โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ดินแดนที่ไทยเสียไปแบบงงๆ ทำไม ‘เกาะกง‘ หรือ ‘จังหวัดปัจจันตคิรีเขตร’ ถึงกลายเป็นของเขมร?

The Better

อัพเดต 03 มี.ค. 2567 เวลา 12.01 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2567 เวลา 08.25 น. • THE BETTER

รู้หรือไม่ว่าครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีจังหวัดที่ชื่อ "จังหวัดปัจจันตคิรีเขตร" เป็นเมืองชายทะเลที่ติดต่อกับจังหวัดตราด ปัจจุบัน จังหวัดปัจจันตคิรีเขตรคือจังหวัดเกาะกงในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน ซึ่งเป็นจังหวัดที่ยังมีคนเชื้อสายไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ และคนไทยเกาะกงหลายคนยังมีบาทสำคัญในรัฐบาลกัมพูชาด้วย

ประวัติศาสตร์ของเกาะกงในไทย
ในงานวิจัยทางวิชาการชื่อ "“พลเมืองเกาะกง”และ “ปัจจันตนคโรปมคาถา”:วรรณกรรมพุทธศาสนากับการแสดงความเป็นไทยพลัดถิ่นของชาวเมืองเกาะกง" โดย อภิลักษณ์ เกษมผลกูล (1) ได้กล่าวไว้ว่า มีหลักฐานในยุครัตนโกสินทร์ปรากฏหลักฐานว่าบ้านเกาะกงเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดตราดในสมัยรัชกาลที่ 1ในสมัยรัชกาลที่ 3 และชาวเกาะกงก็มีส่วนในการช่วยรบและสืบราชการให้แก่กองทัพ เมื่อครั้งที่มีเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพใหญ่ของสยามไปรับกับอันนัมหรือเวียดนาม ในศึก "อานามสยามยุทธ" ซึ่งการแข่งขันระหว่างสยามและเวียดนามในการควบคุมดินแดนกัมพูชา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2398 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้ตั้งเกาะกง ขึ้นเป็นเมืองใหม่ ปรากฏในหมายรับสั่งวันอังคาร เดือน 8 ขึ้น 13 ค่ำ ปีเถาะ สัปตศก ดังนี้

"ขุนสารประเสริฐ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า เมืองบางนางรมย์นั้น โปรดเกล้าฯ ให้เรียกเมืองประจวบคีรีขันธ์กับที่เกาะกงนั้น โปรดเกล้าฯ ให้เรียกว่าเมืองปัจจันตคีรีเขตร ให้กรมวัง หมายไปยังกรมพระกลาโหม กรมท่า กรมพระศุภรัตสัสดีซ้ายขวา ให้เรียกชื่อเมืองทั้งสอง ให้ถูกต้องตามรับสั่ง…" พร้อมกันนี้ยังได้ตั้งตำแหน่งเจ้าเมืองให้เป็น “พระพิชัยชลธี” เจ้าเมืองปัจจันตคีรีเขตรด้วย (1)

เราจะเห็นได้ว่าเมืองประจวบคีรีขันธ์กับชื่อเมืองปัจจันตคีรีเขตรเป็นชื่อที่คล้องจองกัน เนนื่องจากเมืองประจวบหรือเมืองบางนางรมนั้นมีแนวละติจูดตรงกับเกาะกง เรียกได้ว่าเป็นคู่แฝดเลยก็ว่าได้ โดยที่เมืองประจวบคีรีขันธ์นั้นมีชายทะเลหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนปัจจันตคีรีเขตรนั้นมีชายทะเลหันหน้าไปทางทิศตะวันตก

เมืองปัจจันตคีรีเขตรเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรจากป่าไม้และท้องทะเลและยังมีเรือสินค้าเดินทางเข้าออกมากมาย จึงมีการตั้งหน่วยงานดูแลภาษีครอบคลุมจันบูร ตราด และเกาะกงขึ้น แต่เพราะตั้งอยู่ห่างไกลจึงทำให้มีปัญหาเรื่องโจรสลัด "จนทำให้เรือสินค้าแต่ละลำของเมืองปัตจันคีรีเขตรจำเป็นต้องมีอาวุธประจำเรือ เรือทุกลำจำเป็นต้องมีปืนใหญ่ประจำหัวเรือท้ายเรือ ไว้คอยป้องกันและต่อสู้เรือกับเรือโจรสลัด" (1) จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ต้องจัดหน่วยเรือลาดตระเวนคอยรักษาความสงบ

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกองทหารเรือรักษาความงบเรียบร้อยที่เกาะกงด้วย โดยจัดทหารจากกรุงเทพฯ 14 คน จากเมืองตราด 24 คน จากเมืองแกลง 12 คน รวมเป็น 50 คน แจกปืน เฮนรี่ มาตินี พร้อมกระสุนไว้เตรียมป้องกันเมืองปัจจันตคีรีเขตร พร้อมทั้งเตรียมกำลังไว้ที่แหลมงอบอีก 200 นาย พร้อมจะส่งไปหนุนที่เกาะกง (1)

นี่คือการจัดระเบียบการปกครองเกาะกงโดยรัฐบาลสยามในเวลานั้น แต่แม้จะมีการปกครองดูแลอย่างดี สยามก็ยังไม่พร้อมรับกับการรุกรานของชาติตะวันตก

เมื่อฝรั่งเศสบีบให้ไทยเสียเกาะกง
ฝรั่งเศสมีเจตนาที่อยากจะครอบครองดินแดนของประเทศสยาม ทั้งในส่วนที่เป็นประเทศราชของสยามคือกัมพูชาและลาว และดินแดนมณฑลของสยามตั้งแต่เดิม จนกระทั่งฝรังเศสและสยามกระทับกระทั่งรุนแรงในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ทำให้สยามต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และฝรั่งเศสยังได้ยึดเมืองจันทบุรีไว้ในอารักขานานกว่าสิบปีโดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436

สยามพยายามอยางนักที่จะให้ฝรั่งเศสถอนกำลังออกจากจันบูรหรือจันบุรี จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 คราวนี้ฝรั่งเศสจึงถอนกำลังออกจากจันทบุรี แต่ได้เข้ายึดครองเมืองตราดและบรรดาเกาะทั้งหลายภายใต้แหลมลิงลงไปซึ่งรวมถึงเกาะกูด เรื่อยไปจนถึงเกาะกง หรือเมืองปัจจันตคีรีเขตร ฝ่ายไทยจำต้องมอบเมืองตราดและเมืองประจันตคีรีเขตรให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2447

เมืองตราดและเมืองเกาะกงตกอยู่ใต้อำนาจของฝรั่งเศส จนถึงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ประเทศสยามและฝรั่งเศสจึงได้มีการตกลงทำหนังสือสัญญาขึ้นอีกฉบับหนึ่งเรียกว่า "หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับเปรสสิเดนต์แห่งรีปัปลิคฝรั่งเศส" เนื้อหาของสัญญามีดังนี้

ข้อ 1
รัฐบาลสยามยอมยกดินแดนเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐกับเมืองศรีโสภณให้แก่กรุงฝรั่งเศสตามข้อกำหนดเขตแดนดังว่าไว้ในข้อ 1 ของสัญญาว่าด้วยปักปันเขตแดนซึ่งติดท้ายสัญญานี้

ข้อ 2
รัฐบาลฝรั่งเศสยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราดกับทั้งเกาะทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดนั้นให้แก่กรุงสยามตามกำหนดเขตแดนดังว่าไว้ในข้อ 2 ของสัญญาว่าด้วยปักปันเขตแดนดังกล่าวมาแล้ว

สนธิสัญญานี้ต่อมาข้ออื่นๆ ได้ถูกยกเลิกไป เหลือแต่ข้อ 1 และ 2 ที่ยังมีผลบังคับใช้จนถึงทุกวันนี้ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือปรากฏว่าเมืองปัจจันตคิรีเขตร หรือเกาะกง ไม่ได้ถูกเอ่ยถึงในสนธิสัญญา และนั้นฝรั่งเศสมิได้คืนให้ไทยแต่ประการใด แต่สัญญาได้ระบุว่า "เกาะทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดนั้นให้แก่กรุงสยาม" นั่นหมายความว่าดินแดนของสยามสิ้นสุดแค่เกาะกูด ไม่ได้รวมถึงเกาะกง

คนไทยหัวใจแหลกสลายเพราะต้องเสียเกาะกง
ก่อนที่จะเสียเกาะกงไปแบบถาวรนั้น พระยาสุริยานุวัตร เอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย กราบทูลกรมหลวง เทวะวงศ์วโรปการเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2446 ว่า

“…เป็นการเจ็บหนักเจ็บหนา เหลือที่จะสลบความแค้นลงไว้ได้เจ็บปวดตรงว่า จะเอาทหารไว้นี้เป็นลิ่มสำหรับที่จะตอกเอามณฑลเมืองตราด และเกาะกง แยกออกไปจากอกของเรา…เรื่องเมืองตราดกับจันทบุรี เข้ามาขวางอกอยู่เช่นนี้เหลือสติปัญญา และเหลือกำลังที่จะตกลง ในใจลงได้แท้ๆ ความหนักจ้องหน้าข้าพระพุทธเจ้าอยู่เสมอว่า ถ้าสัญญาตกลงกันไม่ได้ เมืองจันทบุรีและตราดก็พรากจากอกเสียเป็นแน่ เสียดายเมืองตราดที่เป็นเมืองน้อย จะพลอยเสียเมืองจันทบุรีที่เป็นเมืองใหญ่ไปด้วย จะยอมให้เมืองตราดและเกาะกง ก็หักใจลงไม่ได้ เพราะชาวเมืองนั้นเป็นชาติไทยที่แท้ เสมอกันเป็นเลือดเนื้ออันเดียวกัน จะรบกับเขาก็สู้เขาไม่ได้ จะทำอย่างไรดี…”

นี่คือความชอกช้ำของข้าราชการชั้นสูงของไทยที่ตระหนักว่าอาจจะต้องแลกเมืองใดเมืองหนึ่งเพื่อรักษาเมืองอื่นๆ ไว้จากการยึดครองของฝรั่งเศส แม้ว่าเมืองทั้งหมดนี้จะมีพลเมืองเป็นคนไทยก็ตาม ต่างจากการแลกเมืองตราดและเกาะกูดกับเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ซึ่งเป็นการแลกเมืองที่มีพลเมืองเป็นชาวเขมรส่วนใหญ่กับเมืองที่มีพลเมืองคนไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่เกาะกงนั้นมีคนไทยอาศัยอยู่ทั้งนั้น

ครั้นเสียเมืองเกาะกงไปแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมาก ในพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2448 ถึงกรมหลวงดำรงราชานุภาพ ทรงว่า

".. เรื่องจะจัดการปกครองหัวเมืองชายทะเลตวันออก ยกเปนมณฑลจันทบุรีขึ้นอีกมณฑลหนึ่ง .. แลรวมอำเภอทุ่งใหญ่กับอำเภอขลุง ยกเปนเมืองจัตวาขึ้นอีกเมืองหนึ่ง ให้พระเสนาราชภักดีเปนผู้ว่าราชการเมือง แต่ชื่อเมืองจะเรียกว่าเมืองขลุงหรือเมืองประจันตคีรีเขตร์นั้น ทราบแล้ว การที่จะยกเปนมณฑล ให้พระยาจันทบุรีเปนข้าหลวงนั้น ควรแล้ว ชื่อเมืองจะยกประจันตคีรีเขตร์มาชื่อ ก็คงไม่ซ้ำกับฝรั่งเศส เพราะเขาคงไม่เรียก แต่เขมรบางทีจะเรียกให้เปนเกียรติยศของเขา จะเปนประจันไทย ประจันเขมร เจ็บใจ ให้คงเปนขลุงไปตามเดิมเถิด…"

หมายความว่าหลังเสียเมืองปัตจันคีรีเขตรแล้ว ทรงมีพระราชดำริจะให้ตั้งเมืองเมืองปัตจันคีรีเขตรขึ้นใหม่ในเขตไทยโดยยกเมืองขลุง (อ.ขลุง จ. จันทบุรี) ให้เป็นเมืองปัตจันคีรีเขตรแห่งใหม่ แต่แล้วก็ทรงเจ็บปวดพระทัยที่จะทำเช่นนั้น คงพราะจะเป็นการย้ำเตือนว่าเมืองปัตจันคีรีเขตรตัวจริงได้ตกเป็นของเขมรแล้ว

ปัจจุบัน เมืองปัตจันคีรีเขตรได้กลายเป็นจังหวัดเกาะกงของกัมพูชา เรียกว่า "แคตเกาะกง" โดยประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 75 เป็นชาวเขมร ที่เหลือร้อยละ 25 เป็นชาวไทยเกาะกง มีเมืองหลักคือเมืองเขมรภูมินทร์ ซึ่งได้เจ้านโรดม สีหนุได้มอบชื่อให้ แต่ไม่เป็นที่นิยมเรียก เพราะประชาชนส่วนใหญ่นิยมเรียกเมืองหลักนี้ว่า "กรุงเกาะกง"

เมืองปัตจันคีรีเขตรเมืองที่เสียไปแบบงงๆ
เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ "หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับเปรสสิเดนต์แห่งรีปัปลิคฝรั่งเศส" ไม่ได้เอ่ยถึงเกาะกง จึงน่าสงสัยว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สยามไม่กระตือรือร้นที่จะยืนยันสิทธิ์เหนือเกาะกง?

สิ่งที่น่าแปลกอีกเรื่องก็คือ เมื่อเกิดกรณีพิพาทอินโดจีน ระหว่าง 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 – 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ระหว่างไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศสเขตวีชีเหนือดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศส เมื่อมีการทำอนุสัญญาโตเกียวเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ฝรั่งเศสยอมยกยกดินแดนจากกัมพูชาและลาวให้ไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดินแดนที่ไทยเสียไปในเหตุการณ์ต่างๆ หลังวิกฤตการณ์ รศ. 112 แต่ปรากฏว่าไทยไม่ได้ทวงดินแดนของเมืองปัตจันคีรีเขตรกลับมาด้วย

หลังจากที่กัมพูชาได้รับเอกราชจากอินโดจีนฝรั่งเศสแล้ว เกาะกงก็กลายเป็นดินแดนของกัมพูชาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ไทยก็ไม่ได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะทวงคืนแม้วาจะมีคนไทยในเกาะกงเป็นจำนวนมาก คนไทยเหล่านี้ต้องเผชิญกับการกดขี่จากรัฐบาลกัมพูชาอย่างเลวร้าย ถึงขนาดที่สมัยนโรดม สีหนุเป็นกษัตริย์-รัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้นเคยห้ามคนเกาะกงพูดภาษาไทย หากฝ่าฝืนจะถูกตำรวจจับ และบางรายโชคร้ายก็จะถูกฆ่า โดยในสมัยนั้นนายพลลอน นอลที่ทำงานใกล้ชิดกับสีหนุขณะนั้นเคยพูดไว้ว่า "คนไทเกาะกง แม้ว่าจะตายไปสักห้าพันคน ก็ไม่ทำให้แผ่นดินเขมรเอียง" (2)

การกดขี่เหล่านี้ทำให้คนไทยเกาะกงต้องอพยพหนีเข้ามาถึงสี่ระลอก ได้แก่ ระลอกที่หนึ่ง (พ.ศ. 2502–2512) ตรงกับยุคนโรดม สีหนุ ระลอกที่สอง (พ.ศ. 2513–2518) ตรงกับยุคลอน นอล ระลอกที่สาม (พ.ศ. 2518–2520) ในช่วงที่เวียดนามยึดครองกัมพูชา และระลอกที่สี่ (พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา) (3) ปัจจุบันชาวไทยในเกาะกงล้วนมีเครือญาติอยู่ในประเทศไทย นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในประเทศไทย และมีจิตสำนึกว่าตนเองเป็นคนไทย (4)

ในงานวิจัย "“พลเมืองเกาะกง”และ “ปัจจันตนคโรปมคาถา” ได้กล่าวถึง ประเสริฐ ศิริ กำนันตำบลหาดเล็ก จ.ตราด ซึ่งเป็นด่านพรมแดนของไทยกับเกาะกงของกัมพูชา ได้คัดลอกคำกลอนมาจากชาวไทยเกาะกง ผู้อพยพหลบภัยสงครามเข้ามาตั้งแต่ ประมาณ พ.ศ. 2518 เมื่อเขมรแดงเข้ายึดเกาะกง เนื้อหาสะท้อนความทุกข์ของคนไทยในเกาะกงหรือเมืองปัตจันคีรีเขตร ไว้ว่า

อ่าวไทยในอดีตอันรุ่งเรือง
สองเมืองก่อกำเนิดมาร่วมกัน
ฝั่งขวาคือประจวบคีรีขันธ์
ซ้ายนั้นคือประจันต์คีรีเขตร์
เกาะกงตัดขาดได้ตราดคืน
ชีวิตขมขื่นใต้การกดขี่
ทุกข์ทนทรมานยาวนานร้อยปี
หมดสิ้นศักดิ์ศรีเสรีสิ้นไป
เราเสียสัญชาติตัดขาดแผ่นดิน
สูญสิ้นหมดสิ้นแผ่นดินแยกย่อย
ถูกพรากจากกันสัมพันธ์ขาดลอย
เลือกเข้มเต็มร้อยรอคอยกลับคืน
กรรมนี้ใครก่อเราพอจำได้
อยู่เขมรเขาก็ด่าว่าเราเป็นไทย
กลับมาไทยเขาก็หาว่าเป็นเขมร
เป็นคนเหลือเดนหมดแผ่นดินอาศัย

อ้างอิง
1. อภิลักษณ์ เกษมผลกูล. “พลเมืองเกาะกง”และ “ปัจจันตนคโรปมคาถา”:วรรณกรรมพุทธศาสนากับการแสดงความเป็นไทยพลัดถิ่นของชาวเมืองเกาะกง. วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. Vol. 16 (2556): ปีที่ 16 ฉบับเดือน มกราคม-ธันวาคม 2556.
2. จรัญ โยบรรยง. รัฐบาลทมิฬ. กรุงเทพฯ : จิตติกานต์, 2528, หน้า 122
3. "ไทยพลัดถิ่น". ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
4. สุนิดา ศิวปฐมชัย (มกราคม–มิถุนายน 2554). "การศึกษาข้ามแดนไทย-กัมพูชา : ภาระ หรือโอกาส". วารสารภาษาและวัฒนธรรม (30:1), หน้า 69

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...