ชื่อเสียง เหล้ายา และการกลับมารักตัวเองของ Demi Moore นักแสดงหญิงผู้เคยเป็นทาสมาตรฐานความงามสุดโต่งในฮอลลีวูดยุค 80s-90s
นอกจากหนังเรื่อง The Substance จะได้รับคำวิจารณ์ที่ดีเกินคาด นับตั้งแต่เปิดตัวและคว้ารางวัลที่คานส์จนถึงเวลานี้ เสียงชื่นชมอีกเสียงคงต้องยกให้กับฝีมือการแสดงแบบทุ่มสุดตัวของ ‘เดมี่ มัวร์’ (Demi Moore) ที่ผู้คนต่างพร้อมใจลุกขึ้น Standing Ovation ยาวนานหลายนาทีให้กับเธอในแทบจะทุกรอบของการฉาย
ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่ที่บทนำในหนัง The Substance ซึ่งพูดถึงการต่อสู้ดิ้นรนของผู้หญิงคนหนึ่งในอุตสาหกรรมบันเทิงกับความร่วงโรยของสังขาร ถูกโยนมาให้รับกันพอดิบพอดีกับเดมี่ มัวร์ นักแสดงหญิงผู้กลับมาทำงานแสดงในรอบหลายปี
เดมี่ มัวร์ แจ้งเกิดจากการเป็นหนึ่งในกลุ่มนักแสดงดาวรุ่งจากหนังวัยรุ่นสุดคลาสสิกเรื่อง St. Elmo’s Fire ที่โด่งดังอย่างมากเมื่อปี 1985 ด้วยคาริสมาที่มีทั้งความเซ็กซี่ขี้เล่นแบบ Feminine จ๋าๆ ขณะเดียวกันก็มีน้ำเสียงแหบพร่าและรูปร่างสตรอง บ่งบอกความแข็งแกร่งแบบ Masculine ในเวลาเดียวกัน
มัวร์ดังเป็นพลุแตกไปอีกจากการแสดงใน Ghost (1990) ตามด้วยหนังโรแมนติก-ดราม่า Indecent Proposal (1993) จนถึงบทที่ท้าทายที่สุดอย่างการเป็นนักแสดงเปลื้องผ้าใน Striptease (1996) ทว่าบทที่เธอมักได้รับเหล่านั้นยิ่งชวนให้คนติดภาพจำว่าเธอเป็นนักแสดงหญิง ‘ตัวแรง’ เล่นแต่หนังแรงๆ ที่มีซีนอีโรติก ทั้งเปลือย ทั้งโชว์เนื้อหนัง และต้องขายความเซ็กซี่ กับความเป็น Male Gaze อยู่ตลอดเวลา
ตัดภาพมาที่ชีวิตจริงของนักแสดงหญิงผู้เริ่มต้นทำงานในวงการบันเทิงและประสบความสำเร็จในยุค 1980s ยุคเดียวกันกับฉากหลังของ The Substance ที่ถึงแม้ว่าชื่อเสียงและสังขารของมัวร์จะยังไม่ร่วงโรยอย่างในหนัง แต่มันกลับทำให้อาชีพนักแสดงเกือบทั้งชีวิตของเธอหมดไปกับการหมกมุ่นอยู่กับรูปลักษณ์ กับความรู้สึกว่า ‘ไม่ดีพอ’ ของตัวเอง
เดมี่ มัวร์ เคยเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อปี 2019 เปิดใจแบบหมดเปลือกถึงจุดต่ำสุดในชีวิตเธอหลายเรื่อง ตั้งแต่หย่าร้างกับอดีตสามีคนดัง บรูซ วิลลิส (Bruce Willis) เลิกรากับอดีตแฟนหนุ่ม แอชตัน คุชเชอร์ (Ashton Kutcher) จนถึงการติดเหล้าอย่างหนักตอนที่เธอกำลังมีชื่อเสียงสุดๆ ในยุค 80s ที่ทำให้เธอต้องเข้ารับการบำบัดระหว่างถ่ายหนังเรื่อง St. Elmo’s Fire จากความกดดันที่ถาโถม และยังต้องต่อสู้กับสิ่งที่เรียกว่า ‘มาตรฐานความงาม’ ไปพร้อมกัน จนส่งผลให้นักแสดงหญิงหลายคนในยุคเดียวกันรวมทั้งเธอ ต้องเผชิญกับภาวะหมกมุ่นอยู่กับรูปลักษณ์ ความรู้สึกเกลียดตัวเอง เพราะรู้สึกว่ายังดีไม่พอ จนยอมฉีกทึ้งร่างกายได้ไม่ต่างจากในหนัง The Substance เลย
“จริงๆ ฉันไม่ได้คิดว่าตัวละคร Elisabeth Spakle ใน The Substance คือตัวฉันขนาดนั้นหรอกนะ เพราะนั่นคือภาพสะท้อนของผู้หญิงตัวคนเดียวที่โดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตร ตัดสินใจโดยลำพังว่าจะทำอย่างไรกับอาชีพการงานของตัวเอง ซึ่งสำหรับฉัน ฉันแยกออกจากตัวละครนี้โดยสิ้นเชิง แต่ขณะเดียวกัน ลึกลงไปแล้ว ความเจ็บปวดกับความรู้สึกของการถูกปฏิเสธที่ตัวละครตัวนี้ได้รับก็เป็นสิ่งที่ฉันเองเคยเจอมา แล้วฉันก็รู้ดีว่ามันท้าทายมากแค่ไหน” เดมี่ มัวร์ ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times
ถึงแม้ว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งของ The Substance จะเป็นการสะท้อนทัศนคติของผู้ชายที่มีต่อเนื้อตัวร่างกายและสังขารของผู้หญิง แต่เราคงไม่สามารถโทษเพียงแค่ความจริงข้อนั้นเพียงอย่างเดียว หรือแม้แต่โทษความกระหายของตัวอุตสาหกรรมบันเทิงเองได้ทั้งหมด
หากแต่เป็น “เรานี่แหละที่ทำอะไรกับตัวเองบ้าง” เดมี่ มัวร์ บอกว่าการที่อยู่ๆ วันหนึ่งผู้หญิงเกิดความรู้สึก ‘ต่อต้าน’ ในร่างกายของตัวเองขึ้นมา แถมไม่รู้จักที่จะ ‘รัก’ และ ‘โอบรับ’ มันต่างหาก เป็นสิ่งที่ ‘ทำร้าย’ พวกเธออย่างแท้จริง
“ต้องบอกว่าในยุค 80s-90s เป็นช่วงเวลาที่แนวคิดเรื่องความเพอร์เฟ็กต์มันเข้มข้นมาก ถ้าดูจากโฆษณาจะเห็นว่าทุกอย่างมันเนี้ยบ มันเป๊ะไปหมด ไม่มีหรอกที่ใครจะพูดเรื่องการโอบรับความแตกต่างหลากหลายอย่างทุกวันนี้ มันมีแค่มาตรฐานเดียวคือมาตรฐานความงามที่สุดโต่งมากๆ เท่านั้น”
การเป็นนักแสดงหญิงที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยรุ่นของมัวร์ ต้องแลกมาด้วยการลดน้ำหนักแบบเอ็กซ์ตรีมเพื่อรับบทในหนังเรื่องใหม่ ซึ่งเธอบอกว่ามันเป็นความโหดร้ายของฮอลลีวูดยุคนั้นก็จริง แต่นั่นไม่เท่ากับการที่เธอ ‘ทรมาน’ ตัวเองในเลเวลที่หนักกว่า ด้วยการเสพติดการออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง และมีภาวะการกินผิดที่ปกติ ต้องชั่งตวงวัดอาหารทุกคำที่จะเข้าปากจนเข้าขั้นหมกมุ่น
“เพราะว่าฉันดันเอาคุณค่าของตัวเองไปใส่กับความคิดที่ว่า ‘ฉันดูดีไหม คนจะมองฉันอย่างไร’ และให้ทัศนคติของคนอื่นที่มีต่อรูปร่างของฉันมีอิทธิพลเหนือตัวฉันเอง”
แต่ก็เป็นความจริงที่ในอุตสาหกรรมนี้ เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็โห่ร้องชื่นชม พอถึงวันหนึ่งก็พร้อมตัดสินและสับเละอย่างร้ายกาจ หลังจากขับเคี่ยวกับรูปร่างของตัวเองอย่างหนักและลงทุนโกนผมยาวสลวยทิ้งเพื่อรับบทนำในหนัง G.I. Jane เมื่อปี 1997 การลงทุนทั้งหมดของมัวร์กลับได้รับเสียงวิจารณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
“ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าฉันกำลัง ‘โกง’ ร่างกายตัวเองอยู่ เพราะมันถูกเพิ่มๆ ลดๆ น้ำหนักเพื่อรับบทอะไรมาหลายครั้ง ตอนที่ถ่าย G.I. Jane จบ ฉันก็รู้สึกยอมแพ้ ไม่รู้แล้วว่ารูปร่างที่แท้จริงของฉันเป็นอย่างไร ฉันไปยิมไม่ไหว ควบคุมการกินของตัวเองก็ยังไม่ได้เลย”
โชคดีว่าเดมี่ มัวร์ ในวัย 62 ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย บอกว่าถึงวันนี้เธอเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง ‘ในเวอร์ชั่นนี้’ ได้เสียที
ใน The Substance มีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า ‘ผู้หญิงเมื่อถึงวัยเลข 5 ก็สมควรถูกปลดระวางได้แล้ว’ เดมี่ มัวร์ ในชีวิตจริงบอกว่าเธอไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยสักนิดเดียว และ The Substance ก็เป็นการกลับมา ‘เปิดเปลือย’ อีกครั้งของมัวร์ ด้วยความมั่นใจ เข้าใจ และยอมรับในเนื้อหนังสังขารของตัวเองได้อย่างทรงพลังที่สุด
อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2024/09/14/magazine/demi-moore-interview.html
รูปจาก https://www.instagram.com/demimoore/
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ชื่อเสียง เหล้ายา และการกลับมารักตัวเองของ Demi Moore นักแสดงหญิงผู้เคยเป็นทาสมาตรฐานความงามสุดโต่งในฮอลลีวูดยุค 80s-90s
- Lana Del Rey กับบทเพลง ‘sad girl’ ที่พร้อมโอบรับความเจ็บปวด อ่อนแอฟูมฟาย ฯลฯ ที่หลายคนชิงชัง
- Love-Hate Friendship ของฮเยซุก-มีซุก สองแม่แห่ง Love Next Door มิตรภาพเชิงหยุมหัว ระหว่างนักการทูตหญิงหัวก้าวหน้า กับออมม่าสุดคอนเซอร์เวทีฟ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com