่นาน สัมผัสแปลกประหลาดก็แทรกผ่านจิตใจที่สงบนิ่งเหมยอิงลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ แล้วพลันต้องกลั้นหายใจ
…สถานที่ที่ปรากฏตรงหน้า ไม่ใช่ห้องเก่าอับชื้นอีกต่อไป
เธอกำลังยืนอยู่บนลานหินสีขาวสะอาดตา รายล้อมด้วยหมู่เมฆนุ่มนวลลอยเอื่อยดั่งปุยฝ้าย
ท้องฟ้าเบื้องบนมีประกายสีทองระเรื่ออาบย้อม
เสียงลมอ่อนพัดพลิ้วพาเอากลีบดอกไม้สีเงินโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า พื้นทางเดินเป็นหินอ่อนสีเทาอ่อนทอดยาวไปเบื้องหน้า
สองข้างทางมีดอกไม้แปลกตาเรืองแสงอ่อนล้อมเรียงเป็นระเบียบ เสียงนกตัวเล็กจิ๊บจ๊าบ ผีเสื้อปีกใสสีรุ้งบินโบกอย่างอ่อนโยนรอบตัว
“หรือว่า…ข้าตายอีกครั้งแล้ว?”
เหมยอิงพึมพำแผ่วเบา ใจหนึ่งสงสัย อีกใจหนึ่งกลับสงบอย่างประหลาด
นางสาวเท้าตามทางเดินหินไปอย่างช้า ๆ จนมาถึงทางแยกสามสาย
ปลายทางแต่ละสายมีศาลาเล็กตั้งอยู่บนฐานหิน ดูงดงามราวภาพฝัน
เหมยอิงหยุดยืนกลางทาง
“ขวาร้าย ซ้ายดี…ถ้างั้น ข้าเลือกตรงกลาง”
นางยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินไปยังศาลาหลังกลาง
หลังคาโค้งสูงประดับด้วยกระเบื้องสีมุก แสงแดดอาบส่องจนแวววาว ม่านบาง ๆ สีเงินปลิวไสวรับลม ที่ศาลาไม่มีใคร นางจึงนั่งลงบนพื้นศาลาอย่างสงบ มองทิวทัศน์ตรงหน้าที่งดงามราวสวรรค์
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าคิดว่าตายแล้วจริงหรือ?”
หญิงสาวหันขวับตามสัญชาตญาณ เห็นชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้เสียง ผมขาวยาวถึงกลางหลัง ดวงตาเปล่งประกายราวหมู่ดาว มองนางด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
เหมยอิงตกใจ รีบนั่งลงพนมมืออย่างเคารพ สัญชาตญาณจากชาติก่อนในความเป็นไทยแท้แทบไม่ต้องคิด
“เทพเจ้าหรือเจ้าคะ…”
นางเอ่ยเบา ๆ
ชายชราพยักหน้าช้า ๆ แววตาพอใจ
“เจ้าคือ ‘รฐา’ ใช่หรือไม่?”
“เจ้าค่ะ”
“มีสิ่งใดอยากถามไหมเล่า?”
เหมยอิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาสั่นไหว
“ไม่ทราบว่าข้าสามารถถามได้มากน้อยเพียงใดเจ้าคะ?”
ชายชราหัวเราะร่า
“ถามมาเถิด ตามใจเจ้า”
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ถามเสียงแผ่ว
“ชาติที่แล้ว…ข้าตายไปแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ใช่ เจ้าสิ้นอายุขัยตามกฎฟ้าดิน”
“แล้วเหตุใด…ข้าจึงมาอยู่ในร่างของผู้อื่น?”
เทพชะตายิ้มอ่อน เอ่ยช้า ๆ
“ไม่ใช่ร่างของผู้อื่น นั่นก็คือเจ้าเอง”
“คนเรา…สามารถมีหลายดวงจิต ดั่งเช่นสายน้ำที่แยกไหลหลายทางแต่ยังคงเป็นสายน้ำเดียวกัน”
“ข้า…คือคนเดียวกันกับนาง?”
เหมยอิงถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“ใช่แล้ว…มีขาวย่อมมีดำ มีมืดย่อมมีสว่าง
จิตหนึ่งย่อมมีทั้งสองด้านเสมอ
สิ่งที่เจ้ารู้สึกว่าเลวร้าย อาจเป็นเงาที่เจ้าทอดทิ้งไว้”
“แล้ว…ข้าสามารถกลับไปแก้ไขได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เทพชะตายิ้ม ดวงตาทอแสง
“เจ้าต้องการหรือไม่เล่า?”
หญิงสาวเงียบไปเพียงครู่ ก่อนพยักหน้าหนักแน่น
“หากนั่นคือข้า…ข้าก็อยากแก้ไข ข้าอยากทำให้ดีขึ้นเจ้าคะ”
“เช่นนั้นก็จงกลับไป”
หญิงสาวก้มกราบแทบทันที
เทพชะตามองแล้วหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง
“เจ้าช่างไม่เหมือนใครเลย…ไม่มีอะไรอยากขอข้าเลยหรือ?”
เหมยอิงเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง
“หากนั่นคือข้า ข้าก็พร้อมจะเผชิญ…โดยไม่ต้องขอสิ่งใดเจ้าค่ะ”
เทพชะตาหัวเราะเสียงดังก้องฟ้า
“ฮ่า ๆ ๆ! เจ้านี่ช่างประหลาดนัก มีแต่คนขอสิ่งนั้นสิ่งนี้จนข้าปวดหัวไปหมด แต่เจ้ากลับไม่ขออะไรเลย”
“เช่นนั้น…ข้าจะให้เจ้าหนึ่งสิ่ง”
เขาวาดมือในอากาศ กล่องสมบัติสามกล่องปรากฏขึ้นตรงหน้า
กล่องหนึ่งเป็นสีทอง กล่องหนึ่งสีเงิน และกล่องสุดท้ายเป็นสีดำด้าน
ทั้งสามกล่องเรียงกันบนแผ่นหินแกะสลัก
“เลือกได้เพียงหนึ่ง…เลือกเถิด”
เหมยอิงพิจารณา จากนั้นก็ค่อย ๆ ยื่นมือไปแตะกล่อง ใบที่สอง
กล่องเงินนั้นสว่างวาบขึ้นทันที แสงจ้าพลันแผ่กระจายปกคลุมทั่วบริเวณ จนหญิงสาวต้องหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว
…
เมื่อเปลือกตาค่อย ๆ เปิดขึ้นอีกครั้ง นางก็พบว่าตนเองกลับมาอยู่ในห้องเดิม แสงแดดยามสายยังคงทอดตัวผ่านช่องหน้าต่างไม้ ราวกับช่วงเวลาไม่ได้ผ่านไปจากเดิม
เหมยอิงหลุบตาลงช้า ๆ นางไม่รู้ว่าท่านเทพให้สิ่งใดแก่นาง ในใจก็ตื่นตัน
“ขอบคุณเจ้าค่ะ…”
เหมยอิงสูดลมหายใจเข้าลึกช้า ๆ
ปล่อยลมหายใจออกอย่างมั่นคง ขณะสายตากวาดมองทั่วห้อง
นางเดินตรงไปยังมุมตู้ไม้เก่า ก่อนจะเริ่มรื้อหาชุดที่พอเหมาะสำหรับการเดินป่า
แม้จะมีเพียงไม่กี่ชุด แต่ในที่สุดนางก็เลือกชุดผ้าลินินหนาสีหม่นที่เก่ามาก แต่แข็งแรงพอจะกันกิ่งไม้ขีดข่วนได้ เมื่อสวมลองกลับพบว่ามันยังรุ่มร่ามไปนิด
เหมยอิงไม่ลังเล รีบหากล่องเข็มด้าย เย็บปรับแต่งขนาดด้วยฝีมือที่คล่องแคล่ว เมื่อแล้วเสร็จ นางจึงลุกขึ้นสวมอีกครั้ง
ดวงตาของนางพลันสะดุดเข้ากับบางสิ่งที่ข้อมือ รอยแผลเป็นจาง ๆ รูปโค้ง…แผลเดียวกับที่เคยมีในร่างเดิมของชาติปัจจุบัน!
มือเรียวค่อย ๆ ยกขึ้นลูบรอยแผลอย่างตกตะลึง ภาพอาวุธหลายชนิดปรากฏขึ้นในจิตและในวินาทีนั้นเอง…พรึ่บ!
หน้าไม้ขนาดเล็กปรากฏขึ้นในมืออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
“หน้าไม้…?”
เหมยอิงเบิกตากว้าง ก่อนจะลองนึกถึงสิ่งอื่นในใจอย่างลังเล
“มีด…”
ฟึ่บ!
มีดพกคมกริบเล่มหนึ่งปรากฏในมือทันที
“มิติงั้นหรอ?”
เหมยอิงรีบสำรวจมิติว่าข้างในนั้นมีอาวุธอะไรบ้าง สายไล่มองตั้งแต่อาวุธจนไปถึงเครื่องไม้เครื่องมือทำสวน
“ข้า…รอดแล้ว!”
เสียงหัวเราะหลุดออกจากริมฝีปากของนางในที่สุด ความดีใจยังไม่จาง นางรีบทดลองสั่งให้เก็บของกลับเข้าไปในมิติ
“เก็บ!”
ของทุกชิ้นอันตรธานหายไป ราวละลายเข้าผิวหนังตรงรอยแผล
เหมยอิงลองกับของอื่น ๆ หลายชิ้นที่ไม่ใช่ของในมิติผลลัพธ์เหมือนกันหมด
นางหัวเราะเบา ๆ อย่างปลาบปลื้ม รอยยิ้มประดับริมฝีปาก ดวงตาเปล่งแสงแห่งความหวัง
“ข้าไม่ต้องกลัวของหายแล้ว”
เมื่อตรวจสอบเสร็จ นางเลือกเรียกมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาเหน็บไว้ตรงเอว
จากนั้นจึงสะพายตะกร้าไม้ใบเก่าไว้หลัง แล้วเดินออกจากห้องอย่างมั่นใจ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้นเรือน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เจ้าจะไปไหน?”
เหมยอิงสะดุ้งเล็กน้อย ทำไมนางไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของหวังต้าเหลียงเลย!
‘หรือว่าฝีมือข้าตกแล้วจริง ๆ…?’
“ข้าจะออกไปสำรวจแถวนี้ หาของกินเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางมั่นคง ไม่หลบสายตา
ต้าเหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แถวนี้?”
“ใช่”
เหมยอิงตอบสั้น ๆ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูดอะไรต่อ นางจึงหมุนตัวเดินจากไป
แต่ทันทีที่พ้นบ้านมา สายตาหลายคู่ก็จับจ้องมายังนางทันที
เสียงกระซิบกระซาบดังกระทบหู ราวกับฟังไม่ตั้งใจยังได้ยิน
“อะโย่ว…พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วหรือไร?”
“หรือข้าจะเมาแดด เห็นเมียต้าเหลียงเดินออกจากบ้าน?”
“นึกว่านางตายไปแล้วเสียอีก…”
“ตั้งแต่แต่งเข้าหมู่บ้าน นางใช้ชีวิตเยี่ยงคุณหนู นอนกินบ้านกินเมือง!”
“ดีที่ลูกชายข้าไม่ได้นางเป็นเมีย ไม่งั้นข้าคงกระโดดน้ำตายแล้ว!”
“สงสารก็แต่สองหวัง…เด็กน้อยโชคร้ายที่มีแม่เยี่ยงนั้น…”
เหมยอิงฟังพลางพยักหน้าช้า ๆ
ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าทำไมความทรงจำในสมองไม่มีภาพของพวกชาวบ้านเลย ก็เพราะนางไม่เคยออกจากบ้าน…ไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับผู้ใด เพียงแต่งเข้ามาแล้วขังตัวเองอยู่ในเรือน
นางเดินผ่านกลุ่มสตรีเหล่านั้นไปอย่างไม่ใส่ใจ แววตานิ่งดุจน้ำในบึงลึก
ไม่สะทกสะท้าน…ไม่แก้ตัวแม้แต่คำเดียว เมื่อพ้นระยะเสียงซุบซิบ นางถอนหายใจช้า ๆ แล้วมองไปยังแนวป่าด้านทิศตะวันออก
‘ยังเช้าอยู่…ข้าควรสำรวจให้ไกลอีกนิด’
หากได้ไก่ป่าหรือหมูป่ากลับมาสักตัว ก็ถือเป็นรางวัลให้ความพยายามในวันนี้
นางเร่งฝีเท้าเข้าสู่เส้นทางลำลองที่มีรอยเท้าชาวบ้านบ้างประปราย เดินลึกเข้าไปจนรอยเท้าสิ้นสุดตรงลานดินใต้ต้นไม้ใหญ่
จากนั้นนางจึงเลี้ยวซ้ายเข้าไปลึกขึ้น และระหว่างทางนั้น นางก็ทำสัญลักษณ์ของตนไว้กับต้นไม้ตลอดทาง
ระหว่างที่กำลังเดินเข้าสู่ความเงียบสงัด…สัมผัสหนึ่งเตือนให้นางหยุดกะทันหัน
‘มีการเคลื่อนไหวข้างหน้า!’
เหมยอิงย่อตัวลงเงียบเชียบ
เรียกหน้าไม้ออกมาในมือข้างหนึ่งโดยไม่ออกเสียงแม้แต่น้อย
สายตาคมกริบเล็งตรงเป้าหมาย
เพียงครู่เดียว ไก่ป่าตัวหนึ่ง ก็เดินออกมาจากพุ่มไม้ หญิงสาวไม่ลังเล ลูกดอกหน้าไม้พุ่งแหวกอากาศ ฉึก! เข้าจุดตายของไก่ในพริบตา
ร่างไก่ล้มลง ไก่ตัวอื่นที่อยู่ใกล้ต่างแตกฮือหนีเข้าป่า เหมยอิงไม่ไล่ตาม นางเดินเข้าไปเก็บไก่ป่าเข้าสู่มิติอย่างระมัดระวัง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นรังไข่
รังกลมดินเล็ก ๆ ซ่อนอยู่หลังพุ่มหญ้า
ภายในมีไข่เกือบยี่สิบฟอง! หญิงสาวยิ้มออกมาทันที
‘ไก่ป่าไม่กลับมาเร็ว ๆ นี้แน่นอน…หากข้าไม่เอาไป สัตว์อื่นก็ย่อมมาแย่งกิน’
นางเก็บไข่ทั้งหมดเข้าสู่มิติด้วยความเต็มใจ